23.11.58 เมือง Nara

สิ่งดีๆ ที่ได้จากการเดินทาง ไม่ใช่แค่สถานที่ๆ ไป
แต่มันคือที่ๆ เรา ต่างได้ใช้ความสุขร่วมกัน แบ่งปันกัน ในแต่ละวัน..

  วันนี้ต้องบอกอำลา Piece Hostel Kyoto  ไม่ลืมจะถ่ายภาพหน้าประตูอีกครั้งเก็บไว้เป็นที่ระลึกประทับใจก่อนไป สำหรับมื้อเช้าทานง่ายๆ ที่ซื้อเตรียมไว้จากแฟมิลี่มารท์เมือคืน แต่เมื่อกลับมาถึงที่พัก ทางเจ้าหน้าที่โฮสเทลยังมีน้ำใจเหมาเตรียมเบเกอรี่เนื้อนุ่มๆ น่าทาน วางไว้ให้บนโต้ะอีกหลายถุงใหญ่ๆ เพราะเราคงไม่ทันได้ทานมื้อเช้าที่นี่ต้องรีบเร่งเดินทาง ช่างมีความใส่ใจลูกค้าจริงๆ

ล้างจานเก่งกันทุกคน

เก็บของกระเป๋าเป้น้อยๆ ของแต่ละคนออกเดินไปยังสถานีรถไฟ และเตรียมเติมเงินในบัตร ICOCA ก่อน เพื่อความรอบครอบไม่งั้นเดี๋ยวเงินหมด หรือไม่พอจะมีปัญหาเสียเวลาอีก ต้องขึ้นรถไฟแบบเร่งด่วน เรานั่งรถไฟจากเกียวโต Kintetsu Railway แล้วไปโผล่ที่สถานีเมืองนารา ประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราอยากเดินสบายๆ ก็เลยใช้บริการฝากกระเป๋าสัมภาระเล็กน้อยในตู้ Coin Locker ไม่ต้องถือให้หนัก ฮาๆ เผื่อใครจะได้เดินช้อปปิ้งเพิ่มเติมได้อีก แต่ห้ามลืมมาไขเป็นอันขาดและต้องจำให้ได้ว่าฝากไว้ที่สถานีไหนนะ เขาว่าจะถูกปรับถ้าฝากเกินเวลา 3 วัน ความปลอดภัยสูงไม่ต้องกลัวหาย ถ้าบ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง ตู้เงินสดยังแงะได้เลยคงต้องใช้เวลานานๆ เท่านานๆ กว่าจะเหมือนเพื่อนบ้านแบบนี้ที่มีระเบียบวินัย เคร่งครัด มีกฎหมายเด็ดขาด

อากาศเย็นสบายค่อยๆ เดินเที่ยวไปยังเมืองนารา ทันทีก็ได้เห็นกวางตามท้องถนน เดินกันเป็นว่าเล่นไม่กลัวรถชน แต่กวางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนารา ชาวนารามีความเชื่อว่ากวางเป็นสัตว์รับใช้เทพเจ้า ปัจจุบันเมืองนารามีกวางเดินอยู่อย่างอิสระทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า วัด หรือตามท้องถนน รถจะไม่ชนกวาง อ่ะคงคล้ายอินเดีย พี่วัวเดินกร่าง นอนกลางถนนก็ได้ ไม่มีใครชนหรือกล้าไล่ หรือฆ่าวัวเพราะถือเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธ์ เทพเจ้า.. เชื่อใครเชื่อไปไม่ล้ำเส้นความเชื่อของกันและกัน โลกจะสงบสุขสันติ

เดินไปที่วัดโคฟุคุจิ ที่มีเจดีย์ 5 ชั้น สวยงามใหญ่โตมากแต่ดูเงียบๆ คนน้อยอาจเพราะยังเช้าอยู่ เดินเที่ยวจนพอใจก็กลับออกมาเพื่อขึ้นรถบัสไปยัง สวนกวางนารา ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก แต่ถ้าเดินก็คงเหนื่อยแหละเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมืองนารา มีกวางเป็นพันๆ ตัว เดินไปอีกนิดติดๆ กันเป็นวัดโทไดจิ Todaij เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองนารา พันกว่าปีมาแล้ว วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกเมืองนารา

มันญี่ปุ่นนี่มันหวานอร่อยมาก เหมาะกับอากาศเย็นๆ กินไปป้อนกวางไป ถ้าเผลอกวางก็มางับแย่งได้ แต่ส่วนมากงับก้นเราอ่ะตลกๆ ดี

แต่มีอาหารกวางขายด้วยเรียกว่า แซมเบ้ 150 เยน มีราคานะเนี่ย เป็นแผ่นแป้งบาง แต่อดไปเลยน้องกวางกินมันเผาแบ่งกันไปก่อน เดินไป วัดโทไดจิ Todaiji temple วัดหลวงพ่อโตแห่งเมืองนารา เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตัววัดเป็นไม้ใหญ่มากๆ แต่เราไม่ได้เข้าไปถึงข้างใน แค่ยืนเกาะดูก็รู้แล้วว่าสวยแต่คนเยอะเหลือหลายที่ประตูทางเข้าไม้ขนาดใหญ่ด้านหน้านั้น มีรูปปั้นขนาดใหญ่เฝ้าประตูอยู่ทั้งสองข้าง เราพักนั่งตรงขั้นบันได ทอดสายตามองประชาชนคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวนานาชาติต่างๆ ก็สนุกล่ะ เขาจะคิดว่าเหมือนโรคจิตเปลานะแค่ส่องกล้องถ่ายบางคนที่ดูเก๋ๆ น่ารักๆ ชอบดูพฤติกรรรมของคนทั่วๆไป ว่าเขาทำอะไร แต่งตัวอย่างไร แฟชั่นกันแบบไหนแล้ว

เดินต่อกันไปถ่ายรูปไป จนถึงจุดที่นัดเจอกันอีกครั้ง ก่อนที่เราจะไปนอนที่เมืองโอซาก้า นั่งรถเมล์กลับไปที่ JR Nara Line เพื่อไปโอซาก้า สาย Yamatoji Rapid ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ถึงโอซาก้าโผล่ขึ้นพื้นดิน ฝนก็ตกโปรยปรายต้อนรับทันที ต้องรีบวิ่งกันไปซื้อร่มซะหน่อย จะได้ดูโรแมนติคเหมือนที่เห็นในหนัง ร่มอาจแพงไม่ว่า ขอข้าสักครั้งแบบหนุ่มสาวยุ่น

แต่ไม่หนักหนาเลย กางปุ๊ปฝนหยดๆ เซ็ง เดินไปอีกนิดก็ถึงที่พักที่ใหม่ คืนนี้หมู่บ้าน o top แสนสำราญของเราไม่มีแล้ว เราจะต้องแยกกันนอนเป็นห้องน้อยๆ เรียวกังบ้าง ปีนกังบ้าง ห้องน้ำรวมฮาเฮ และต้องจับฉลากเลือกห้องกันด้วย แต่ไงคืนเดียวเอง นอนๆ กันๆไป

แหล่งละลายเงินเยน

ช่วงวันท้ายๆ แล้วก่อนกลับ คงเน้น shopping กันมากกว่าจะนอน เช็คอินที่พักเสร็จเราก็เตรียมออกท่องราตรีนี้ยังอีกยาวไปเลย หิวมากรอมานานานแล้วจะได้กินปูขนแบบไม่อั้นซะหน่อย แต่ไงรสชาตก็งั้นๆ ปูบ้านเราเด็ดกว่าคิดมโนขนาดนั้นถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู้ดคงยอดมาก ก็กินๆ ไปให้รู้ จบทริปวันนี้ขาอ่อนหมดแรงจริงๆ เดินเยอะมาก กลับที่พักยังงงๆ เดินไปโผล่อีกทางออก ที่ไม่ใช่ที่เดิมต้องเดินข้ามถนนอ้อมออกมานิดนึงจนถึงที่พักลอง จิบเบียร์ญีปุ่น ก่อนนอนเหมือนน้ำผลไม้เลย ฝันดีพรุ่งนี้เที่ยววันสุดท้ายแล้วก่อนกลับ อย่างไรก็รักเธอประเทศไทยไปไหนมาไหนสนุกสวยแค่ไหนก็ คิดถึงมากๆ ข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวเผ็ดๆ กับร้านนวดตัวดีๆ ซะหน่อย ใช้ร่างกายเยอะ ตื่นเช้าตรู่ แต่ก็แลกมาเพื่อความสุขของการเดินทางท่องเที่ยวสักครั้งในชีวิตไม่เสียดายเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *