14.9.59 จุดหมายปลายทาง สวรรค์นาขั้นบันได ซาปา-มูกางจ๋าย

  ทริปเดินทางครั้งนี้เริ่มแรกก็ต้องนอนสนามบินกันอีกแล้ว นัดหมายกันไว้มุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง เราออกจากบ้านแต่หัวค่ำ เพราะเที่ยวบินของเช้าตรู่พรุ่งนี้คือเวลา 6.00 น. สายการบินนกแอร์ ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงเราก็จะถึงเวียตนาม แต่ต้องไปนั่งไปนอนรอที่ดอนเมืองเลยเพื่อความสบายใจ เพราะถ้าไม่งั้นมีหวังตกเครื่องเป็นแน่แท้ รอบเช้าๆแบบนี้อาจมีนอนเพลิดเพลิน ใกล้เวลาเปิดเคาเตอร์โหลดกระเป๋าชั่งน้ำหนัก ทุกอย่างเรียบร้อยด้วยสีหน้าดีใจกันทุกคนได้เที่ยวอีกแล้ว โชคดีเราได้นั่งริมหน้าต่างจะได้มีโอกาสเก็บภาพมุมสูงสวยๆ อีก ชอบมากมีกาแฟเสริฟด้วย  แม้เมือคืนจะไม่ได้นอนเต็มๆเลย แต่ก็ยังอยู่ได้สดชื่น เมื่อบินไปใกล้จะถึงสนามบินนอยไบ มองลงไปพื้นล่างเห็นสีเขียวของนาข้าวเขียวขจี สลับสีเหลืองสดชื่นมากๆ บ้านเรือนเป็นกล่องๆ เรียงรายกันเต็มไปหมด ตื่นเต้นจังมีหมอกปลิวปกคลุมไปทั่วอยากจะรีบลงไปสูดอากาศแล้วนะ

หน้าสดจากเมื่อคืน ยังไหวอยู่พร้อมท่องเที่ยวตะลุย ฮานอย ทันที

เวลา 8.00 น เราก็ถึงสนามบินนอยไบ พร้อมแลกเงินและซื้อซิมโทรกันตามต้องการรับกระเป๋ามายืนรอคนขับ ที่จะนำพาเราไปยังที่เที่ยวที่ได้ทำโปรแกรมไว้ ด้วยรถตู้ Ford Transit 12 ที่นั่งประมาณๆ พวงมาลัยซ้ายต้องขึ้นให้ถูกด้าน แรกๆจะงงขึ้นผิดด้านด้วยความเคยชินของรถบ้านเราอ่ะนะ รถแล่นออกจากพื้นที่สนามบินนอยไบอย่างช้าๆ

ด้วยความเคร่งครัดเคารพกฎจราจรเหมือนเคย เขาจำกัดความเร็วไม่เกิน 60-70 กม. / ชม. แฮ่ะๆ กินลมชมวิวไปเลย ถ้าท้องไม่ร้องหิวกว่าจะถึง ขึ้นสะพานขึง เญิตเติน Nhat Tan ข้ามแม่น้ำแดง 8.9 km เป็นรูปตัว A เชื่อมมาจากสนามบินนานาชาติ

ที่แรกที่พาเราไปคือ วัดเจดีย์เตริ่นกว๊อก อยู่ริมทะเลสาบโฮไต ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฮานอย และยังเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในเวียดนาม มีประวัติยาวนานกว่า 1,500 ปี มี 11 ชั้น แต่ละชั้นมีพระพุทธรูปสีขาว พระพุทธรูปอมิตาภพุทธะ อยู่ในช่องรอบเจดีย์ เป็นที่บรรจุอัฐิของพระที่เป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้

เก็บภาพสวยๆ ของวัดนี้กันเยอะเลย จะเป็นศิลปะผสมของจีน เวียดนามและญี่ปุ่น มีจัดสวนหินน้ำตกเล็กๆ และกระถางใบใหญ่ ดูสวยงามความวิจิตรงดงามมากและมีเอกลักษณ์ รีบเร่งเดินกลับไปที่รถเพราะคนขับรออยู่แล้ว

จะพาเราไปต่อที่สุสานโฮจิมินห์ โดยปล่อยให้ลงเดิน อากาศเริ่มร้อนแดดออกละ เริ่มถอดที่ใส่ออกทีละชิ้นสองชิ้น บวกกับเริ่มอ่อนล้า จากที่ไม่ได้นอนเต็มที่มา เดินกันไปที่สุสานเป็นลานกว้างมันยิ่งใหญ่จริงๆ สุสานโฮจิมินห์ เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดในฮานอย รอบๆ ทางเดินซึ่งประดับไปด้วยดอกไม้และต้นไม้สีสวยสด มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา

สุสานโฮจิมินห์

เราเดินตัดเข้าไปตรงตึกเหลืองๆ ที่มองเห็นแต่ไกล เรียกว่าทำเนียบเหลืองเคยเป็นที่ทำงานของคนมีอำนาจสูงสุดอินโดจีน ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1901 ปัจจุบันเป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนาม ห้ามเข้าไป แต่ยืนถ่ายรูปได้แบบด้านข้างๆ เท่านั้น ต้องทำตามกฎเขา บริเวณรอบๆ เป็นสวนต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรืนดี เดินเข้าไปด้านซ้าย เป็นบ้านพักลุงโฮ บ้านไม้หลังเล็กๆ มีรถยนต์เก่าจอดไว้และข้าวของเครื่องใช้เรียบง่าย เขาเล่าว่าตลอดชีวิตของท่านจะไม่ยอมใส่สูท ประหยัด สมถะมาก ซึ่งลุงโฮใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตจากไป

บ้าน สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสคลาสิคชอบมาก

ไปเที่ยวต่อกันที่ วิหารวรรณกรรมวันเหมียว เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในฮานอยหรือชื่อวัดจอหงวน ซึ่งนับเป็นวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงฮานอย สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ท่านปรมาจารย์ขงจื๊อ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมจีนและเวียดนามมาเป็นพันๆปี และสมัยก่อนเคยเป็นที่เล่าเรียนชั้นสูงของกษัตริย์ ขุนนาง บุตรหลานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในยุคนั้น เมื่อสอบผ่านเป็นจอหงวน จะได้รับการสลักพระนาม สลักชื่อบนแผ่นศิลาที่อยู่บนหลังเต่า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ฉลาดเฉลียวและมีอายุยืนยาว

เราเข้าไปเที่ยวที่วัดนี้ พอดีกับที่บัณทิตสวมชุดครุยมากันเต็มเลย เพื่อมาถ่ายภาพหมู่ เพิ่งรู้ทีหลังว่าที่แห่งนี้เป็นวิทยาลัยแห่งแรก นักสึกษาที่เรียนจบจึงนิยมมาถ่ายรูปรับปริญญากันที่นี่ วัดว่านเหมี่ยวที่โดดเด่นเป็นเอกลักษ์สำคัญอีกอย่างคือ ประตูแสงอาทิตย์ เพราะมีหน้าต่างรูปกลม คล้ายดวงอาทิตย์ฉายแสงอยู่เหนือซุ้มประตู คือใช้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงฮานอย สวยมีความหมายดีมาก

เดินถ่ายภาพกันอากาศร้อนล่ะแดดออก ต้องรีบไปต่อคนขับรถเรียกล่ะขับผ่านโบสถ์ใหญ่ หรือโบสถ์เซนต์โจเซฟ อยากจะถ่ายภาพแต่เข้าใจว่าหาที่จอดไม่ได้ ให้เวลากระโดดชะโงกลงไปกดรัวๆ พอ เฮ้ยเหนื่อยเสียดายจัง ขับพาวนไปมาหาที่จอดรถ หายากจริงๆ หรืออย่างไรเราก็ไม่เข้าใจนะ ปล่อยเราลงเดินกันไปที่สะพานไม้สีแดง ชื่อ สะพานเทฮุกหรือ สะพานแสงอาทิตย์ จะใช้เดินข้ามเพื่อเข้าไปในวัดหง็อกเซิน

ถ่ายภาพกันบนสะพานแล้วใครอยากจะเดินข้ามไปวัดหรือไปไหนๆก็ตามอัธยาศัยเพราะจากจุดนี้รอบๆ เป็นสวนสาธารณะร่มรื่นและยังรอบๆ ยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งกันอีกด้วย ไม่รอช้าทุกคนกระจายกันเต็มพื้นที่ ใช้เวลาให้เต็มที่เพราะรถจะมารับเราอีกเกือบห้าโมง คืนนี้ต้องรีบไปขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่จุดหมาย ซาปา มูกางจ๋าย และเราจะต้องนอนบนรถไฟ แต่ดีที่เป็นเตียงนอนสบายๆ เป็นห้องส่วนตัว ยืนรอคนขับรถซัดผลไม้ของคุณป้าเวียตนามไปซะหลายชิ้น

จะรอดมั้ยเนี่ย กลัวท้องไส้ปั่นป่วนแต่อร่อยดีแฮะ  เฝ้าชะเง้อยืนรอกันอยู่นานมองดูผู้คนรถราช่างวุ่นวายเหลือเกินในเมืองแบบนี้ ตอนนี้ใจไปถึงซาปาแล้ว ภาพท้องทุ่งนาสีเขียวรอบด้วยภูเขามีม่านหมอกเย็นๆ ง่ะต้องตื่นจากภวังด้วยเสียงบีบแตรรถดัง รถมาแล้ว จะพาเราไปยังสถานีรถไฟฮานอย ปลายทางคือสถานีรถไฟลาวไก  สถานีแสนคลาสิคเก่านิดนึง ฮาๆ ครั้งแรกเลยที่ได้อาบน้ำในสถานีรถไฟ มันคือห้องน้ำฉุกเฉินนะ  ก็ยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เช้ามาถึงก็เที่ยวเลยทั้งวันร้อนๆ ที่สถานีตอนนี้คนยังน้อยๆ  พวกเราก็สลับกันไปอาบน้ำและไปเดินหาอะไรทานร้านๆ ค้าแถวๆนี้ เพื่อรอรถไฟจนได้เวลารีบลากกระเป๋าไปชานชาลา

บนรถไฟตู้ห้องนอน มีประตูเลื่อนปิดมิดชิดดี ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอนกันเป็นกลุ่มที่ลงตัวได้ห้องละ 4 คน ใครขาแข้งยังดีก็อาสานอนชั้นบนแล้วกันนะ เพราะต้องปีนขึ้นไปนอนตกลงกันดีๆล่ะ และคืนนี้ไม่รอช้า ได้อาบน้ำแล้ว ทานข้าวแล้ว ก็ปิดตาฝันหวานถึงวันพรุ่งนี้ดีกว่า  ฉึกฉักๆๆ ปู้นๆๆๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *