27,28 ธ.ค. 47 เที่ยวลาว

   ฉันเจอบันทึกเก่าๆ ในไดอารีที่เก็บไว้ ไม่น่าเชื่อเลยมันผ่านมา 13 ปีแล้ว ฉันเพิ่งมาเปิดอ่านอีกครั้ง บันทึกข้อความเก่าๆ เชยๆ ไงไม่รู้  แต่จากเรื่องจริงที่ไปเที่ยวและพบเจอมา เพื่อเก็บเป็นบันทึกไดอารีส่วนตัว ไม่คิดว่าจะต้องเอามาให้ใครอ่าน แต่วันนี้ก็อยากเอามาเขียนบนโลกออนไลน์บ้าง กระบวนความคิดทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เฉกเช่นกับธรรมชาติ และสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้การเดินทางครั้งแรกที่ไปนอก.. ไทย

ตราบที่ลมหายใจยังไม่สิ้น
ฉันเชื่อเหลือเกินว่า..ทุกเรื่องทุกอย่างในชีวิตคือการเดินทาง
มีทุกข์สุขคละเคล้ากันไป เพียงที่สุดทุกเส้นทางที่ก้าวผ่าน
แค่เราเก็บไว้แต่สิ่งดีงาม ทิ้งไว้เป็นภาพความทรงจำ…แม้เป็นช่วงเวลาหนึ่งสั้นๆ ที่มีเวลาไม่มากนัก แต่ก็พยามเก็บเกี่ยวและใช้เวลาอย่างคุ้มค่าของทุกๆ วันที่ตื่นมายามเช้าในที่ๆ ไม่เคยมา ที่ๆไม่คุ้นเคย และที่ๆจะผ่านวันนี้ไปเปลี่ยนเป็นความทรงจำในอนาคตต่อไป

27 ธ.ค. 47

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ หลังเลิกงานประจำที่ทำอยู่ ด้วยความรู้สึกอิสระ จินตนาการคิดถึงเมฆหมอกขุนเขายามเช้า   และความหนาวของวันต่อๆไป  นั่งแท็กซี่  พร้อมแบกเป้สัมภาระที่จำเป็นไม่มาก แต่ก็หนักเหมือนกัน ไปส่งขึ้นรถบขส.ที่หมอชิตใหม่ ผู้คนหนาแน่นพอสมควร โชคดีการจราจรยังไม่ค่อยติดขัด แต่กว่ารถจะออกจากหมอชิตประมาณทุ่มครึ่งกว่าๆ ช้ามาก ไม่เข้าใจ รถทัวร์ที่ไปก็ดูไม่ค่อยหน้านั่งเอาซะเลย  ไม่ค่อยสะอาดด้วยขอว่าหน่อย แต่ทำไงได้เรามาจองช้า ตั๋วรถชั้น 1 ที่ดีๆ ก็เต็มหมด นั่งไประหว่างทางก็รับคนตามขึ้นมาเรื่อยๆ เพิ่งเคยนั่งแบบนี้นะเนี่ย คือมีแถวกลางที่เป็นทางเดิน ก็เสริมเก้าอี้ให้คนนั่งแถมมีมานอนซบข้างๆอีก อ่ะ หลับๆ ตื่นๆ มานึกว่าผีหลอก ผมยาวๆ นั่งข้างๆ อิๆ พอไม่นานก็หายไป คือเขาลงจากรถก่อนไง ตกใจหมดเลย

28 ธ.ค. 47

    เราถึง อ.เชียงของประมาณ 8 โมงกว่าๆ ก้าวแรก ที่ลงจากรถทัวร์ ก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นสมใจ มีหมอกยามเช้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่ สูดหายใจลึกๆ อย่างสดชื่น เราก็จัดการเหมารถสามล้อเพื่อพาไปท่าเรือเชียงของ จะได้ข้ามไปฝั่งลาว  ถึงฝั่งลาวเราก็แลกเงินบาทให้เป็นเงิน กีบ ของลาว เพื่อความสะดวก มีเวลานิดหน่อย เก็บภาพท่าเรือบั๊คบรรยากาศริมแม่น้ำโขง มองไปยังฝั่งไทยของเราดูเงียบเหงา ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองก่อนเหยียบผืนแผ่นดินลาวจริงๆ เราต้องนั่งรถสามล้อเครื่องพวงมาลัยขวาที่แปลกตา ก็บ้านเราไม่มี พาไปส่งที่ท่าเรือห้วยทราย ใช้เวลาเดินทางไปถึงหลวงพระบางประมาณ 2 วัน สำหรับเรือช้า และจำเป็นต้องแวะพักที่ปากแบง 1 คืน เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ออกเดินทางต่อส่วนเรือเร็ว ก็คือเรือหางยาวนี่เอง รับผู้โดยสารได้ 8 คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง

ถ้าเป็นเรือเร็วกว่าจะถึงหน้าชาแน่ะ แถมต้องใส่หมวกกันน๊อคด้วยตลกดี เราเลือกเรือช้าดีกว่าได้บรรยากาศดีมีถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ใส่น้ำแข็ง มีเบียร์ลาวกระป๋อง เป๊ปซี่ น้ำขวด ฯลฯ ให้เลือกซื้อตามอัธยาศัยใช้เวลาล่องลำน้ำโขงถึงเย็นๆ 5 โมงเย็น อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าสีแดงส้มสวยงามมาก ก็ถึงปากแบ่ง เราแวะค้างปากแบงหนึ่งคืน อากาศหนาวเย็นมาก ๆ พักที่ Guest house และก็ทานอาหารที่นี่สั่งตามเมนู แต่กลับไม่ค่อยมีอาหารให้สั่ง อยากกินปลาทอดก็หมด อุตสาห์มากินถึงแม่น้ำโขงแล้ว สรุปอาหารแสนหิวมื้อนี้ก็มี ผัดผักรวมมิตรจานโต ต้นยำปลาที่ออกหวานๆ ไม่เผ็ดเลย พรุ่งนี้ก่อนนะถึงหลวงพระบางจะสั่งปลาอีก ยิ่งดึกยิ่งหนาวเดินเล่นได้ไม่นานก็ขอตัวเข้าห้อง อาบน้ำนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ารีบลงเรือไปหลวงพระบางอีกครึ่งค่อนวันอีก

 

29 ธ.ค.47 ล่องน้ำโขงขึ้นหลวงพระบาง

ละเมอตื่นมาตอนตี 4 ครึ่ง นึกว่านาฬิกาไม่ตรง รีบเปิดม่านที่หน้าต่างออกไปดูข้างนอกยังมืดสนิทอยู่เลย นอนต่อ พอ 6 โมงเช้าก็ตื่นจริงๆ ไปเที่ยวชอบที่จะตื่นเช้าๆ แม้ขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องตื่น ถือว่ากำไรชีวิต เวลาและพระอาทิตย์ไม่เคยรอใคร ตื่นมาดูบรรยากาศยามเช้า

เพื่อเก็บภาพหมอก เดินลงมาจากห้องพักก็เห็นตลาดยามเช้าคึกคัก  มีแม่ค้าและคนซื้อที่เป็นชาวบ้านและนักท่องเที่ยวอย่างเรา คงเป็นวิถีชีวิตปกติของคนที่นี่ มีของกินขายหลายอย่างแต่ที่เห็นชัด ก็มีผักสีเขียวๆ ที่วางขายอยู่เต็มตลาด ส้มสีส้ม แครอทน่ากิน หมูปิ้ง เนื้อทอด ขนมชั้นและอีกหลายอย่าง เรานั่งกินข้าวเหนียวหมูทอด กับก๋วยเตี๋ยวเฝอมีหมูสามชั้น ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แล้วก็ซื้อขนมปังเรียกว่า บาเก็ต ขนมปังฝรั่งเศสที่แสนจะแข็งใช้ตีหัวแตกได้เลย ซื้อเผื่อไว้กินกลางทางยามหิว รีบกินๆ ใกล้เวลาที่จะต้องไปลงเรืออีกแล้ว

เสียดายถ่ายภาพได้น้อยยังไม่จุใจ เห็นหมอกยามเช้าปกคลุมลุ่มน้ำโขงสวยจับใจ แต่ต้องรีบวิ่งลงเรือ เพราะมีพวกฝรั่งและนักท่องเที่ยวคนอื่นเขาลงกันเกือบเต็มเรือแล้ว แต่กว่าเรือจะออกก็เกือบ 10 โมง แต่ยังดีเรือแล่นเร็วกว่าเมื่อวาน เราก็ชมทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้ง 2 ข้างทางถ่ายภาพภูเขา น้ำโขง ก้อนหิน จนเริ่มเบื่อ ไม่ถึงซะที จวบจนประมาณ 4 โมงครึ่ง เรือแล่นผ่านเมือง สังเกตมีบ้านเรือนและรถราวิ่งขวักไขว่ ผู้คนคึกคักตื่นตา เป็นสัญญานว่าถึงแล้วแน่

พอเรือจอดต่างคนต่างก็รีบแบกสัมภาระกันใหญ่ ยิ่งพวกฝรั่งเป้ใบใหญ่มากๆ คงมากันเป็นเดือน พอเหยียบขึ้นฝั่งก็มีพวกรถโดยสารมาแนะนำที่พักตรงโน้นตรงนี้  เราก็ไม่ปฎิเสธพาไปไหนก็ไป ไม่ใช่ไรหรอกกลัวที่พักเต็ม  สรุปเราก็ได้ที่พักในราคาคืนละ 160 บาท ไม่แพงเลย ข้างๆ ที่พักมีบ้านหลังหนึ่งปลูกดอกกุหลาบสีชมพูดอกใหญ่มาก ๆ เราเข้าไปขอถ่ายรูปกับคุณลุงเจ้าของบ้าน ท่าทางใจดี เขาตัดดอกกุหลาบให้ตั้ง 2 ดอกไว้สำหรับถ่ายภาพ

ขอบใจหลาย คนลาวที่นี่ช่างเป็นคนใจดีจริงๆ เข้าห้องพัก ต้องอาบน้ำแม้หนาวแค่ไหนก็ต้องอาบ แม่สอนไว้ตั้งแต่เด็กห้ามขี้เกียจอาบน้ำ ยิ่งช่วงฤดูหนาวต้องอาบ จากนั้นเดินเล่นที่ตลาดกลางคืนเป็นถนนคนเดิน มีของขายมากมายส่วนมากเป็นผ้าพันคอสีสวย ผ้าไหม ผ้านุ่ง โคมไฟ ของที่ระลึกต่างๆ คนขายที่เป็นแม่หญิงก็แสนจะงามๆ เพิ่งรู้จริงๆ ว่าสาวลาวที่นี่งดงามยิ่งนัก ไม่มีสีสันแต่งแต้มใดๆ  ถ้าเรามีตังค์แสนกีบก็หมดแน่เลยๆ อิๆ ใจอ่อนไหว แต่ไม่ค่อยมีพกอ่ะ เดินไปกินข้าวที่ร้านอินโดจีน เป็นอาหารไทย แต่งร้านสวยเป็นบ้านเก่าๆ ไฟสลัวๆ กินกันอิ่มหนำสำราญ 2 แสนกีบอ่ะ อาหารอร่อยมาก ๆ แม้ไม่ค่อยเผ็ดเปรี้ยวรสจัดจ้านเหมือนอาหารไทย

ยังไม่ง่วงเลยไปหาห้องพักสำหรับคืนพรุ่งนี้เพราะเราอยู่ที่นี่ถึง 3 คืน แต่ก็หายากมาก ส่วนใหญ่เต็มหมด เลยตัดสินใจพักที่เดิม 3 คืนก็ได้ มันก็ไม่ได้ไกลจากตลาดนัก คืนนี้เข้านอน 5 ทุ่ม นอนหลับที่หลวงพระบางแสนสบายอากาศหนาวเย็นจับใจ ราตรีสวัสดิ์

30 ธ.ค. 47 เช้านี้ที่ หลวงพระบาง

ยามเช้าวันนี้ ขอตื่นสายหน่อย เพราะคืดว่ายังไม่ไปใส่บาตร อยู่อีกตั้ง 2 วัน อาบน้ำแปรงฟันเดินออกไปดูตลาด อากาศช่างหนาวเย็นลมหนาวพัดโชย เหมือนฝนจะตก

ที่ตลาดก็มีของกินมากมาย มีผักสีเขียวๆ ถูกใจมากๆ  อยู่นี่ไม่อดเพราะชอบกินผัก และก็มีของแปลกๆ ขาย คือพวกนก งูหั่นเป็นท่อน ๆ สยอง ปลาตัวใหญ่ๆ มากๆ แต่เราก็กินไก่ย่างข้าวเหนียวเป็นอาหารเช้า

เสร็จแล้วเดินชมวัดไปทีละวัด จนไปถึงพิพิธภัณฑ์ พอดีพักเที่ยงมั้งเขาปิดไม่ให้เข้า มีเด็กชายลาวน่ารักคนนึงวิ่งมาแจกใบปลิวการแสดงในพิพิธภัณฑ์ และถามว่าพี่จะไปเที่ยวไหน คุยไปคุยมาพวกเราก็ชวนเด็กชายให้มาเป็นไกด์ลาวพาเที่ยวหน่อย เขาก็ยอมมาด้วยแบบว่าลาวใจง่าย วิ่งไปแก้ผ้าชุดลิงที่ใส่อยู่แล้วขออนุญาติแม่เพื่อมากับเรา เด็กชายคนนี้ชื่อว่า คีรีวงศ์ ถ้าฟังไม่ผิด พูดจาฉะฉานน่ารักซื่อๆ ประสาเด็ก พาเราเที่ยวทีละวัดพร้อมอธิบาย

ประหนึ่งไกด์ผู้ชำนาญ แล้วก็เดินเที่ยวรอบเมือง พอบ่ายก็ไปกินอาหารริมฝั่งโขง แล้วก็เดินต่อเลาะไปริมน้ำคานไปเรื่อย ๆ จนต้องแยกทางกันกับเจ้าคีรีวงศ์ ไม่ลืมให้เงินเล็กๆ น้อยกับเด็กน้อยก่อนจากกัน เราเดินไปเก็บภาพทิวทัศน์สวยงามริมน้ำคานหมอกปกคลุมขุนเขาข้างหน้า งามหลาย เห็นชาวบ้านกำลังตักไค เพื่อเอามาทำขนมใส่งาขาย เป็นสินค้ายอดฮิตที่เห็นหาบขายกันมากในเมือง เป็นวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำโขงที่นี่ช่างเรียบง่าย ดูมีความสุขตามพอดีพอกิน ไม่ต้องร่ำรวยมากมาย ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาเหมือนกันนะ

เราไม่ลืมที่จะถ่ายภาพทั้งกล้องและวีดีโอเก็บไว้ แต่อากาศวันนี้ไม่มีแสงแดดเท่าไหร่เลย ตกเย็นก็ไปกินข้าวในตลาด ทีนี้รู้แล้วว่าต้องไปกินอะไรที่ไหนเริ่มคุ้นเคย ที่ตลาดมีอาหารขายหลายอย่างส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็มาทานกันที่นี่ เราเพิ่งรู้ไง ไม่แพงนัก ชาวบ้านที่นี่ก็มีรายได้จากการขายอาหารง่าย ๆ ให้นักท่องเที่ยว มีเฝอ ผัดผักแล้วก็พวกปลาย่าง หมูเนื้อย่าง แล้วแต่จะเลือก เราก็เลือกกินร้านนึงที่เป็นอาหารพวกมัสวิรัตผัดผัก ให้ตักเองตามใจชอบ ไม่แพงด้วย แล้วดูแล้วน่าอุดหนุนมีคนแก่กับเด็กชาย ซึ่งน่าชื่นชม เด็กชายเด็กหญิงที่นี่ขยันขันแข็งกันตั้งแต่เด็ก ๆ หาเงินได้เองตั้งแต่เด็ก เป็นภาพที่งดงามน่าจดจำ ผู้คนที่นี่ก็ดูมีศิลธรรม ใจดี เวลาแค่ไม่ถึง 5 ทุ่ม เขาก็รีบเก็บของเข้าบ้านนอนกันหมด ไม่เหมือนกับบ้านเมืองเราที่ไม่เคยหลับไหล แม้กลางคืนดึกดื่นหรือใกล้เช้าก็ยังมีคนบนท้องถนนมากมาย ไร้ซึ่งความสงบ เป็นชีวิตที่ต้องแข่งขันกัน คืนนี้ รีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้มีนัดใส่บาตรเช้านะ

เกาะชวา อินโดนีเซีย

เกาะชวา อินโดนีเซีย 2554

การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ เป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ เป็นอย่างมาก มีแต่ข่าวไม่ดีแต่เราก็ไม่เกรงกลัวกับข่าวแผ่นดินไหว ซึนามิ น้ำท่วม และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ แปลกๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ว่ากลัวที่สุดคือการไม่ได้ไท่องเที่ยวมากกว่า เตรียมอุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีอยู่น้อยนิด กระเป๋าเสื้อผ้าไม่สนใจ กลัวลืมกล้องถ่ายภาพมากกว่า ถ้ามันจะโชคร้ายก็ต้องยอมรับในโชคชะตาของเราเอง

ถึงวันเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิด้วยความตื่นเต้น ดีใจ นัดหมายกันเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้พลาดตกเครื่องและเตรียมโหลดกระเป๋าสัมภาระที่หนักเอาการ การเดินทางครั้งนี้เราจะได้ไปดูภูเขาไฟถึง 3 ลูกเลย ที่ สุราบายา ย็อกยา เดียงพลาโต บุโรพุทโธ โบรโม คาวาอีเจี้ยน

ใช้เวลาบินเกือบ 4 ชั่วโมง ผ่านด่านออกมาเพื่อเจอคนขับรถที่ติดต่อไว้ยืนชูป้าย welcome girl group from Thailand รถที่ใช้เดินทางคือ Isuzu ELT ที่นั่งได้ถึง 10 ที่เลย จอดรอเราอยู่ ต้องรีบเดินทางจากเมืองสุราบายา ไปยังเมืองยอคยาการ์ต้า เพื่อให้ทันขึ้นชมบุโรพุทโธในตอนเช้า

ตื่นเช้ามืด ตี 4 เพื่อนั่งรถไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ที่ราบสูงเดียงพลาโต Dieng Plato รอพระอาทิตย์ขึ้น อากาศหนาวเย็นสบายๆ

ที่ราบสูงเดียงพลาโต Dieng Plateau หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ที่ราบสูงเดียง เดียงพลาโต ซึ่งเป็นที่ราบสูงคล้ายๆ แม่ฮ่องสอนบ้านเรา อยู่ที่เมืองโวโนโซโบ ห่างจากเมืองยอกยาการ์ตา ไปทางทิศเหนือประมาณ 135 กิโลเมตร อยู่บนเทือกเขาสูงที่ห่างจากระดับน้ำทะเลถึง 2093 เมตร แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี มีการทำการเกษตรบนที่สูงแบบขั้นบันไดไปตามลักษณะที่เป็นภูเขา ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช ฝรั่ง ชา ยาสูบ พริกหยวก กะหล่ำ มะเขือเทศ ดินสีดำคงเป็นดินภูเขาไฟ อุดมสมบูรณ์มากๆ

ถ่ายระหว่างทางที่ขับรถผ่านหมู่บ้านจากหน้าต่างรถ เราเดินทางไปที่เดียงพลาโต

 อีกวันที่ประทับใจที่พักหลังนี้เลยชื่อ Sarangan Hotel  บรรยากาศโรแมนติค มองจากหน้าต่างห้องนอนมองเห็นวิว ทะเลสาบ Sarangan Lake ตอนนั้นสายตามองผ่านหน้าต่าง คิดว่าไม่อยากกลับบ้านเลย ช่างเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ไม่รู้ลืม บรรยากาศแสนโรแมนติค อากาศดีเย็นสบาย

มีเรือบริการล่องชมทะเลสาบ Sarangan Lake

เที่ยวทะเลสาบสีเขียวมรกต Color Lake มีสองสีนะ

ที่พักคืนนี้ โรงแรมเจมาราอินดะห์  (Cemara Indah Hotel) เป็นที่พักเดียวที่มีจุดชมวิวสวยที่สุดบนโบรโม่นี้ แต่หนาวมากเลย

ทานแตงโมสีแดง กับน้ำส้มสีส้มๆ  เรากินแกล้มกับบรรยากาศภูเขาไฟ มันดีจริงๆ

เราต้องตื่นตี 3  เพื่อออกเดินทางไปนั่งรถจี๊บ เพื่อขึ้นไปสู่จุดชมวิว ของภูเขาไฟโบรโม่ ที่ยอดเขา พีนาจากัน (Penajagan Peak) ความสูง 2,700 เมตร จากระดับน้ำทะเลระหว่างทางก็มีคนควบม้าไล่ตามรถเรามาเพื่อจะเสนอให้เช่าม้าระหว่างทางที่เดินขึ้นไปชมภูเขาไฟ

 เริ่มตั้งขาตั้งกล้องเลือกมุมนี้ เพราะไม่มีมุมไหนที่จะยืนได้แล้ว คนเยอะมาก เห็นคู่รักสองคนนี้ได้มุมดีกว่าใคร เพร
าะปีนข้ามไปนั่งบนก้อนหินนี้เลย ไม่ลุกไปไหน ก็ไม่เป็นไรขอยืมมาเป็นแบบให้เราถ่ายอีกที ถ้าสองคนนี้ได้มาเห็นภาพนี้ เราก็ยินดีจะส่งภาพนี้ให้เขานะ ถ้ายังรักกันดีอยู่

ไปคาวาอีเจี้ยน จากเมืองสุราบายา มายังเมืองโปรโบลิงโก Probolinggo อันเป็นที่ตั้งของกลุ่มภูเขาไฟโบรโม่ เดินทางถัดต่อไปทางตะวันออกไปยังเมืองบอนโดโวโซ Bondowoso ที่อยู่เกือบสุดชวาตะวันออก ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยน การเดินทางสู่คาวาอีเจี้ยน ดินแดนแห่งความลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก การเดินทางแสนลำบาก ต้องเช่ารถ ขนาดแค่จากเมือง Probolinggo ไปยังเมือง Bondowoso ก็แสนไกลอยู่แล้ว

 วิวทิวทัศน์ข้างทางสดชื่นมากๆ ขาลงที่หมอกเริ่มจางหายไป มองเห็นป่าหลายสี ถัดไปข้างบนซ้ายก็มองเห็นทะเล แต่พอดีเลนส์มันซูมไปไม่ถึง

ส่วนการเดิน ทางไปยังคาวาอีเจี้ยนก็ต้องใช้เส้นทางชนบทขึ้นเขาผ่านป่าดงดิบชื้น ซึ่งปกติเรามักไม่ค่อยได้เห็นผืนป่าในอินโดนีเวียเท่าใดนัก แต่สำหรับเส้นทางไปยังคาวาอีเจี้ยนยังมีป่าใหญ่ๆ ให้ได้อยู่ตลลอดเส้นทาง
จุดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยวนี้ คือ เปลวสีน้ำเงิน ซึ่งต้องดูในช่วงกลางคืนเท่านั้น เมื่อแดดยิ่งจัดผืนน้ำในทะเลสาปสีก็ยิ่งเข้มขึ้น จัดว่าเป็นความสวยงามที่แฝงเร้นด้วยพิษภัยอันตรายที่เราต้องพึงระวังอย่างสูง

วันนี้ปวดส้นเท้ามากๆจากอาการเจ็บปวด ที่เอ็นร้อยหวายตรงส้นเท้า ที่เป็นแต่แรกอยู่แล้วยิ่งมาเจอความเย็นทำให้แต่ละย่างก้าวที่เราเดินขึ้นเขาไป คาวาอีเจี้ยน มันช่างแสนทรมาน ฝนก็โปรยปราย แต่ก็อดทนได้ ค่อยๆ ไป เห็นคนแบกกำมะถันเดินสวนไปมาแล้วน่าสงสาร ตัวเราแค่นี้เอง ไม่ได้แบกอะไรหนักเหมือนเขาต้องสู้และไปให้ได้

จะสูงหรือไกลแค่ไหน ถ้าใจเราถึง แม้จะเจ็บปวดกับอุปสรรคต่างๆนาๆ เราก็จะไป แม้แต่อันตรายก็ลืมไปเลย เมื่อเราเปิดใจมองให้มากกว่าสิ่งน่ากลัว ลบๆ แล้วทุกอย่างจะลบเลือนไป เหลือแต่ความสุขใจที่ได้ทำอะไรให้สุดๆ ที่น้อยคนนักจะทำ

อาหารจานโปรด นาซิ โกเร็ง ข้าวผัดอินโดนีเซีย ทานได้ทุกวันไม่เบื่อ กับน้ำพริกเผาไทยๆ อร่อยน้ำตาไหล คิดถึงอาหารไทยจัง

14.9.59 จุดหมายปลายทาง สวรรค์นาขั้นบันได ซาปา-มูกางจ๋าย

  ทริปเดินทางครั้งนี้เริ่มแรกก็ต้องนอนสนามบินกันอีกแล้ว นัดหมายกันไว้มุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง เราออกจากบ้านแต่หัวค่ำ เพราะเที่ยวบินของเช้าตรู่พรุ่งนี้คือเวลา 6.00 น. สายการบินนกแอร์ ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงเราก็จะถึงเวียตนาม แต่ต้องไปนั่งไปนอนรอที่ดอนเมืองเลยเพื่อความสบายใจ เพราะถ้าไม่งั้นมีหวังตกเครื่องเป็นแน่แท้ รอบเช้าๆแบบนี้อาจมีนอนเพลิดเพลิน ใกล้เวลาเปิดเคาเตอร์โหลดกระเป๋าชั่งน้ำหนัก ทุกอย่างเรียบร้อยด้วยสีหน้าดีใจกันทุกคนได้เที่ยวอีกแล้ว โชคดีเราได้นั่งริมหน้าต่างจะได้มีโอกาสเก็บภาพมุมสูงสวยๆ อีก ชอบมากมีกาแฟเสริฟด้วย  แม้เมือคืนจะไม่ได้นอนเต็มๆเลย แต่ก็ยังอยู่ได้สดชื่น เมื่อบินไปใกล้จะถึงสนามบินนอยไบ มองลงไปพื้นล่างเห็นสีเขียวของนาข้าวเขียวขจี สลับสีเหลืองสดชื่นมากๆ บ้านเรือนเป็นกล่องๆ เรียงรายกันเต็มไปหมด ตื่นเต้นจังมีหมอกปลิวปกคลุมไปทั่วอยากจะรีบลงไปสูดอากาศแล้วนะ

หน้าสดจากเมื่อคืน ยังไหวอยู่พร้อมท่องเที่ยวตะลุย ฮานอย ทันที

เวลา 8.00 น เราก็ถึงสนามบินนอยไบ พร้อมแลกเงินและซื้อซิมโทรกันตามต้องการรับกระเป๋ามายืนรอคนขับ ที่จะนำพาเราไปยังที่เที่ยวที่ได้ทำโปรแกรมไว้ ด้วยรถตู้ Ford Transit 12 ที่นั่งประมาณๆ พวงมาลัยซ้ายต้องขึ้นให้ถูกด้าน แรกๆจะงงขึ้นผิดด้านด้วยความเคยชินของรถบ้านเราอ่ะนะ รถแล่นออกจากพื้นที่สนามบินนอยไบอย่างช้าๆ

ด้วยความเคร่งครัดเคารพกฎจราจรเหมือนเคย เขาจำกัดความเร็วไม่เกิน 60-70 กม. / ชม. แฮ่ะๆ กินลมชมวิวไปเลย ถ้าท้องไม่ร้องหิวกว่าจะถึง ขึ้นสะพานขึง เญิตเติน Nhat Tan ข้ามแม่น้ำแดง 8.9 km เป็นรูปตัว A เชื่อมมาจากสนามบินนานาชาติ

ที่แรกที่พาเราไปคือ วัดเจดีย์เตริ่นกว๊อก อยู่ริมทะเลสาบโฮไต ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฮานอย และยังเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในเวียดนาม มีประวัติยาวนานกว่า 1,500 ปี มี 11 ชั้น แต่ละชั้นมีพระพุทธรูปสีขาว พระพุทธรูปอมิตาภพุทธะ อยู่ในช่องรอบเจดีย์ เป็นที่บรรจุอัฐิของพระที่เป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้

เก็บภาพสวยๆ ของวัดนี้กันเยอะเลย จะเป็นศิลปะผสมของจีน เวียดนามและญี่ปุ่น มีจัดสวนหินน้ำตกเล็กๆ และกระถางใบใหญ่ ดูสวยงามความวิจิตรงดงามมากและมีเอกลักษณ์ รีบเร่งเดินกลับไปที่รถเพราะคนขับรออยู่แล้ว

จะพาเราไปต่อที่สุสานโฮจิมินห์ โดยปล่อยให้ลงเดิน อากาศเริ่มร้อนแดดออกละ เริ่มถอดที่ใส่ออกทีละชิ้นสองชิ้น บวกกับเริ่มอ่อนล้า จากที่ไม่ได้นอนเต็มที่มา เดินกันไปที่สุสานเป็นลานกว้างมันยิ่งใหญ่จริงๆ สุสานโฮจิมินห์ เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดในฮานอย รอบๆ ทางเดินซึ่งประดับไปด้วยดอกไม้และต้นไม้สีสวยสด มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา

สุสานโฮจิมินห์

เราเดินตัดเข้าไปตรงตึกเหลืองๆ ที่มองเห็นแต่ไกล เรียกว่าทำเนียบเหลืองเคยเป็นที่ทำงานของคนมีอำนาจสูงสุดอินโดจีน ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1901 ปัจจุบันเป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนาม ห้ามเข้าไป แต่ยืนถ่ายรูปได้แบบด้านข้างๆ เท่านั้น ต้องทำตามกฎเขา บริเวณรอบๆ เป็นสวนต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรืนดี เดินเข้าไปด้านซ้าย เป็นบ้านพักลุงโฮ บ้านไม้หลังเล็กๆ มีรถยนต์เก่าจอดไว้และข้าวของเครื่องใช้เรียบง่าย เขาเล่าว่าตลอดชีวิตของท่านจะไม่ยอมใส่สูท ประหยัด สมถะมาก ซึ่งลุงโฮใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตจากไป

บ้าน สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสคลาสิคชอบมาก

ไปเที่ยวต่อกันที่ วิหารวรรณกรรมวันเหมียว เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในฮานอยหรือชื่อวัดจอหงวน ซึ่งนับเป็นวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงฮานอย สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ท่านปรมาจารย์ขงจื๊อ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมจีนและเวียดนามมาเป็นพันๆปี และสมัยก่อนเคยเป็นที่เล่าเรียนชั้นสูงของกษัตริย์ ขุนนาง บุตรหลานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในยุคนั้น เมื่อสอบผ่านเป็นจอหงวน จะได้รับการสลักพระนาม สลักชื่อบนแผ่นศิลาที่อยู่บนหลังเต่า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ฉลาดเฉลียวและมีอายุยืนยาว

เราเข้าไปเที่ยวที่วัดนี้ พอดีกับที่บัณทิตสวมชุดครุยมากันเต็มเลย เพื่อมาถ่ายภาพหมู่ เพิ่งรู้ทีหลังว่าที่แห่งนี้เป็นวิทยาลัยแห่งแรก นักสึกษาที่เรียนจบจึงนิยมมาถ่ายรูปรับปริญญากันที่นี่ วัดว่านเหมี่ยวที่โดดเด่นเป็นเอกลักษ์สำคัญอีกอย่างคือ ประตูแสงอาทิตย์ เพราะมีหน้าต่างรูปกลม คล้ายดวงอาทิตย์ฉายแสงอยู่เหนือซุ้มประตู คือใช้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงฮานอย สวยมีความหมายดีมาก

เดินถ่ายภาพกันอากาศร้อนล่ะแดดออก ต้องรีบไปต่อคนขับรถเรียกล่ะขับผ่านโบสถ์ใหญ่ หรือโบสถ์เซนต์โจเซฟ อยากจะถ่ายภาพแต่เข้าใจว่าหาที่จอดไม่ได้ ให้เวลากระโดดชะโงกลงไปกดรัวๆ พอ เฮ้ยเหนื่อยเสียดายจัง ขับพาวนไปมาหาที่จอดรถ หายากจริงๆ หรืออย่างไรเราก็ไม่เข้าใจนะ ปล่อยเราลงเดินกันไปที่สะพานไม้สีแดง ชื่อ สะพานเทฮุกหรือ สะพานแสงอาทิตย์ จะใช้เดินข้ามเพื่อเข้าไปในวัดหง็อกเซิน

ถ่ายภาพกันบนสะพานแล้วใครอยากจะเดินข้ามไปวัดหรือไปไหนๆก็ตามอัธยาศัยเพราะจากจุดนี้รอบๆ เป็นสวนสาธารณะร่มรื่นและยังรอบๆ ยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งกันอีกด้วย ไม่รอช้าทุกคนกระจายกันเต็มพื้นที่ ใช้เวลาให้เต็มที่เพราะรถจะมารับเราอีกเกือบห้าโมง คืนนี้ต้องรีบไปขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่จุดหมาย ซาปา มูกางจ๋าย และเราจะต้องนอนบนรถไฟ แต่ดีที่เป็นเตียงนอนสบายๆ เป็นห้องส่วนตัว ยืนรอคนขับรถซัดผลไม้ของคุณป้าเวียตนามไปซะหลายชิ้น

จะรอดมั้ยเนี่ย กลัวท้องไส้ปั่นป่วนแต่อร่อยดีแฮะ  เฝ้าชะเง้อยืนรอกันอยู่นานมองดูผู้คนรถราช่างวุ่นวายเหลือเกินในเมืองแบบนี้ ตอนนี้ใจไปถึงซาปาแล้ว ภาพท้องทุ่งนาสีเขียวรอบด้วยภูเขามีม่านหมอกเย็นๆ ง่ะต้องตื่นจากภวังด้วยเสียงบีบแตรรถดัง รถมาแล้ว จะพาเราไปยังสถานีรถไฟฮานอย ปลายทางคือสถานีรถไฟลาวไก  สถานีแสนคลาสิคเก่านิดนึง ฮาๆ ครั้งแรกเลยที่ได้อาบน้ำในสถานีรถไฟ มันคือห้องน้ำฉุกเฉินนะ  ก็ยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เช้ามาถึงก็เที่ยวเลยทั้งวันร้อนๆ ที่สถานีตอนนี้คนยังน้อยๆ  พวกเราก็สลับกันไปอาบน้ำและไปเดินหาอะไรทานร้านๆ ค้าแถวๆนี้ เพื่อรอรถไฟจนได้เวลารีบลากกระเป๋าไปชานชาลา

บนรถไฟตู้ห้องนอน มีประตูเลื่อนปิดมิดชิดดี ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอนกันเป็นกลุ่มที่ลงตัวได้ห้องละ 4 คน ใครขาแข้งยังดีก็อาสานอนชั้นบนแล้วกันนะ เพราะต้องปีนขึ้นไปนอนตกลงกันดีๆล่ะ และคืนนี้ไม่รอช้า ได้อาบน้ำแล้ว ทานข้าวแล้ว ก็ปิดตาฝันหวานถึงวันพรุ่งนี้ดีกว่า  ฉึกฉักๆๆ ปู้นๆๆๆ

15.9.59 รถไฟตู้นอนไปเมืองลาวไก

ฉันชอบมองอะไรกว้างๆ โล่งๆไปไกลๆ ได้เห็นต้นไม้ ภูเขา ทุ่งนา สูดอากาศของกลิ่นใบไม้ใบหญ้า ในความสุข ความทุกข์ ไม่จำเป็นต้องถ่ายทอด เป็นอักษรร้อยพันบรรทัด บนกระดาษ หากแต่แสดงให้เห็น ภาพหนึ่งภาพ แทนคําพูดนับพัน สัมผัสรับรู้กันได้ โดยไม่ต้องบรรยายใดๆ

จ่าว บ่วย สาง สวัสดียามเช้าทักทายแบบเวียดนามกันหน่อย วันนี้เช้าแล้วที่นอนบนรถไฟ ได้นอนเหยียดร่างกายบนที่นอน แม้ที่นอนจะแข็งไปนิดแต่ก็ยังดีที่ได้นอนกันเต็มที่ เรารีบปีนกระโจนลงอย่างมีเรี่ยวแรงมองออกไปยังช่องหน้าต่างรถไฟ ทุกคนต่างก็ตื่นกันพร้อมหน้าตา มองนาฬิกาอีกไม่กี่ นาทีจะ 6 โมงเช้าแล้ว เสียงไมค์จากรถไฟพูดๆ อะไรฟังไม่ออก รู้แต่ว่าเหมือนใกล้จะจอดเทียบชานชาลาแล้ว ถามไปถามมาใช่เลย จุดหมายปลายทางของเราเมืองลาวไก (Lao Cai) สถานีนี้เลย รีบตาเหลือกลากๆ ดึงกระเป๋าสัมภาระกันอย่างเร็วไว

 


หน้าตาใครไม่ล้างไม่แปรงฟันเก็บไว้ก่อน รีบกระโจนลงรถไฟกันอย่างทุลักทุเล เดินลงมาก็เจอคนขับรถชูป้าย เกิร์ลกรุ๊ปไทยแลนด์ หุๆ คงผิดหวังอย่างแรง เห็นพี่ป้าน้าอา ลากจูงกระเป๋าเดินมาโกหกกัน ชัดๆ เวียดนามงงดิ จะบอกว่างงกันมาทุกชาติที่ไปล่ะ กับชื่อกลุ่มนี้

ต่อๆคนขับก็บอกเราภาษาอังกฤษรัวๆ ประมาณว่าให้หาอะไรทานก่อน เพราะต้องขับไปยาวไกลอีกหลายชั่วโมง ประมาณ 5 ชั่วโมงได้ กว่าจะถึงมูกางจ๋าย แต่เราจำได้ว่าเราต้องไปซาปาก่อนนะตามโปรแกรม คนขับพาเราเดินไปยังร้านอาหารบริเวณนั้น เข้าใจว่าคงเป็นบริษัทที่ตกลงตอบแทนกันไว้ที่จะพานักท่องเที่ยวมาพักกันตรงนี้ เราก็ฝากกระเป๋าเข้าห้องน้ำ เดินสำรวจรอบๆ ว่าจะทานอะไรดีมื้อเช้า เจอผลไม้สด ลูกพลับ องุ่น น่าทาน ที่ริมฟุตบาทวางขายกันแบบง่ายๆ ราคาไม่แพง มีอีกร้านเป็นรถเข็ญติดๆ กัน มีเด็กยืนมุงๆ เราก็เข้าไปดูเป็นข้าวเหนียวใส่กล่องโฟม มีไส้กรอกมีหมูฝอยๆ รวมกัน หน้าตาหน้าทาน คงน่าจะคล้ายกะข้าวเหนียวหมูฝอยที่บ้านเรา หรือข้าวเหนียวหมูปิ้งประมาณนั้น ชี้ๆ ตามไม่รู้เรียกอะไรนะบอกคนขายหนุ่มที่หน้าตาไม่ยิ้มไม่แย้ม แต่สื่อสารกันได้ รสชาติออกหวานๆ แต่ข้าวเหนียวนุ่มร้อนๆ อร่อยล่ะ

เมื่อเสร็จเรียบร้อย จากนี้ก็รีบขนกระเป๋าขึ้นรถ เตรียมมุ่งสู่มูกางจ๋าย  สื่อสารกันแบบงงๆ   กันไปทีแรกที่วางแผนกันไว้ว่าจะไปซาปาก่อน  ไหงไปมาคนขับจะพาเราไปมูกางจ๋ายก่อนเลยวันนี้ทำไงได้ก็ต้องยอมคนขับเวียดนามหนุ่มแต่ดูกวนๆ  ท่าทางจะไม่ค่อยพอใจ  และสื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่องมาก ช่างเถอะมาเที่ยวไม่อยากให้เสียอารมณ์ เสียบรรยากาศ   นั่งรถชมวิวข้างทางไป ถนนสวยงามมีต้นไม้สีเขียวสดชื่น

ขึ้นเขาลงเขาไปตามแนวโค้งบางเส้นทางมีหมอกลอยมาปกคลุมสบายสายตาเหลือเกินช่าง ธรรมชาติสุดๆ มีคนจูงวัวควาย ตามริมถนนสัญจรไปมา รถบรรทุก มอไซด์บรรทุกของ ทุกคนล้วนแต่ขับขี่กันอย่างชำนาญทางคล่องแคล่วกับหนทางที่โค้งชันไปมาอย่างสัมพันธ์กันดี


รถแล่นไปประมาณ 3 ชั่วโมงคนขับจอดให้เราลงไปหาห้องน้ำ แต่เป็นจุดชมวิวและมีร้านค้าเป็นเพิงเล็กๆ ขายของ ก็ดีเหมือนกันได้สูดอากาศหน่อย สวยดีนะมีเมฆลอยละล่อง ทุกคนต่างโพสท่าถ่ายภาพกันอย่างมีความสุข การท่องเที่ยวมันดีแบบนี้นะ ไม่ใช่แค่เที่ยวแต่เราได้ใช้ชีวิตที่อิสระช่วงเวลาหนึ่ง กับเพื่อนร่วมทางดีๆ อุดหนุนไข่ปิ้งหมูย่าง น้ำชา กันเต็มที่ อิ่มหนำกับอาหารเล็กๆ น้อยๆ กันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ

รถแล่นผ่านเส้นทางโค้งแล้ว โค้งเล่าไม่ถึงสักที บางคนก็หลับกันไปด้วยความง่วงเพลีย ประมาณ 3 ชั่วโมงเลย เที่ยงเศษๆ พอดี เราก็ถึงที่พักสำหรับคืนนี้ที่มูกางจ๋าย ดีใจสุดๆ ชื่อ Nha Nghi Moon 2 ที่พักนี้เป็นบ้านไม้สร้างใหม่บนเนินมี 3 ชั้น ล่างสุดต้องเดินลง ไปคล้ายกับชั้นใต้ดินนิดๆ สะอาดดียังใหม่นะ มีแอร์แขวนประดับอยู่ แต่ไม่เห็นมีรีโมทเปิด แต่อากาศเย็นแบบนี้คงไม่ต้องใช้อยู่แล้ว แบ่งแยกจัดสรรห้องกันลงตัวได้แล้วก็พักผ่อนกันก่อนนิดนึง พอสมควรถึงเวลานัดหมาย จะได้ไม่เสียเวลาเที่ยวก็ออกไปเที่ยวกันดีกว่า

คนขับพาเราไปทานอาหาร เป็นร้านที่พอดีมีทัวร์ไทยมาลงทาน เราก็เลยผสมโรงเข้าไปเห็นเขาสั่งอะไรก็สั่งตาม แต่ไงก็ต้องแบบนี้ เขาจัดไว้เลยเป็นเซ็ท มีผักเขียวๆ ลวก กะไก่ต้ม มีน้ำซุป พริกน้ำปลา หิวล่ะทานได้อร่อยสุดละ ส่วนตัวชอบทานผักก็ดีไป มีน้ำพริกพี่ๆ เขาพกกันมา เอามาทานด้วยกันรอดตายน้ำลายไหลเลย อาหย่อยสุด

มีเริ่มเสียอารมณ์กันทั้งโต้ะที่รู้ว่าพ่อหนุ่มคนขับเวียดนามเริ่มกวนซะแล้ว จะไม่พาเราไปยังจุดที่เป็นเป้าหมายครั้งนี้ที่นาขั้นบันได มูกางจ๋าย ประมาณ ว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือนี่ ตกลงกันเกือบไม่ได้ แต่ก็ผ่านไปไม่ดี บอกแล้วไม่อยากจดจำเรื่องไม่ดีไว้เท่าไหร่ เอาเป็นว่าเราก็ได้

ไปยังที่ๆ เราต้องการ จุดชมวิวเรียกว่า Đồi Mâm Xôi เป็นลักษณะวงกลมเรียกกันว่า ลานจอด ฮ อยู่ห่างจาก Mu Cang Chai ที่พัก ประมาณ 12 กม. ขับรถก็ไม่ได้นานได้ไกลอะไรมาก พอไปถึงจอดให้เราลงไป พวกคนขับขี่ มอเตอร์ไซด์หนุ่มๆแก่ๆ ชาวเวียดนามก็มาห้อมล้อมรอบรถ เพื่อบริการขี่มอไซด์ขึ้นไปยังจุดชมวิว ทีแรกก็ไม่อยากไปกันนักหรอก แต่มาถึงแล้วต้องไปให้สุด ว่าจ้างกันไปตามราคา นั่งซ้อนท้ายเกาะเบาะอย่งแน่นเพราะหนทาง

ข้างหน้านั่นมันชันจริง พ่อหนุ่มเวียดนามนักบิด ก็บิดแบบใจเราคิดว่า มันจะขึ้นได้หรือนี่ ยางรถมันจะสึกหรอลื่นถไหลไม่หนอ รถเก่าขนาดนี้คนขี่ก็เก๋าเก่า ฮาๆ กันไปวิบากมากๆ ต้องให้เงินเขาเลยสมราคาล่ะนะ ถึงจุดชมวิวสวยงามมากๆ เสียดายเมฆฟ้ามืดครึ้มบ้างบางเวลาสลับกันไป ก็รีบเก็บภาพโพสท่ากันอย่างมีความสุขกับท้องทุ่งนาสีเขียวขจี ที่ใฝ่ฝันกันมานานหลายเดือนว่าจะมาเยือนให้ได้ เราถ่ายจนเกรงใจหนุ่มมอไซด์ที่มารอรับลงไป

ไม่อยากจะคิด ขาลงจะไงเนี่ย กลิ้งลงไปดีม่ะ ค่อยทยอย กันลงไป ล้อยางรถสองล้อเก่าๆ มันกระแทกกระทั้นลงไปตามเนิน แต่คนขับนี่สุดยอดเก่ง เลยพาพวกเราลงกันได้อย่างปลอดภัยขำๆ มีเรื่องให้ลุ้นตลอด

จบทริปเย็นย่ำวันนี้ พวกเรากลับที่พักกันอย่างสมใจ แวะออกมาหาซื้อหาอาหารเย็น เดินเล่นสำรวจตลาดพื้นเมือง ผลไม้ต่างๆ ในจุดศูนย์กลางของเมืองมูกาจ๋ายที่เป็นตลาดเล็กๆ มีร้านค้าเรียงราย มีโรงเรียน โรงพยาบาล

และสวนสาธารณะเดินเล่น ติดภูเขาและสายน้ำไหลผ่าน เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดเอียนบ๊าย ซึ่งยังไม่เจริญมากนัก แต่อีกหน่อยคงเจริญกว่านี้ถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันไม่ขาดสาย แล้วความเป็นธรรมชาติหายไป คงขาดเสน่ห์ไปอย่างมาก นี่แหละถึงต้องรีบมาเที่ยวก่อน ข้ออ้างอยากเที่ยวไง ฝันดี คืนนี้ต้องเข้านอนเร็วๆ อีกแล้ว พรุ่งนี้เราต้องจากลาเมืองนี้แล้ว เพื่อไปเที่ยวต่อที่ เมืองซาปา

19-20.11.58 ถึงที่หมาย โอะฮาโย โกไซอิมัส

ความสุขของการเดินทางท่องเที่ยว คงเป็นก่อนการเดินทาง ที่เราต่างวางแผนแรมปี  เฝ้าตื่นเต้นรอคอยจนถึงวันเดินทาง และระหว่างทางที่เราไปนั่นเอง..

เรามาตามนัดหมายเช่นเคย ก่อนบ่ายกว่าๆ เริ่มบินบ่ายสามโมงเย็น เดินทางมาประมาณ 5 ชั่วโมงจากสนามบินดอนเมือง ถึงสนามบินนานาชาติคันไซ ตื่นเต้นไม่หลับไม่นอนเลย

โทษทีต้องขอลงภาพแบบนี้อาจทำให้เพื่อนร่วมทริปอับอาย หรือยังไงกันเป็นประสบกราณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้นอนสนามบินคันไซ บอกเลยสะอาดสบาย ปลอดภัยสุดๆ

คืนนี้เราพักผ่อนนอนสนามบิน ก็สะดวกสบายระดับนึง มี WiFi น้ำ ไฟ แอร์ ฟรีหมด ฮาได้อีก พวกเราไม่ต้องเสียเวลาออกจากสนามบิน เมือมาถึงเพื่อไปตระเวนหาที่พักให้เสียเวลา รอให้รุ่งเช้า ค่อยออกเดินทางซื้อตั๋วรถไฟต่อไปที่ Kyoto

เข้าเช็คอินที่พัก จนถึงรุ่งเช้าเก็บกระเป๋าตั้งขบวนเกาะกันเดินไปซื้อตั๋วรถไฟ ตื่นเต้นกันมากอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกแล้ว มันหนาวเย็นพอสมควรนะ เราซื้อ ตั๋วรถไฟด่วน JR จากสนามบินคันไซไปเพื่อไปลงที่สถานีรถไฟโอซาก้าไปสุดที่สถานีรถไฟเกียวโต ขึ้นไปในขบวนยังว่างๆ เรา 18 คน นั่งเกือบเต็มโบกี้ ตอนท้าย รีบโพสถ่ายภาพกันก่อนที่คนญี่ปุ่นจะขึ้นกันมาเดี่ยวจะตกใจ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาทีถึง Kyoto

ผู้คนเยอะมากต่างคนต่างไปทำงานเดิน ทางกันอย่างรวดเร็ว วิ่งๆ เดินๆ ต้องคอยหลบ พวกเรายิ่งแย่กระเป๋าใบใหญ่สัมภาระหนักๆ กว่าจะหาทางออกจากสถานีเจอ วุ่นวายพอสมควร ต้องหาเหยื่อถาม จนได้หนุ่มน้อยญุ่ปุ่นน่าตาน่ารัก มีน้ำใจที่จะบอ%

21.11.59 ตรอกฮิกาชิยาม่า

กล่องความทรงจำของการเดินทาง มีทั้งสุขและทุกข์
แต่เราเลือกได้ว่าจะบันทึกสิ่งใดลงไปในกล่องความทรงจำของเราเอง..

