30 ธ.ค. 47 เช้านี้ที่ หลวงพระบาง

ยามเช้าวันนี้ ขอตื่นสายหน่อย เพราะคืดว่ายังไม่ไปใส่บาตร อยู่อีกตั้ง 2 วัน อาบน้ำแปรงฟันเดินออกไปดูตลาด อากาศช่างหนาวเย็นลมหนาวพัดโชย เหมือนฝนจะตก


ที่ตลาดก็มีของกินมากมาย มีผักสีเขียวๆ ถูกใจมากๆ อยู่นี่ไม่อดเพราะชอบกินผัก และก็มีของแปลกๆ ขาย คือพวกนก งูหั่นเป็นท่อน ๆ สยอง ปลาตัวใหญ่ๆ มากๆ แต่เราก็กินไก่ย่างข้าวเหนียวเป็นอาหารเช้า

เสร็จแล้วเดินชมวัดไปทีละวัด จนไปถึงพิพิธภัณฑ์ พอดีพักเที่ยงมั้งเขาปิดไม่ให้เข้า มีเด็กชายลาวน่ารักคนนึงวิ่งมาแจกใบปลิวการแสดงในพิพิธภัณฑ์ และถามว่าพี่จะไปเที่ยวไหน คุยไปคุยมาพวกเราก็ชวนเด็กชายให้มาเป็นไกด์ลาวพาเที่ยวหน่อย เขาก็ยอมมาด้วยแบบว่าลาวใจง่าย วิ่งไปแก้ผ้าชุดลิงที่ใส่อยู่แล้วขออนุญาติแม่เพื่อมากับเรา เด็กชายคนนี้ชื่อว่า คีรีวงศ์ ถ้าฟังไม่ผิด พูดจาฉะฉานน่ารักซื่อๆ ประสาเด็ก พาเราเที่ยวทีละวัดพร้อมอธิบาย


ประหนึ่งไกด์ผู้ชำนาญ แล้วก็เดินเที่ยวรอบเมือง พอบ่ายก็ไปกินอาหารริมฝั่งโขง แล้วก็เดินต่อเลาะไปริมน้ำคานไปเรื่อย ๆ จนต้องแยกทางกันกับเจ้าคีรีวงศ์ ไม่ลืมให้เงินเล็กๆ น้อยกับเด็กน้อยก่อนจากกัน เราเดินไปเก็บภาพทิวทัศน์สวยงามริมน้ำคานหมอกปกคลุมขุนเขาข้างหน้า งามหลาย เห็นชาวบ้านกำลังตักไค เพื่อเอามาทำขนมใส่งาขาย เป็นสินค้ายอดฮิตที่เห็นหาบขายกันมากในเมือง เป็นวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำโขงที่นี่ช่างเรียบง่าย ดูมีความสุขตามพอดีพอกิน ไม่ต้องร่ำรวยมากมาย ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาเหมือนกันนะ

เราไม่ลืมที่จะถ่ายภาพทั้งกล้องและวีดีโอเก็บไว้ แต่อากาศวันนี้ไม่มีแสงแดดเท่าไหร่เลย ตกเย็นก็ไปกินข้าวในตลาด ทีนี้รู้แล้วว่าต้องไปกินอะไรที่ไหนเริ่มคุ้นเคย ที่ตลาดมีอาหารขายหลายอย่างส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็มาทานกันที่นี่ เราเพิ่งรู้ไง ไม่แพงนัก ชาวบ้านที่นี่ก็มีรายได้จากการขายอาหารง่าย ๆ ให้นักท่องเที่ยว มีเฝอ ผัดผักแล้วก็พวกปลาย่าง หมูเนื้อย่าง แล้วแต่จะเลือก เราก็เลือกกินร้านนึงที่เป็นอาหารพวกมัสวิรัตผัดผัก ให้ตักเองตามใจชอบ ไม่แพงด้วย แล้วดูแล้วน่าอุดหนุนมีคนแก่กับเด็กชาย ซึ่งน่าชื่นชม เด็กชายเด็กหญิงที่นี่ขยันขันแข็งกันตั้งแต่เด็ก ๆ หาเงินได้เองตั้งแต่เด็ก เป็นภาพที่งดงามน่าจดจำ ผู้คนที่นี่ก็ดูมีศิลธรรม ใจดี เวลาแค่ไม่ถึง 5 ทุ่ม เขาก็รีบเก็บของเข้าบ้านนอนกันหมด ไม่เหมือนกับบ้านเมืองเราที่ไม่เคยหลับไหล แม้กลางคืนดึกดื่นหรือใกล้เช้าก็ยังมีคนบนท้องถนนมากมาย ไร้ซึ่งความสงบ เป็นชีวิตที่ต้องแข่งขันกัน คืนนี้ รีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้มีนัดใส่บาตรเช้านะ

29 ธ.ค.47 ล่องน้ำโขงขึ้นหลวงพระบาง

ละเมอตื่นมาตอนตี 4 ครึ่ง นึกว่านาฬิกาไม่ตรง รีบเปิดม่านที่หน้าต่างออกไปดูข้างนอกยังมืดสนิทอยู่เลย นอนต่อ พอ 6 โมงเช้าก็ตื่นจริงๆ ไปเที่ยวชอบที่จะตื่นเช้าๆ แม้ขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องตื่น ถือว่ากำไรชีวิต เวลาและพระอาทิตย์ไม่เคยรอใคร ตื่นมาดูบรรยากาศยามเช้า

เพื่อเก็บภาพหมอก เดินลงมาจากห้องพักก็เห็นตลาดยามเช้าคึกคัก มีแม่ค้าและคนซื้อที่เป็นชาวบ้านและนักท่องเที่ยวอย่างเรา คงเป็นวิถีชีวิตปกติของคนที่นี่ มีของกินขายหลายอย่างแต่ที่เห็นชัด ก็มีผักสีเขียวๆ ที่วางขายอยู่เต็มตลาด ส้มสีส้ม แครอทน่ากิน หมูปิ้ง เนื้อทอด ขนมชั้นและอีกหลายอย่าง เรานั่งกินข้าวเหนียวหมูทอด กับก๋วยเตี๋ยวเฝอมีหมูสามชั้น ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แล้วก็ซื้อขนมปังเรียกว่า บาเก็ต ขนมปังฝรั่งเศสที่แสนจะแข็งใช้ตีหัวแตกได้เลย ซื้อเผื่อไว้กินกลางทางยามหิว รีบกินๆ ใกล้เวลาที่จะต้องไปลงเรืออีกแล้ว

เสียดายถ่ายภาพได้น้อยยังไม่จุใจ เห็นหมอกยามเช้าปกคลุมลุ่มน้ำโขงสวยจับใจ แต่ต้องรีบวิ่งลงเรือ เพราะมีพวกฝรั่งและนักท่องเที่ยวคนอื่นเขาลงกันเกือบเต็มเรือแล้ว แต่กว่าเรือจะออกก็เกือบ 10 โมง แต่ยังดีเรือแล่นเร็วกว่าเมื่อวาน เราก็ชมทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้ง 2 ข้างทางถ่ายภาพภูเขา น้ำโขง ก้อนหิน จนเริ่มเบื่อ ไม่ถึงซะที จวบจนประมาณ 4 โมงครึ่ง เรือแล่นผ่านเมือง สังเกตมีบ้านเรือนและรถราวิ่งขวักไขว่ ผู้คนคึกคักตื่นตา เป็นสัญญานว่าถึงแล้วแน่

พอเรือจอดต่างคนต่างก็รีบแบกสัมภาระกันใหญ่ ยิ่งพวกฝรั่งเป้ใบใหญ่มากๆ คงมากันเป็นเดือน พอเหยียบขึ้นฝั่งก็มีพวกรถโดยสารมาแนะนำที่พักตรงโน้นตรงนี้ เราก็ไม่ปฎิเสธพาไปไหนก็ไป ไม่ใช่ไรหรอกกลัวที่พักเต็ม สรุปเราก็ได้ที่พักในราคาคืนละ 160 บาท ไม่แพงเลย ข้างๆ ที่พักมีบ้านหลังหนึ่งปลูกดอกกุหลาบสีชมพูดอกใหญ่มาก ๆ เราเข้าไปขอถ่ายรูปกับคุณลุงเจ้าของบ้าน ท่าทางใจดี เขาตัดดอกกุหลาบให้ตั้ง 2 ดอกไว้สำหรับถ่ายภาพ

ขอบใจหลาย คนลาวที่นี่ช่างเป็นคนใจดีจริงๆ เข้าห้องพัก ต้องอาบน้ำแม้หนาวแค่ไหนก็ต้องอาบ แม่สอนไว้ตั้งแต่เด็กห้ามขี้เกียจอาบน้ำ ยิ่งช่วงฤดูหนาวต้องอาบ จากนั้นเดินเล่นที่ตลาดกลางคืนเป็นถนนคนเดิน มีของขายมากมายส่วนมากเป็นผ้าพันคอสีสวย ผ้าไหม ผ้านุ่ง โคมไฟ ของที่ระลึกต่างๆ คนขายที่เป็นแม่หญิงก็แสนจะงามๆ เพิ่งรู้จริงๆ ว่าสาวลาวที่นี่งดงามยิ่งนัก ไม่มีสีสันแต่งแต้มใดๆ ถ้าเรามีตังค์แสนกีบก็หมดแน่เลยๆ อิๆ ใจอ่อนไหว แต่ไม่ค่อยมีพกอ่ะ เดินไปกินข้าวที่ร้านอินโดจีน เป็นอาหารไทย แต่งร้านสวยเป็นบ้านเก่าๆ ไฟสลัวๆ กินกันอิ่มหนำสำราญ 2 แสนกีบอ่ะ อาหารอร่อยมาก ๆ แม้ไม่ค่อยเผ็ดเปรี้ยวรสจัดจ้านเหมือนอาหารไทย

ยังไม่ง่วงเลยไปหาห้องพักสำหรับคืนพรุ่งนี้เพราะเราอยู่ที่นี่ถึง 3 คืน แต่ก็หายากมาก ส่วนใหญ่เต็มหมด เลยตัดสินใจพักที่เดิม 3 คืนก็ได้ มันก็ไม่ได้ไกลจากตลาดนัก คืนนี้เข้านอน 5 ทุ่ม นอนหลับที่หลวงพระบางแสนสบายอากาศหนาวเย็นจับใจ ราตรีสวัสดิ์

27,28 ธ.ค. 47 เที่ยวลาว

      ฉันเจอบันทึกเก่าๆ ในไดอารีที่เก็บไว้ ไม่น่าเชื่อเลยมันผ่านมา 13 ปีแล้ว ฉันเพิ่งมาเปิดอ่านอีกครั้ง บันทึกข้อความเก่าๆ เชยๆ ไงไม่รู้  แต่จากเรื่องจริงที่ไปเที่ยวและพบเจอมา เพื่อเก็บเป็นบันทึกไดอารีส่วนตัว ไม่คิดว่าจะต้องเอามาให้ใครอ่าน แต่วันนี้ก็อยากเอามาเขียนบนโลกออนไลน์บ้าง กระบวนความคิดทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เฉกเช่นกับธรรมชาติ และสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้การเดินทางครั้งแรกที่ไปนอก.. ไทย

ตราบที่ลมหายใจยังไม่สิ้น
ฉันเชื่อเหลือเกินว่า..ทุกเรื่องทุกอย่างในชีวิตคือการเดินทาง
มีทุกข์สุขคละเคล้ากันไป เพียงที่สุดทุกเส้นทางที่ก้าวผ่าน
แค่เราเก็บไว้แต่สิ่งดีงาม ทิ้งไว้เป็นภาพความทรงจำ…แม้เป็นช่วงเวลาหนึ่งสั้นๆ ที่มีเวลาไม่มากนัก แต่ก็พยามเก็บเกี่ยวและใช้เวลาอย่างคุ้มค่าของทุกๆ วันที่ตื่นมายามเช้าในที่ๆ ไม่เคยมา ที่ๆไม่คุ้นเคย และที่ๆจะผ่านวันนี้ไปเปลี่ยนเป็นความทรงจำในอนาคตต่อไป

27 ธ.ค. 47
เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ หลังเลิกงานประจำที่ทำอยู่ ด้วยความรู้สึกอิสระ จินตนาการคิดถึงเมฆหมอกขุนเขายามเช้า   และความหนาวของวันต่อๆไป  นั่งแท็กซี่  พร้อมแบกเป้สัมภาระที่จำเป็นไม่มาก แต่ก็หนักเหมือนกัน ไปส่งขึ้นรถบขส.ที่หมอชิตใหม่ ผู้คนหนาแน่นพอสมควร โชคดีการจราจรยังไม่ค่อยติดขัด แต่กว่ารถจะออกจากหมอชิตประมาณทุ่มครึ่งกว่าๆ ช้ามาก ไม่เข้าใจ รถทัวร์ที่ไปก็ดูไม่ค่อยหน้านั่งเอาซะเลย  ไม่ค่อยสะอาดด้วยขอว่าหน่อย แต่ทำไงได้เรามาจองช้า ตั๋วรถชั้น 1 ที่ดีๆ ก็เต็มหมด นั่งไประหว่างทางก็รับคนตามขึ้นมาเรื่อยๆ เพิ่งเคยนั่งแบบนี้นะเนี่ย คือมีแถวกลางที่เป็นทางเดิน ก็เสริมเก้าอี้ให้คนนั่งแถมมีมานอนซบข้างๆอีก อ่ะ หลับๆ ตื่นๆ มานึกว่าผีหลอก ผมยาวๆ นั่งข้างๆ อิๆ พอไม่นานก็หายไป คือเขาลงจากรถก่อนไง ตกใจหมดเลย

28 ธ.ค. 47

    เราถึง อ.เชียงของประมาณ 8 โมงกว่าๆ ก้าวแรก ที่ลงจากรถทัวร์ ก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นสมใจ มีหมอกยามเช้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่ สูดหายใจลึกๆ อย่างสดชื่น เราก็จัดการเหมารถสามล้อเพื่อพาไปท่าเรือเชียงของ จะได้ข้ามไปฝั่งลาว  ถึงฝั่งลาวเราก็แลกเงินบาทให้เป็นเงิน กีบ ของลาว เพื่อความสะดวก มีเวลานิดหน่อย เก็บภาพท่าเรือบั๊คบรรยากาศริมแม่น้ำโขง มองไปยังฝั่งไทยของเราดูเงียบเหงา ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ก่อนเหยียบผืนแผ่นดินลาวจริงๆ

เราต้องนั่งรถสามล้อเครื่องพวงมาลัยขวาที่แปลกตา ก็บ้านเราไม่มี พาไปส่งที่ท่าเรือห้วยทราย ใช้เวลาเดินทางไปถึงหลวงพระบางประมาณ 2 วัน สำหรับเรือช้า และจำเป็นต้องแวะพักที่ปากแบง 1 คืน เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ออกเดินทางต่อส่วนเรือเร็ว ก็คือเรือหางยาวนี่เอง รับผู้โดยสารได้ 8 คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง

ถ้าเป็นเรือเร็วกว่าจะถึงหน้าชาแน่ะ แถมต้องใส่หมวกกันน๊อคด้วยตลกดี เราเลือกเรือช้าดีกว่าได้บรรยากาศดีมีถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ใส่น้ำแข็ง มีเบียร์ลาวกระป๋อง เป๊ปซี่ น้ำขวด ฯลฯ ให้เลือกซื้อตามอัธยาศัยใช้เวลาล่องลำน้ำโขงถึงเย็นๆ 5 โมงเย็น อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าสีแดงส้มสวยงามมาก ก็ถึงปากแบ่ง เราแวะค้างปากแบงหนึ่งคืน อากาศหนาวเย็นมาก ๆ

เดินเล่นตลาดยามเช้าที่ปากแบง ผักสีเขียวสดๆ มีวางขายเยอะมากราคาไม่แพงเลย

พักที่ Guest house และก็ทานอาหารที่นี่สั่งตามเมนู แต่กลับไม่ค่อยมีอาหารให้สั่ง อยากกินปลาทอดก็หมด อุตส่าห์มากินถึงแม่น้ำโขงแล้ว สรุปอาหารแสนหิวมื้อนี้ก็มี ผัดผักรวมมิตรจานโต ต้นยำปลาที่ออกหวานๆ ไม่เผ็ดเลย พรุ่งนี้ก่อนนะถึงหลวงพระบางจะสั่งปลาอีก ยิ่งดึกยิ่งหนาวเดินเล่นได้ไม่นานก็ขอตัวเข้าห้อง อาบน้ำนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ารีบลงเรือไปหลวงพระบางอีกครึ่งค่อนวันอีก

15.9.59 รถไฟตู้นอนไปเมืองลาวไก

ฉันชอบมองอะไรกว้างๆ โล่งๆไปไกลๆ ได้เห็นต้นไม้ ภูเขา ทุ่งนา สูดอากาศของกลิ่นใบไม้ใบหญ้า ในความสุข ความทุกข์ ไม่จำเป็นต้องถ่ายทอด เป็นอักษรร้อยพันบรรทัด บนกระดาษ หากแต่แสดงให้เห็น ภาพหนึ่งภาพ แทนคําพูดนับพัน สัมผัสรับรู้กันได้ โดยไม่ต้องบรรยายใดๆ

จ่าว บ่วย สาง สวัสดียามเช้าทักทายแบบเวียดนามกันหน่อย วันนี้เช้าแล้วที่นอนบนรถไฟ ได้นอนเหยียดร่างกายบนที่นอน แม้ที่นอนจะแข็งไปนิดแต่ก็ยังดีที่ได้นอนกันเต็มที่ เรารีบปีนกระโจนลงอย่างมีเรี่ยวแรงมองออกไปยังช่องหน้าต่างรถไฟ ทุกคนต่างก็ตื่นกันพร้อมหน้าตา มองนาฬิกาอีกไม่กี่ นาทีจะ 6 โมงเช้าแล้ว เสียงไมค์จากรถไฟพูดๆ อะไรฟังไม่ออก รู้แต่ว่าเหมือนใกล้จะจอดเทียบชานชาลาแล้ว ถามไปถามมาใช่เลย จุดหมายปลายทางของเราเมืองลาวไก (Lao Cai) สถานีนี้เลย รีบตาเหลือกลากๆ ดึงกระเป๋าสัมภาระกันอย่างเร็วไว

 


หน้าตาใครไม่ล้างไม่แปรงฟันเก็บไว้ก่อน รีบกระโจนลงรถไฟกันอย่างทุลักทุเล เดินลงมาก็เจอคนขับรถชูป้าย เกิร์ลกรุ๊ปไทยแลนด์ หุๆ คงผิดหวังอย่างแรง เห็นพี่ป้าน้าอา ลากจูงกระเป๋าเดินมาโกหกกัน ชัดๆ เวียดนามงงดิ จะบอกว่างงกันมาทุกชาติที่ไปล่ะ กับชื่อกลุ่มนี้

ต่อๆคนขับก็บอกเราภาษาอังกฤษรัวๆ ประมาณว่าให้หาอะไรทานก่อน เพราะต้องขับไปยาวไกลอีกหลายชั่วโมง ประมาณ 5 ชั่วโมงได้ กว่าจะถึงมูกางจ๋าย แต่เราจำได้ว่าเราต้องไปซาปาก่อนนะตามโปรแกรม คนขับพาเราเดินไปยังร้านอาหารบริเวณนั้น เข้าใจว่าคงเป็นบริษัทที่ตกลงตอบแทนกันไว้ที่จะพานักท่องเที่ยวมาพักกันตรงนี้ เราก็ฝากกระเป๋าเข้าห้องน้ำ เดินสำรวจรอบๆ ว่าจะทานอะไรดีมื้อเช้า เจอผลไม้สด ลูกพลับ องุ่น น่าทาน ที่ริมฟุตบาทวางขายกันแบบง่ายๆ ราคาไม่แพง มีอีกร้านเป็นรถเข็ญติดๆ กัน มีเด็กยืนมุงๆ เราก็เข้าไปดูเป็นข้าวเหนียวใส่กล่องโฟม มีไส้กรอกมีหมูฝอยๆ รวมกัน หน้าตาหน้าทาน คงน่าจะคล้ายกะข้าวเหนียวหมูฝอยที่บ้านเรา หรือข้าวเหนียวหมูปิ้งประมาณนั้น ชี้ๆ ตามไม่รู้เรียกอะไรนะบอกคนขายหนุ่มที่หน้าตาไม่ยิ้มไม่แย้ม แต่สื่อสารกันได้ รสชาติออกหวานๆ แต่ข้าวเหนียวนุ่มร้อนๆ อร่อยล่ะ

เมื่อเสร็จเรียบร้อย จากนี้ก็รีบขนกระเป๋าขึ้นรถ เตรียมมุ่งสู่มูกางจ๋าย  สื่อสารกันแบบงงๆ   กันไปทีแรกที่วางแผนกันไว้ว่าจะไปซาปาก่อน  ไหงไปมาคนขับจะพาเราไปมูกางจ๋ายก่อนเลยวันนี้ทำไงได้ก็ต้องยอมคนขับเวียดนามหนุ่มแต่ดูกวนๆ  ท่าทางจะไม่ค่อยพอใจ  และสื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่องมาก ช่างเถอะมาเที่ยวไม่อยากให้เสียอารมณ์ เสียบรรยากาศ   นั่งรถชมวิวข้างทางไป ถนนสวยงามมีต้นไม้สีเขียวสดชื่น

ขึ้นเขาลงเขาไปตามแนวโค้งบางเส้นทางมีหมอกลอยมาปกคลุมสบายสายตาเหลือเกินช่าง ธรรมชาติสุดๆ มีคนจูงวัวควาย ตามริมถนนสัญจรไปมา รถบรรทุก มอไซด์บรรทุกของ ทุกคนล้วนแต่ขับขี่กันอย่างชำนาญทางคล่องแคล่วกับหนทางที่โค้งชันไปมาอย่างสัมพันธ์กันดี


รถแล่นไปประมาณ 3 ชั่วโมงคนขับจอดให้เราลงไปหาห้องน้ำ แต่เป็นจุดชมวิวและมีร้านค้าเป็นเพิงเล็กๆ ขายของ ก็ดีเหมือนกันได้สูดอากาศหน่อย สวยดีนะมีเมฆลอยละล่อง ทุกคนต่างโพสท่าถ่ายภาพกันอย่างมีความสุข การท่องเที่ยวมันดีแบบนี้นะ ไม่ใช่แค่เที่ยวแต่เราได้ใช้ชีวิตที่อิสระช่วงเวลาหนึ่ง กับเพื่อนร่วมทางดีๆ อุดหนุนไข่ปิ้งหมูย่าง น้ำชา กันเต็มที่ อิ่มหนำกับอาหารเล็กๆ น้อยๆ กันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ

รถแล่นผ่านเส้นทางโค้งแล้ว โค้งเล่าไม่ถึงสักที บางคนก็หลับกันไปด้วยความง่วงเพลีย ประมาณ 3 ชั่วโมงเลย เที่ยงเศษๆ พอดี เราก็ถึงที่พักสำหรับคืนนี้ที่มูกางจ๋าย ดีใจสุดๆ ชื่อ Nha Nghi Moon 2 ที่พักนี้เป็นบ้านไม้สร้างใหม่บนเนินมี 3 ชั้น ล่างสุดต้องเดินลง ไปคล้ายกับชั้นใต้ดินนิดๆ สะอาดดียังใหม่นะ มีแอร์แขวนประดับอยู่ แต่ไม่เห็นมีรีโมทเปิด แต่อากาศเย็นแบบนี้คงไม่ต้องใช้อยู่แล้ว แบ่งแยกจัดสรรห้องกันลงตัวได้แล้วก็พักผ่อนกันก่อนนิดนึง พอสมควรถึงเวลานัดหมาย จะได้ไม่เสียเวลาเที่ยวก็ออกไปเที่ยวกันดีกว่า

คนขับพาเราไปทานอาหาร เป็นร้านที่พอดีมีทัวร์ไทยมาลงทาน เราก็เลยผสมโรงเข้าไปเห็นเขาสั่งอะไรก็สั่งตาม แต่ไงก็ต้องแบบนี้ เขาจัดไว้เลยเป็นเซ็ท มีผักเขียวๆ ลวก กะไก่ต้ม มีน้ำซุป พริกน้ำปลา หิวล่ะทานได้อร่อยสุดละ ส่วนตัวชอบทานผักก็ดีไป มีน้ำพริกพี่ๆ เขาพกกันมา เอามาทานด้วยกันรอดตายน้ำลายไหลเลย อาหย่อยสุด

มีเริ่มเสียอารมณ์กันทั้งโต้ะที่รู้ว่าพ่อหนุ่มคนขับเวียดนามเริ่มกวนซะแล้ว จะไม่พาเราไปยังจุดที่เป็นเป้าหมายครั้งนี้ที่นาขั้นบันได มูกางจ๋าย ประมาณ ว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือนี่ ตกลงกันเกือบไม่ได้ แต่ก็ผ่านไปไม่ดี บอกแล้วไม่อยากจดจำเรื่องไม่ดีไว้เท่าไหร่ เอาเป็นว่าเราก็ได้

ไปยังที่ๆ เราต้องการ จุดชมวิวเรียกว่า Đồi Mâm Xôi เป็นลักษณะวงกลมเรียกกันว่า ลานจอด ฮ อยู่ห่างจาก Mu Cang Chai ที่พัก ประมาณ 12 กม. ขับรถก็ไม่ได้นานได้ไกลอะไรมาก พอไปถึงจอดให้เราลงไป พวกคนขับขี่ มอเตอร์ไซด์หนุ่มๆแก่ๆ ชาวเวียดนามก็มาห้อมล้อมรอบรถ เพื่อบริการขี่มอไซด์ขึ้นไปยังจุดชมวิว ทีแรกก็ไม่อยากไปกันนักหรอก แต่มาถึงแล้วต้องไปให้สุด ว่าจ้างกันไปตามราคา นั่งซ้อนท้ายเกาะเบาะอย่งแน่นเพราะหนทาง

ข้างหน้านั่นมันชันจริง พ่อหนุ่มเวียดนามนักบิด ก็บิดแบบใจเราคิดว่า มันจะขึ้นได้หรือนี่ ยางรถมันจะสึกหรอลื่นถไหลไม่หนอ รถเก่าขนาดนี้คนขี่ก็เก๋าเก่า ฮาๆ กันไปวิบากมากๆ ต้องให้เงินเขาเลยสมราคาล่ะนะ ถึงจุดชมวิวสวยงามมากๆ เสียดายเมฆฟ้ามืดครึ้มบ้างบางเวลาสลับกันไป ก็รีบเก็บภาพโพสท่ากันอย่างมีความสุขกับท้องทุ่งนาสีเขียวขจี ที่ใฝ่ฝันกันมานานหลายเดือนว่าจะมาเยือนให้ได้ เราถ่ายจนเกรงใจหนุ่มมอไซด์ที่มารอรับลงไป

ไม่อยากจะคิด ขาลงจะไงเนี่ย กลิ้งลงไปดีม่ะ ค่อยทยอย กันลงไป ล้อยางรถสองล้อเก่าๆ มันกระแทกกระทั้นลงไปตามเนิน แต่คนขับนี่สุดยอดเก่ง เลยพาพวกเราลงกันได้อย่างปลอดภัยขำๆ มีเรื่องให้ลุ้นตลอด

จบทริปเย็นย่ำวันนี้ พวกเรากลับที่พักกันอย่างสมใจ แวะออกมาหาซื้อหาอาหารเย็น เดินเล่นสำรวจตลาดพื้นเมือง ผลไม้ต่างๆ ในจุดศูนย์กลางของเมืองมูกาจ๋ายที่เป็นตลาดเล็กๆ มีร้านค้าเรียงราย มีโรงเรียน โรงพยาบาล

และสวนสาธารณะเดินเล่น ติดภูเขาและสายน้ำไหลผ่าน เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดเอียนบ๊าย ซึ่งยังไม่เจริญมากนัก แต่อีกหน่อยคงเจริญกว่านี้ถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันไม่ขาดสาย แล้วความเป็นธรรมชาติหายไป คงขาดเสน่ห์ไปอย่างมาก นี่แหละถึงต้องรีบมาเที่ยวก่อน ข้ออ้างอยากเที่ยวไง ฝันดี คืนนี้ต้องเข้านอนเร็วๆ อีกแล้ว พรุ่งนี้เราต้องจากลาเมืองนี้แล้ว เพื่อไปเที่ยวต่อที่ เมืองซาปา

14.9.59 จุดหมายปลายทาง สวรรค์นาขั้นบันได ซาปา-มูกางจ๋าย

  ทริปเดินทางครั้งนี้เริ่มแรกก็ต้องนอนสนามบินกันอีกแล้ว นัดหมายกันไว้มุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง เราออกจากบ้านแต่หัวค่ำ เพราะเที่ยวบินของเช้าตรู่พรุ่งนี้คือเวลา 6.00 น. สายการบินนกแอร์ ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงเราก็จะถึงเวียตนาม แต่ต้องไปนั่งไปนอนรอที่ดอนเมืองเลยเพื่อความสบายใจ เพราะถ้าไม่งั้นมีหวังตกเครื่องเป็นแน่แท้ รอบเช้าๆแบบนี้อาจมีนอนเพลิดเพลิน ใกล้เวลาเปิดเคาเตอร์โหลดกระเป๋าชั่งน้ำหนัก ทุกอย่างเรียบร้อยด้วยสีหน้าดีใจกันทุกคนได้เที่ยวอีกแล้ว โชคดีเราได้นั่งริมหน้าต่างจะได้มีโอกาสเก็บภาพมุมสูงสวยๆ อีก ชอบมากมีกาแฟเสริฟด้วย  แม้เมือคืนจะไม่ได้นอนเต็มๆเลย แต่ก็ยังอยู่ได้สดชื่น เมื่อบินไปใกล้จะถึงสนามบินนอยไบ มองลงไปพื้นล่างเห็นสีเขียวของนาข้าวเขียวขจี สลับสีเหลืองสดชื่นมากๆ บ้านเรือนเป็นกล่องๆ เรียงรายกันเต็มไปหมด ตื่นเต้นจังมีหมอกปลิวปกคลุมไปทั่วอยากจะรีบลงไปสูดอากาศแล้วนะ

หน้าสดจากเมื่อคืน ยังไหวอยู่พร้อมท่องเที่ยวตะลุย ฮานอย ทันที

เวลา 8.00 น เราก็ถึงสนามบินนอยไบ พร้อมแลกเงินและซื้อซิมโทรกันตามต้องการรับกระเป๋ามายืนรอคนขับ ที่จะนำพาเราไปยังที่เที่ยวที่ได้ทำโปรแกรมไว้ ด้วยรถตู้ Ford Transit 12 ที่นั่งประมาณๆ พวงมาลัยซ้ายต้องขึ้นให้ถูกด้าน แรกๆจะงงขึ้นผิดด้านด้วยความเคยชินของรถบ้านเราอ่ะนะ รถแล่นออกจากพื้นที่สนามบินนอยไบอย่างช้าๆ

ด้วยความเคร่งครัดเคารพกฎจราจรเหมือนเคย เขาจำกัดความเร็วไม่เกิน 60-70 กม. / ชม. แฮ่ะๆ กินลมชมวิวไปเลย ถ้าท้องไม่ร้องหิวกว่าจะถึง ขึ้นสะพานขึง เญิตเติน Nhat Tan ข้ามแม่น้ำแดง 8.9 km เป็นรูปตัว A เชื่อมมาจากสนามบินนานาชาติ

ที่แรกที่พาเราไปคือ วัดเจดีย์เตริ่นกว๊อก อยู่ริมทะเลสาบโฮไต ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฮานอย และยังเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในเวียดนาม มีประวัติยาวนานกว่า 1,500 ปี มี 11 ชั้น แต่ละชั้นมีพระพุทธรูปสีขาว พระพุทธรูปอมิตาภพุทธะ อยู่ในช่องรอบเจดีย์ เป็นที่บรรจุอัฐิของพระที่เป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้

เก็บภาพสวยๆ ของวัดนี้กันเยอะเลย จะเป็นศิลปะผสมของจีน เวียดนามและญี่ปุ่น มีจัดสวนหินน้ำตกเล็กๆ และกระถางใบใหญ่ ดูสวยงามความวิจิตรงดงามมากและมีเอกลักษณ์ รีบเร่งเดินกลับไปที่รถเพราะคนขับรออยู่แล้ว

จะพาเราไปต่อที่สุสานโฮจิมินห์ โดยปล่อยให้ลงเดิน อากาศเริ่มร้อนแดดออกละ เริ่มถอดที่ใส่ออกทีละชิ้นสองชิ้น บวกกับเริ่มอ่อนล้า จากที่ไม่ได้นอนเต็มที่มา เดินกันไปที่สุสานเป็นลานกว้างมันยิ่งใหญ่จริงๆ สุสานโฮจิมินห์ เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดในฮานอย รอบๆ ทางเดินซึ่งประดับไปด้วยดอกไม้และต้นไม้สีสวยสด มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา

สุสานโฮจิมินห์

เราเดินตัดเข้าไปตรงตึกเหลืองๆ ที่มองเห็นแต่ไกล เรียกว่าทำเนียบเหลืองเคยเป็นที่ทำงานของคนมีอำนาจสูงสุดอินโดจีน ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1901 ปัจจุบันเป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนาม ห้ามเข้าไป แต่ยืนถ่ายรูปได้แบบด้านข้างๆ เท่านั้น ต้องทำตามกฎเขา บริเวณรอบๆ เป็นสวนต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรืนดี เดินเข้าไปด้านซ้าย เป็นบ้านพักลุงโฮ บ้านไม้หลังเล็กๆ มีรถยนต์เก่าจอดไว้และข้าวของเครื่องใช้เรียบง่าย เขาเล่าว่าตลอดชีวิตของท่านจะไม่ยอมใส่สูท ประหยัด สมถะมาก ซึ่งลุงโฮใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตจากไป

บ้าน สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสคลาสิคชอบมาก

ไปเที่ยวต่อกันที่ วิหารวรรณกรรมวันเหมียว เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในฮานอยหรือชื่อวัดจอหงวน ซึ่งนับเป็นวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงฮานอย สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ท่านปรมาจารย์ขงจื๊อ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมจีนและเวียดนามมาเป็นพันๆปี และสมัยก่อนเคยเป็นที่เล่าเรียนชั้นสูงของกษัตริย์ ขุนนาง บุตรหลานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในยุคนั้น เมื่อสอบผ่านเป็นจอหงวน จะได้รับการสลักพระนาม สลักชื่อบนแผ่นศิลาที่อยู่บนหลังเต่า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ฉลาดเฉลียวและมีอายุยืนยาว

เราเข้าไปเที่ยวที่วัดนี้ พอดีกับที่บัณทิตสวมชุดครุยมากันเต็มเลย เพื่อมาถ่ายภาพหมู่ เพิ่งรู้ทีหลังว่าที่แห่งนี้เป็นวิทยาลัยแห่งแรก นักสึกษาที่เรียนจบจึงนิยมมาถ่ายรูปรับปริญญากันที่นี่ วัดว่านเหมี่ยวที่โดดเด่นเป็นเอกลักษ์สำคัญอีกอย่างคือ ประตูแสงอาทิตย์ เพราะมีหน้าต่างรูปกลม คล้ายดวงอาทิตย์ฉายแสงอยู่เหนือซุ้มประตู คือใช้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงฮานอย สวยมีความหมายดีมาก

เดินถ่ายภาพกันอากาศร้อนล่ะแดดออก ต้องรีบไปต่อคนขับรถเรียกล่ะขับผ่านโบสถ์ใหญ่ หรือโบสถ์เซนต์โจเซฟ อยากจะถ่ายภาพแต่เข้าใจว่าหาที่จอดไม่ได้ ให้เวลากระโดดชะโงกลงไปกดรัวๆ พอ เฮ้ยเหนื่อยเสียดายจัง ขับพาวนไปมาหาที่จอดรถ หายากจริงๆ หรืออย่างไรเราก็ไม่เข้าใจนะ ปล่อยเราลงเดินกันไปที่สะพานไม้สีแดง ชื่อ สะพานเทฮุกหรือ สะพานแสงอาทิตย์ จะใช้เดินข้ามเพื่อเข้าไปในวัดหง็อกเซิน

ถ่ายภาพกันบนสะพานแล้วใครอยากจะเดินข้ามไปวัดหรือไปไหนๆก็ตามอัธยาศัยเพราะจากจุดนี้รอบๆ เป็นสวนสาธารณะร่มรื่นและยังรอบๆ ยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งกันอีกด้วย ไม่รอช้าทุกคนกระจายกันเต็มพื้นที่ ใช้เวลาให้เต็มที่เพราะรถจะมารับเราอีกเกือบห้าโมง คืนนี้ต้องรีบไปขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่จุดหมาย ซาปา มูกางจ๋าย และเราจะต้องนอนบนรถไฟ แต่ดีที่เป็นเตียงนอนสบายๆ เป็นห้องส่วนตัว ยืนรอคนขับรถซัดผลไม้ของคุณป้าเวียตนามไปซะหลายชิ้น

จะรอดมั้ยเนี่ย กลัวท้องไส้ปั่นป่วนแต่อร่อยดีแฮะ  เฝ้าชะเง้อยืนรอกันอยู่นานมองดูผู้คนรถราช่างวุ่นวายเหลือเกินในเมืองแบบนี้ ตอนนี้ใจไปถึงซาปาแล้ว ภาพท้องทุ่งนาสีเขียวรอบด้วยภูเขามีม่านหมอกเย็นๆ ง่ะต้องตื่นจากภวังด้วยเสียงบีบแตรรถดัง รถมาแล้ว จะพาเราไปยังสถานีรถไฟฮานอย ปลายทางคือสถานีรถไฟลาวไก  สถานีแสนคลาสิคเก่านิดนึง ฮาๆ ครั้งแรกเลยที่ได้อาบน้ำในสถานีรถไฟ มันคือห้องน้ำฉุกเฉินนะ  ก็ยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เช้ามาถึงก็เที่ยวเลยทั้งวันร้อนๆ ที่สถานีตอนนี้คนยังน้อยๆ  พวกเราก็สลับกันไปอาบน้ำและไปเดินหาอะไรทานร้านๆ ค้าแถวๆนี้ เพื่อรอรถไฟจนได้เวลารีบลากกระเป๋าไปชานชาลา

บนรถไฟตู้ห้องนอน มีประตูเลื่อนปิดมิดชิดดี ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอนกันเป็นกลุ่มที่ลงตัวได้ห้องละ 4 คน ใครขาแข้งยังดีก็อาสานอนชั้นบนแล้วกันนะ เพราะต้องปีนขึ้นไปนอนตกลงกันดีๆล่ะ และคืนนี้ไม่รอช้า ได้อาบน้ำแล้ว ทานข้าวแล้ว ก็ปิดตาฝันหวานถึงวันพรุ่งนี้ดีกว่า  ฉึกฉักๆๆ ปู้นๆๆๆ

23.11.58 เมือง Nara

สิ่งดีๆ ที่ได้จากการเดินทาง ไม่ใช่แค่สถานที่ๆ ไป
แต่มันคือที่ๆ เรา ต่างได้ใช้ความสุขร่วมกัน แบ่งปันกัน ในแต่ละวัน..

  วันนี้ต้องบอกอำลา Piece Hostel Kyoto  ไม่ลืมจะถ่ายภาพหน้าประตูอีกครั้งเก็บไว้เป็นที่ระลึกประทับใจก่อนไป สำหรับมื้อเช้าทานง่ายๆ ที่ซื้อเตรียมไว้จากแฟมิลี่มารท์เมือคืน แต่เมื่อกลับมาถึงที่พัก ทางเจ้าหน้าที่โฮสเทลยังมีน้ำใจเหมาเตรียมเบเกอรี่เนื้อนุ่มๆ น่าทาน วางไว้ให้บนโต้ะอีกหลายถุงใหญ่ๆ เพราะเราคงไม่ทันได้ทานมื้อเช้าที่นี่ต้องรีบเร่งเดินทาง ช่างมีความใส่ใจลูกค้าจริงๆ

ล้างจานเก่งกันทุกคน

เก็บของกระเป๋าเป้น้อยๆ ของแต่ละคนออกเดินไปยังสถานีรถไฟ และเตรียมเติมเงินในบัตร ICOCA ก่อน เพื่อความรอบครอบไม่งั้นเดี๋ยวเงินหมด หรือไม่พอจะมีปัญหาเสียเวลาอีก ต้องขึ้นรถไฟแบบเร่งด่วน เรานั่งรถไฟจากเกียวโต Kintetsu Railway แล้วไปโผล่ที่สถานีเมืองนารา ประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราอยากเดินสบายๆ ก็เลยใช้บริการฝากกระเป๋าสัมภาระเล็กน้อยในตู้ Coin Locker ไม่ต้องถือให้หนัก ฮาๆ เผื่อใครจะได้เดินช้อปปิ้งเพิ่มเติมได้อีก แต่ห้ามลืมมาไขเป็นอันขาดและต้องจำให้ได้ว่าฝากไว้ที่สถานีไหนนะ เขาว่าจะถูกปรับถ้าฝากเกินเวลา 3 วัน ความปลอดภัยสูงไม่ต้องกลัวหาย ถ้าบ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง ตู้เงินสดยังแงะได้เลยคงต้องใช้เวลานานๆ เท่านานๆ กว่าจะเหมือนเพื่อนบ้านแบบนี้ที่มีระเบียบวินัย เคร่งครัด มีกฎหมายเด็ดขาด

อากาศเย็นสบายค่อยๆ เดินเที่ยวไปยังเมืองนารา ทันทีก็ได้เห็นกวางตามท้องถนน เดินกันเป็นว่าเล่นไม่กลัวรถชน แต่กวางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนารา ชาวนารามีความเชื่อว่ากวางเป็นสัตว์รับใช้เทพเจ้า ปัจจุบันเมืองนารามีกวางเดินอยู่อย่างอิสระทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า วัด หรือตามท้องถนน รถจะไม่ชนกวาง อ่ะคงคล้ายอินเดีย พี่วัวเดินกร่าง นอนกลางถนนก็ได้ ไม่มีใครชนหรือกล้าไล่ หรือฆ่าวัวเพราะถือเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธ์ เทพเจ้า.. เชื่อใครเชื่อไปไม่ล้ำเส้นความเชื่อของกันและกัน โลกจะสงบสุขสันติ

เดินไปที่วัดโคฟุคุจิ ที่มีเจดีย์ 5 ชั้น สวยงามใหญ่โตมากแต่ดูเงียบๆ คนน้อยอาจเพราะยังเช้าอยู่ เดินเที่ยวจนพอใจก็กลับออกมาเพื่อขึ้นรถบัสไปยัง สวนกวางนารา ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก แต่ถ้าเดินก็คงเหนื่อยแหละเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมืองนารา มีกวางเป็นพันๆ ตัว เดินไปอีกนิดติดๆ กันเป็นวัดโทไดจิ Todaij เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองนารา พันกว่าปีมาแล้ว วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกเมืองนารา

มันญี่ปุ่นนี่มันหวานอร่อยมาก เหมาะกับอากาศเย็นๆ กินไปป้อนกวางไป ถ้าเผลอกวางก็มางับแย่งได้ แต่ส่วนมากงับก้นเราอ่ะตลกๆ ดี

แต่มีอาหารกวางขายด้วยเรียกว่า แซมเบ้ 150 เยน มีราคานะเนี่ย เป็นแผ่นแป้งบาง แต่อดไปเลยน้องกวางกินมันเผาแบ่งกันไปก่อน เดินไป วัดโทไดจิ Todaiji temple วัดหลวงพ่อโตแห่งเมืองนารา เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตัววัดเป็นไม้ใหญ่มากๆ แต่เราไม่ได้เข้าไปถึงข้างใน แค่ยืนเกาะดูก็รู้แล้วว่าสวยแต่คนเยอะเหลือหลายที่ประตูทางเข้าไม้ขนาดใหญ่ด้านหน้านั้น มีรูปปั้นขนาดใหญ่เฝ้าประตูอยู่ทั้งสองข้าง เราพักนั่งตรงขั้นบันได ทอดสายตามองประชาชนคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวนานาชาติต่างๆ ก็สนุกล่ะ เขาจะคิดว่าเหมือนโรคจิตเปลานะแค่ส่องกล้องถ่ายบางคนที่ดูเก๋ๆ น่ารักๆ ชอบดูพฤติกรรรมของคนทั่วๆไป ว่าเขาทำอะไร แต่งตัวอย่างไร แฟชั่นกันแบบไหนแล้ว

เดินต่อกันไปถ่ายรูปไป จนถึงจุดที่นัดเจอกันอีกครั้ง ก่อนที่เราจะไปนอนที่เมืองโอซาก้า นั่งรถเมล์กลับไปที่ JR Nara Line เพื่อไปโอซาก้า สาย Yamatoji Rapid ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ถึงโอซาก้าโผล่ขึ้นพื้นดิน ฝนก็ตกโปรยปรายต้อนรับทันที ต้องรีบวิ่งกันไปซื้อร่มซะหน่อย จะได้ดูโรแมนติคเหมือนที่เห็นในหนัง ร่มอาจแพงไม่ว่า ขอข้าสักครั้งแบบหนุ่มสาวยุ่น

แต่ไม่หนักหนาเลย กางปุ๊ปฝนหยดๆ เซ็ง เดินไปอีกนิดก็ถึงที่พักที่ใหม่ คืนนี้หมู่บ้าน o top แสนสำราญของเราไม่มีแล้ว เราจะต้องแยกกันนอนเป็นห้องน้อยๆ เรียวกังบ้าง ปีนกังบ้าง ห้องน้ำรวมฮาเฮ และต้องจับฉลากเลือกห้องกันด้วย แต่ไงคืนเดียวเอง นอนๆ กันๆไป

แหล่งละลายเงินเยน

ช่วงวันท้ายๆ แล้วก่อนกลับ คงเน้น shopping กันมากกว่าจะนอน เช็คอินที่พักเสร็จเราก็เตรียมออกท่องราตรีนี้ยังอีกยาวไปเลย หิวมากรอมานานานแล้วจะได้กินปูขนแบบไม่อั้นซะหน่อย แต่ไงรสชาตก็งั้นๆ ปูบ้านเราเด็ดกว่าคิดมโนขนาดนั้นถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู้ดคงยอดมาก ก็กินๆ ไปให้รู้ จบทริปวันนี้ขาอ่อนหมดแรงจริงๆ เดินเยอะมาก กลับที่พักยังงงๆ เดินไปโผล่อีกทางออก ที่ไม่ใช่ที่เดิมต้องเดินข้ามถนนอ้อมออกมานิดนึงจนถึงที่พักลอง จิบเบียร์ญีปุ่น ก่อนนอนเหมือนน้ำผลไม้เลย ฝันดีพรุ่งนี้เที่ยววันสุดท้ายแล้วก่อนกลับ อย่างไรก็รักเธอประเทศไทยไปไหนมาไหนสนุกสวยแค่ไหนก็ คิดถึงมากๆ ข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวเผ็ดๆ กับร้านนวดตัวดีๆ ซะหน่อย ใช้ร่างกายเยอะ ตื่นเช้าตรู่ แต่ก็แลกมาเพื่อความสุขของการเดินทางท่องเที่ยวสักครั้งในชีวิตไม่เสียดายเลย

22.11.58 Ohara ชานเมืองอันสงบนิ่งที่มีผู้คนมากมายมาเยือน

ความรัก อาจเป็นการเดินทางไปในที่ๆ หัวใจ ของใครบางคนกำลังหลงทาง
แล้วสุดทางสวยงามนั้น  อาจคือสถานที่แห่งรัก  ที่เราได้พบกัน..

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ตี 4.30 หลับกันเป็นตาย เค้าเรียกว่าเที่ยวเหนื่อยหรือเปล่า กิจวัตรเหมือนเดิมรีบเร่งอาบน้ำแต่งตัว เก็บของ ลงไปเตรียมอุ่นอาหารที่ซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน วาน เพราะมันเช้าเกินไปที่เขาจะเตรียมอาหารมื้อเช้าให้พวกเรา

คนญี่ปุ่นนี่เขาเดินเร็ว เดินทนกันมากนะเนี่ย

เมื่อทุกคนพร้อมแล้วออกเดินกันไป รอข้ามถนนไปยังสถานี Kyoto Station เพื่อนั่งบัส ที่จะไปสิ้นสุดที่ โอฮาร่า Ohara ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต เป็นสถานที่ๆ คนญี่ปุ่นนิยมมาเที่ยวกันมาก เราจะต้องนั่งรถออกนอกเมืองใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ตลอดเส้นทางวิวสวยงามผ่านถนนเลียบไปกับ แม่น้ำคาโมะ Kamo ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของเกียวโต มีคนทั้งเดิน วิ่งอออกกำลังกาย บ้างก็ปั่นจักรยานไปมา ตลอดเส้นทางกับอากาศยามเช้าดีๆ เขาว่าถ้าอยากชมเกียวโตอย่างลึกซึ้งต้องปั่นจักรยานเที่ยวจะได้เป็บภาพเก็บรายละเอียดผู้คนได้อย่างดี

จุดนี้สวยมากลำธารน้ำใสจริงๆ ทั้งที่เป็นคล้ายกับที่ระบายน้ำไม่มีขยะเลยนอกจากใบไม้

รถบัส แล่นออกนอกเมืองอย่างช้า ติดสัญญาณไฟจราจรอยูหลายจุดแต่ไม่ใช่ปัญหา ทำให้เราได้เห็นวิวอะไรๆได้อย่างช้าๆ ชัดเจน ผ่านทุ่งนาเนินเขา ต้นสนซีดาร์ที่สวยงาม แปลงผักเกษตรสลับกันไป ไม่นานก็ถึงเมืองโอฮาร่า เดินเที่ยวชมร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารอยู่หลายร้านเรียงรายกันไปตามทางจนถึงที่วัด San zen-in เป็นวัดในนิกาย Tendai ถึงตรงนี้ใครอยากจะเข้าไปชมในวัดก็ตามใจชอบแยกย้าย กันชื่นชมแล้วกลับมาที่จุดนัดพบกันด้วยใบหน้า ยิ้มแย้มปนเหนื่อยแต่สุขใจ งานนี้คือศึกในโลกโซเชียล ถ่ายภาพประชันกันเดินเหนื่อยกันยังไม่พอต้องพก Power Bank กับ Pocket WiFi เพื่อให้ไม่ขาดการติดต่อสื่อสาร ใครทานอะไรที่ไหนต้องมีภาพโชว์ ดีนะไม่เอาเข้าไปเก็บภาพในห้องน้ำด้วยหรือใครทำก็บอกมา


ปิดท้ายวันนี้แม้จะเที่ยวเมือง Ohara แค่ที่เดียวก็เหนื่อยเพลียกันแล้ว เพราะต้องเดินเที่ยวเยอะมากๆ เห็นว่าจะไปแช่ออนเซนกันด้วย แต่ด้วยคิวที่รอยาวนาน คงแช่ได้แค่เท้าเท่านั้น แต่พอ ขากลับนั่งรถบัสผ่านแหล่งช็อปปิ้งละลายเงินเยน สาวๆ ต่างหายเหนื่อย รีบวิ่งรีบเดินค้นหาของที่ตัวเองอยากได้จับจ้องมาตั้งแต่อยู่กรุงเทพ

เดินเล่นชมหมู่บ้านมองไปทางไหนก็สดชื่น สะอาดตา

และสุดท้ายแม้เที่ยวแค่ที่เดียว ขอบอกว่าชอบเมืองโอฮาร่านะ ชอบอะไรๆ ที่มันเป็นชนบทเกษตรกร เงียบๆ ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องทันสมัย.. ราตรีสวัสดิ์ คืนนี้เตรียม เก็บข้าวของสัมภาระจะใช้บริการแมวดำขนกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้เราจะเดินตัวปลิวเที่ยวเมืองนารา และช็อปปิ้งต่อก่อนไปพักที่เมืองโอซาก้า

หมดแรงนั่งรอรถบัสกลับเกียวโต

21.11.59 ตรอกฮิกาชิยาม่า

กล่องความทรงจำของการเดินทาง มีทั้งสุขและทุกข์
แต่เราเลือกได้ว่าจะบันทึกสิ่งใดลงไปในกล่องความทรงจำของเราเอง..

ตื่นเช้าหน้ายังสดใสได้อยู่ ไม่มีใครยอมใครนะเนี่ย ต้องละมือจากช้อนส้อม

วันนี้ตื่นตี 5.00 ถ้านับเวลาไทย ก็เป็นตี 3 และกำลังหลับฝันหวาน เวลาจะเร็วกว่าไทยเรา 2 ชั่วโมงแต่ทำไงได้เราต้องทำเวลาให้คุ้มค่า และคิดว่าคงได้นอนกันเต็มที่แล้ว สดชื่นเลย ต่างรีบอาบน้ำแต่งตัว อากาศข้างนอกหนาวเย็นลมพัดสบายๆ รีบอุ่นอาหาร ที่นี่จัดว่าบริการดีเยี่ยม เตรียมกาแฟจัดไว้ให้บริการตัวเอง พร้อมขนมปังเบเกอรี่อย่างดีให้เราได้ทานมื้อเช้า แต่ต้องล้างแก้วล้างจานเองก็งานถนัดอยู่แล้วสาวๆ เราล้างจานเก่งกันทุกคน

ขนมปังเนื้อนุ่มหนา ชอบมาก ทานได้ไม่อั้น

ก่อนออกไปเที่ยวเราถ่ายภาพหน้าตึกที่พักเล่นกันนิดนึง คนละภาพสองภาพ ตัวอาคารสีขาวออกแบบดีไซน์ได้ลงตัวจัดเป็น Boutique Hostel มีบริการให้เช่าจักรยานด้วย คอนเซปต์ที่อ่านมาเขาบอกว่าแสดงถึงเป็นกล่องชิ้นส่วนความทรงจำในการเดินทางของคุณ ไอเดียยอดเยี่ยมมาก

มุมผักผ่อนมีหนังสือดีๆ หลายประเภท ให้อ่านพร้อมคอมพิวเตอร์

ออกเดินข้ามถนนตรงไปที่สถานีเพื่อไปขึ้นรถบัสที่ห่างจาก hostel ไปประมาณ 5 นาที เดินกันไปถามทางกันไป อาจมีหลงบ้างแต่ก็สนุกดี จนเจอสถานีพวกเรารีบเข้าแถวขึ้นรถตามระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของญี่ปุ่น และพวกเรา 18 คนนี่มันยาวจริงๆ

วันนี้จะเที่ยวสองโซน เริ่มที่ย่านตรอกฮิกาชิยาม่า Higashiyama เป็นแหล่งเดินเล่นละลายเงินเยนอีกแห่ง ทางเดินจะเป็นเนินสองข้างทางเป็นร้านค้า ประมาณว่าบ้านเรือนในตรอกนี้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าขายของ ขนมพื้นเมือง งานเซรามิกที่เพ้นท์ลาย แต่ยังคงความเก่าแก่คลาสิคสไตล์ญี่ปุ่น โบราณมี ความเป็นเอกลักษ์ของเกียวโตในสมัยก่อน

เดินๆไป เจอร้านกาแฟถูกใจ ที่ขาดไม่ได้ ไม่ได้แต่งร้านเก่าแก่นะแต่ทันสมัย ชื่อร้าน % ARABICA Kyoto บาริสต้า ร้านนี้ได้รางวัลระดับโลกด้วย เห็นป้ายที่ติดอยู่ แถมยังเท่ห์แซบ สังเกตได้จากเพื่อนร่วมทริปของเราไปยืนออมองเครื่องชงกาแฟ ก็ไม่ใช่นะสายตาละลาย ไปพร้อมกับกาแฟก็ไม่ปาน รสชาติกาแฟนุ่มหอมดีจริงๆ สมแล้วที่ได้รางวัล

ออกจากร้านเดินต่อขึ้นไปถนนแคบที่เป็นเนินสลับพื้นราบ เดินจนเข้าไปในตรอกลึก ผู้คนต่างก็เริ่มทะยอยเข้ามาเที่ยวเยอะจริงๆ ไม่มีวันไหน ที่ไหนๆ คนน้อยๆ เลย ทั้งนักเรียนญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวต่างมากันเรื่อยๆ เราต้องแยกย้ายกันเดินไป ตามชอบ แล้วกลับมาเจอกันจุดนัดพบเหมือนเดิม

ไปต่อกันที่วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส นักท่องเที่ยวเยอะอีก แถมมีกลุ่มนักเรียนน่าจะเกือบร้อยคนมาเที่ยว อีกเต็มพื้นที่ไปหมดเพื่อรอถ่ายภาพหมู่กัน เจดีย์ 3 ชั้น ภายในวัดคิโยมิซึสีสดมากเดินถ่ายภาพจนพอใจแล้วเดินทางไปต่อ เพื่อไปนั่งรถบัสไปยังวัดโทฟุคุจิ

แต่มีเรื่องเล่า ที่นี่คนญี่ปุ่นจะมีระเบียบวินัย ในการเข้าคิวเข้าแถวก็เคยได้ยินมานานแต่ไม่ เคยมาสัมผัสด้วยตัวเอง ณ ที่ป้ายรถเมล์ เราคนไทยก็ต้องทำตามนิยม ก็เข้าแถวเรียงยาว 18 คน พอรถมาพวกเราก็ขึ้นรถกันไปแต่ไหงมีสาวๆ อีก 4 ท่าน อิๆ คงมัวยืนเม้าท์ยืนคุยกันเพลินไปหน่อย ทำให้ไม่สามารถขึ้นรถบัสคันเดียวกันได้คือมองไม่เห็นว่ารถมา แม้รถจะยังไม่เคลื่อนแต่คนขับ ปิดประตูแล้ว จะเรียกร้องอย่างไรก็ไม่เปิดง่ายๆ ไม่เหมือนบ้านเรา โชคดีไปที่ขึ้นต่อเดียว แล้วเรายังมี WiFi ก็เป็นเรื่องขำๆ นิดๆ กับประสบกราณ์ทริปนี้ คนเยอะเกินกว่าทุกครั้ง เราต้องเกาะกันไว้ห้ามพลัดหลงกันนะ

ยังยิ้มได้ ก็ไม่ได้พลัดหลงคนเดียวซะหน่อยเน้อ

วัดโทฟุคุจิเป็นสถานที่ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น คนล้นหลามก็พยายาม เก็บภาพให้ได้มุมดีที่สุด

ยังไม่หมดทริปวันนี้ปิดท้ายด้วย ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ หรือ ศาลเจ้าพ่อจิ้งจอกขาว สร้างขึ้นเพื่อถวายให้แด่เทพเจ้าแห่งการกสิกรรม เชื่อว่าสุนัขจิ้งจอก เป็นสัตว์นำสาส์นของเทพเจ้าอินาริ เพื่อให้พื้นที่นี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ

และที่โดดเด่นยังมีเสาโทริอิสีแดงส้ม เป็นพัน ๆ หมื่นๆ ต้น  ที่ตั้งเรียงรายติดๆ กัน กลายเป็นอุโมงค์เสาโทริอิที่ยาวถึง 4 ก.ม แสงอาทิตย์กำลังหมดไป แต่ยังถ่ายรูปได้อีกนิด ไม่ได้ถือขาตั้งกล้องมาต้องใช้วางบนพื้นถ่ายอย่างมือเบาที่สุด

ก่อนเข้าไปไหว้ศาลให้ใช้กระบวยตักน้ำล้างมือกันก่อน

ยิ่งเย็นยิ่งเริ่มหนาวและหิวได้อีก กลับที่พักกันมืดค่ำ วันนี้ห้องพักรวมหมู่บ้าน otop สำราญของเราคึกคัก

แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ทุกคนก็ยังหัวเราะเสียงดังลั่น รีบรื้อเอาของที่ช็อปปิ้งเดินกันขาลากขาเมื่อย ออกมาอวดสรรพคุณกัน พักรวมก็สนุกดีเน้อ ทีแรกยังคิดเลยว่ามันไม่ส่วนตัวหรือเปล่า ไม่เคยนอนรวมเยอะขนาดนี้ แต่เรื่องจริงสนุกมากๆ แค่เหนื่อยง่วงก็ปีนขึ้นเตียงใครเตียง มันรูดม่านปิดประตูผ้า เปิดเล่น Wifi กันไปตามอัธยาศัยที่สบายใจ ฝันดีพรุ่งนี้ยังไปเที่ยวต่ออีกเยอะ

19-20.11.58 ถึงที่หมาย โอะฮาโย โกไซอิมัส

ความสุขของการเดินทางท่องเที่ยว คงเป็นก่อนการเดินทาง ที่เราต่างวางแผนแรมปี  เฝ้าตื่นเต้นรอคอยจนถึงวันเดินทาง และระหว่างทางที่เราไปนั่นเอง..

เรามาตามนัดหมายเช่นเคย ก่อนบ่ายกว่าๆ เริ่มบินบ่ายสามโมงเย็น เดินทางมาประมาณ 5 ชั่วโมงจากสนามบินดอนเมือง ถึงสนามบินนานาชาติคันไซ ตื่นเต้นไม่หลับไม่นอนเลย

โทษทีต้องขอลงภาพแบบนี้อาจทำให้เพื่อนร่วมทริปอับอาย หรือยังไงกันเป็นประสบกราณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้นอนสนามบินคันไซ บอกเลยสะอาดสบาย ปลอดภัยสุดๆ

คืนนี้เราพักผ่อนนอนสนามบิน ก็สะดวกสบายระดับนึง มี WiFi น้ำ ไฟ แอร์ ฟรีหมด ฮาได้อีก พวกเราไม่ต้องเสียเวลาออกจากสนามบิน เมือมาถึงเพื่อไปตระเวนหาที่พักให้เสียเวลา รอให้รุ่งเช้า ค่อยออกเดินทางซื้อตั๋วรถไฟต่อไปที่ Kyoto

เข้าเช็คอินที่พัก จนถึงรุ่งเช้าเก็บกระเป๋าตั้งขบวนเกาะกันเดินไปซื้อตั๋วรถไฟ ตื่นเต้นกันมากอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกแล้ว มันหนาวเย็นพอสมควรนะ เราซื้อ ตั๋วรถไฟด่วน JR จากสนามบินคันไซไปเพื่อไปลงที่สถานีรถไฟโอซาก้าไปสุดที่สถานีรถไฟเกียวโต ขึ้นไปในขบวนยังว่างๆ เรา 18 คน นั่งเกือบเต็มโบกี้ ตอนท้าย รีบโพสถ่ายภาพกันก่อนที่คนญี่ปุ่นจะขึ้นกันมาเดี่ยวจะตกใจ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาทีถึง Kyoto

ผู้คนเยอะมากต่างคนต่างไปทำงานเดิน ทางกันอย่างรวดเร็ว วิ่งๆ เดินๆ ต้องคอยหลบ พวกเรายิ่งแย่กระเป๋าใบใหญ่สัมภาระหนักๆ กว่าจะหาทางออกจากสถานีเจอ วุ่นวายพอสมควร ต้องหาเหยื่อถาม จนได้หนุ่มน้อยญุ่ปุ่นน่าตาน่ารัก มีน้ำใจที่จะบอ%

2.1.2015 มุ่งสู่เมืองโกลกัตตา ช่างโกลาหลจริง

เวลา 13.00 น. เครื่องบินลงจอดสนามบินอย่างตรงต่อเวลา 1 ชั่วโมงพอดีเลย ไม่ทันได้หลับตาก็ถึงแล้วเมืองโกลกัตตา เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก พวกเรารีบเดินผ่าน ด่านตรวจคนเข้าเมืองมารับกระเป๋ากันอย่างสบายใจ เดินออกมาก็เจอคนขับรถมารอรับเราไปโรงแรม รถแล่นผ่านออกจากสนามบินไปไกลพอสมควรกว่าจะถึงโรงแรมคิดว่าใกล้ๆกันซะอีก

Taxi india ยี่ห้อแอมบาสเดอร์ ราชาแห่งท้องถนน

เริ่มได้ยินเสียงแตรตามปกติมารยาทของอินเดียอีกแล้ว ผ่านอาคารตึกเก่าๆ ที่เป็นสถาปัตยกรรมนี้แบบโคโลเนียลยุโรปสวยงามมาก สมัยล่าอาณานิคมของอังกฤษ และขับผ่านไปย่านตรอกซอกซอยชุมชนต่างๆ อันนี้ไม่สวยงามค่อนข้างรกๆ แออัด บางจุดมีคนอาบน้ำร่วมกันที่ก๊อกสาธารณะกระมัง ชิลสุดๆ เลย กินง่าย อยู่ง่าย อึง่าย อึ่ย นี่แขกแท้ๆ ไม่นานก็ผ่านสถานที่แปลกๆ ตามาจนถึงโรงแรมที่พัก

ฝนก็เริ่มโปรยนิดๆ ทริปนี้คุ้มจริงเที่ยว 3 ฤดูเลยนั่นเช็คเข้าห้องกันอย่างสบายๆ ห้องพักมีแอร์พัดลมแล้วแต่จะเปิดได้ มีตู้เย็นด้วยวุ้ย ที่สำคัญมีบริการ wifi ถึงเตียงนอนทุกคนจะได้ติดต่อ     สือสารกันอย่างเต็มอิ่มหลับคามือถือไปเลยล่ะ
เย็นๆ เราเดินออกมาแหล่งที่เป็น New Market เดินหาอาหารมื้อเย็น หิวมาก เดินเล่นช็อปปิ้ง วันนี้เป็นอีกวันที่เป็นปีใหม่คนค่อนข้างเยอะมากๆเลย คงหยุดพักผ่อนกันเหมือนเรา จะไปกิน kfc ซะหน่อย แต่คนเต็มแน่นร้านเลย ต้องเลือกร้านข้างๆ ที่เป็นร้านอาหารตามสั่ง แต่ดูดีสะอาดดีมีทีนั่งก็ดีใจล่ะ สั่งกันหลายอย่างๆ ด้วยความหิว แล้วก็ออกเดินดูของที่นี่เป็นตลาดคล้ายๆตลาดนัดเปิดท้ายขายของบ้านเรา ก็ไม่ได้ถูกใจอะไรมากมาย เดินจนเบื่อเหนื่อยกันแล้วกลับโรงแรมนอนดีกว่าพรุ่งนี้ค่อยไปเที่ยวต่ออีก 1 วัน ตืนเช้าเก็บสัมภาระ เดินถ่ายรูปเล่น เมือคืนเกือบไม่มีรถให้นำเที่ยวแล้ว แต่ก็ตกลงกันพอได้ แต่ไงก็ไม่ได้ดั่งใจ

คนทีจะพาเราเป็่นแขกแบบหัวโบราณ ไม่ค่อยมีใจบริการ ที่ไหนไม่มีทีจอดรถ ก็ไม่ยอมไปให้เรา คิดว่าต้องเสียค่าจอด แล้วยังสือสารกันไม่รู้เรื่องแกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เริ่มไม่สนุกแล้วแแต่ก็ยังอยากไปหลายๆ ที่ๆ เราทำโปรแกรมมาอยู่ดี ไปมาได้เทียวไม่กี่ที่ หลักๆ ก็ไป สะพานฮาว์ร่าห์ เป็นสะพาน

ข้ามแม่น้ำ ฮูคลี่ที่กว้างใหญ่อันดับ 3 ของโลก เชื่อมระหว่างเมืองโกลกาตาและเมืองฮาวร่า ที่ใต้สะพาน Howrah bridge มีคนมากมายเดินกันวุ่นไปหมด บ้างก็แบกดอกไม้ไว้บนหัว บ้างก็แขวนคล้องพวงมาลัยดอกไม้บนคอเต็มไปหมด ก็ที่นี่คล้ายปากคลองตลาดบ้านเราต่างที่มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นที่ขายดอกไม้ ร้อยดอกไม้เอง

ไปต่อที่ วัดเจ้าแม่กาลี คนเยอะมากเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อเคารพกราบไหว้ จบทริปวันนี้ด้วยความเบื่อคนขับอินเดียแก่ๆ ที่ท่าทางดุดันไม่เป็นมิตรแต่อาจเพราะการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ก็ช่างเขาเราขอไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า เดินเล่นหาอะไรทาน และเลือกดูสินค้าจนห้างปิด เราก็ไปขึ้นเครื่องกลับที่สนามบินดีกว่า

อินเดียก็อย่างที่เคยเล่ามาแต่ต้น มันมีหลายวัฒนธรรม เชื้อชาติ คนก็มาก ควบคุมอะไรไม่ได้ดั่งใจ เขาว่ากันว่าที่อินเดีย ชอบทำสกปรก ทิ้งขยะรกๆ ตามท้องถนน ก็เพราะต้องการประชดคนอังกฤษ ที่เป็นผู้ดีสะอาดๆ มายึดบ้านเมืองเขาเป็นเวลาหลายร้อยปี คือเขาอยากได้บ้านเมืองเขาคืน ก็เลยถ่มน้ำลาย ปัสสาวะหนักเบาตามถนน ท่านผู้ดีจะได้หอบเสื่อกลับประเทศไป

คนอินเดียทำมากจนติดเป็นนิสัยมาชั่วลูกหลานยาวนานเลยนี่แต่ไงก็แล้วแต่ สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ถ้าเราได้แต่ได้ยิน ได้ฟังเขาบอกต่อๆ กันมา แต่ถ้าตัวเองยังไม่เคยได้ไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต มันก็ยากที่จะเข้าใจ มันขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเองที่มีต่อสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ที่ไหนๆ ก็ไม่ดีถ้าเรามองว่าไม่ดี ที่ไหนๆ ก็มีแต่ความสุขแม้จะมาพร้อมความยากลำบาก

ถ้าเรามองโลกดีๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้มองดีไปหมดนะ แต่เราควรจะมองทั้งดีและร้ายไปพร้อมๆ กันเลือกเอาเองแล้วแต่สถานกราณ์ว่าตอนไหนควรมองดี ตอนไหนต้องมองว่าร้าย แล้วมันก็จะพัดผ่านพ้นไปเอง ขอบคุณเพื่อนพ้องที่เดินทาง ร่วมชะตาแห่งความสุขมาด้วยกันหลายวัน เชื่อว่ากลับมาก็ยังคิดถึงกันคิดถึงวันที่อยู่กันมานั่งนอนในรถหลายชั่วโมง มื้อเช้าสายบ่ายค่ำกับน้ำพริกรสเผ็ดที่พกกันมากินกะไข่ต้มไข่เจียวกันตาย และฉันยังคิดถึงหัวใจที่เต้นแรงๆรัวๆ บนเขาทะเลสาป ไม่ใช่ตื่นเต้นว่าวิวมันดี นางแบบมันสวยนะ แต่เพราะว่ามันจะขาดใจกับอาการแพ้ความสูงนั่นเอง นมัสเต