ตื่นเช้าหน้ายังสดใสได้อยู่ ไม่มีใครยอมใครนะเนี่ย ต้องละมือจากช้อนส้อม

วันนี้ตื่นตี 5.00 ถ้านับเวลาไทย ก็เป็นตี 3 และกำลังหลับฝันหวาน เวลาจะเร็วกว่าไทยเรา 2 ชั่วโมงแต่ทำไงได้เราต้องทำเวลาให้คุ้มค่า และคิดว่าคงได้นอนกันเต็มที่แล้ว สดชื่นเลย ต่างรีบอาบน้ำแต่งตัว อากาศข้างนอกหนาวเย็นลมพัดสบายๆ รีบอุ่นอาหาร ที่นี่จัดว่าบริการดีเยี่ยม เตรียมกาแฟจัดไว้ให้บริการตัวเอง พร้อมขนมปังเบเกอรี่อย่างดีให้เราได้ทานมื้อเช้า แต่ต้องล้างแก้วล้างจานเองก็งานถนัดอยู่แล้วสาวๆ เราล้างจานเก่งกันทุกคน

ขนมปังเนื้อนุ่มหนา ชอบมาก ทานได้ไม่อั้น

ก่อนออกไปเที่ยวเราถ่ายภาพหน้าตึกที่พักเล่นกันนิดนึง คนละภาพสองภาพ ตัวอาคารสีขาวออกแบบดีไซน์ได้ลงตัวจัดเป็น Boutique Hostel มีบริการให้เช่าจักรยานด้วย คอนเซปต์ที่อ่านมาเขาบอกว่าแสดงถึงเป็นกล่องชิ้นส่วนความทรงจำในการเดินทางของคุณ ไอเดียยอดเยี่ยมมาก

มุมผักผ่อนมีหนังสือดีๆ หลายประเภท ให้อ่านพร้อมคอมพิวเตอร์

ออกเดินข้ามถนนตรงไปที่สถานีเพื่อไปขึ้นรถบัสที่ห่างจาก hostel ไปประมาณ 5 นาที เดินกันไปถามทางกันไป อาจมีหลงบ้างแต่ก็สนุกดี จนเจอสถานีพวกเรารีบเข้าแถวขึ้นรถตามระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของญี่ปุ่น และพวกเรา 18 คนนี่มันยาวจริงๆ

วันนี้จะเที่ยวสองโซน เริ่มที่ย่านตรอกฮิกาชิยาม่า Higashiyama เป็นแหล่งเดินเล่นละลายเงินเยนอีกแห่ง ทางเดินจะเป็นเนินสองข้างทางเป็นร้านค้า ประมาณว่าบ้านเรือนในตรอกนี้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าขายของ ขนมพื้นเมือง งานเซรามิกที่เพ้นท์ลาย แต่ยังคงความเก่าแก่คลาสิคสไตล์ญี่ปุ่น โบราณมี ความเป็นเอกลักษ์ของเกียวโตในสมัยก่อน

เดินๆไป เจอร้านกาแฟถูกใจ ที่ขาดไม่ได้ ไม่ได้แต่งร้านเก่าแก่นะแต่ทันสมัย ชื่อร้าน % ARABICA Kyoto บาริสต้า ร้านนี้ได้รางวัลระดับโลกด้วย เห็นป้ายที่ติดอยู่ แถมยังเท่ห์แซบ สังเกตได้จากเพื่อนร่วมทริปของเราไปยืนออมองเครื่องชงกาแฟ ก็ไม่ใช่นะสายตาละลาย ไปพร้อมกับกาแฟก็ไม่ปาน รสชาติกาแฟนุ่มหอมดีจริงๆ สมแล้วที่ได้รางวัล

ออกจากร้านเดินต่อขึ้นไปถนนแคบที่เป็นเนินสลับพื้นราบ เดินจนเข้าไปในตรอกลึก ผู้คนต่างก็เริ่มทะยอยเข้ามาเที่ยวเยอะจริงๆ ไม่มีวันไหน ที่ไหนๆ คนน้อยๆ เลย ทั้งนักเรียนญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวต่างมากันเรื่อยๆ เราต้องแยกย้ายกันเดินไป ตามชอบ แล้วกลับมาเจอกันจุดนัดพบเหมือนเดิม

ไปต่อกันที่วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส นักท่องเที่ยวเยอะอีก แถมมีกลุ่มนักเรียนน่าจะเกือบร้อยคนมาเที่ยว อีกเต็มพื้นที่ไปหมดเพื่อรอถ่ายภาพหมู่กัน เจดีย์ 3 ชั้น ภายในวัดคิโยมิซึสีสดมากเดินถ่ายภาพจนพอใจแล้วเดินทางไปต่อ เพื่อไปนั่งรถบัสไปยังวัดโทฟุคุจิ

แต่มีเรื่องเล่า ที่นี่คนญี่ปุ่นจะมีระเบียบวินัย ในการเข้าคิวเข้าแถวก็เคยได้ยินมานานแต่ไม่ เคยมาสัมผัสด้วยตัวเอง ณ ที่ป้ายรถเมล์ เราคนไทยก็ต้องทำตามนิยม ก็เข้าแถวเรียงยาว 18 คน พอรถมาพวกเราก็ขึ้นรถกันไปแต่ไหงมีสาวๆ อีก 4 ท่าน อิๆ คงมัวยืนเม้าท์ยืนคุยกันเพลินไปหน่อย ทำให้ไม่สามารถขึ้นรถบัสคันเดียวกันได้คือมองไม่เห็นว่ารถมา แม้รถจะยังไม่เคลื่อนแต่คนขับ ปิดประตูแล้ว จะเรียกร้องอย่างไรก็ไม่เปิดง่ายๆ ไม่เหมือนบ้านเรา โชคดีไปที่ขึ้นต่อเดียว แล้วเรายังมี WiFi ก็เป็นเรื่องขำๆ นิดๆ กับประสบกราณ์ทริปนี้ คนเยอะเกินกว่าทุกครั้ง เราต้องเกาะกันไว้ห้ามพลัดหลงกันนะ

ยังยิ้มได้ ก็ไม่ได้พลัดหลงคนเดียวซะหน่อยเน้อ

วัดโทฟุคุจิเป็นสถานที่ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น คนล้นหลามก็พยายาม เก็บภาพให้ได้มุมดีที่สุด

ยังไม่หมดทริปวันนี้ปิดท้ายด้วย ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ หรือ ศาลเจ้าพ่อจิ้งจอกขาว สร้างขึ้นเพื่อถวายให้แด่เทพเจ้าแห่งการกสิกรรม เชื่อว่าสุนัขจิ้งจอก เป็นสัตว์นำสาส์นของเทพเจ้าอินาริ เพื่อให้พื้นที่นี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ

และที่โดดเด่นยังมีเสาโทริอิสีแดงส้ม เป็นพัน ๆ หมื่นๆ ต้น  ที่ตั้งเรียงรายติดๆ กัน กลายเป็นอุโมงค์เสาโทริอิที่ยาวถึง 4 ก.ม แสงอาทิตย์กำลังหมดไป แต่ยังถ่ายรูปได้อีกนิด ไม่ได้ถือขาตั้งกล้องมาต้องใช้วางบนพื้นถ่ายอย่างมือเบาที่สุด

ก่อนเข้าไปไหว้ศาลให้ใช้กระบวยตักน้ำล้างมือกันก่อน

ยิ่งเย็นยิ่งเริ่มหนาวและหิวได้อีก กลับที่พักกันมืดค่ำ วันนี้ห้องพักรวมหมู่บ้าน otop สำราญของเราคึกคัก

แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ทุกคนก็ยังหัวเราะเสียงดังลั่น รีบรื้อเอาของที่ช็อปปิ้งเดินกันขาลากขาเมื่อย ออกมาอวดสรรพคุณกัน พักรวมก็สนุกดีเน้อ ทีแรกยังคิดเลยว่ามันไม่ส่วนตัวหรือเปล่า ไม่เคยนอนรวมเยอะขนาดนี้ แต่เรื่องจริงสนุกมากๆ แค่เหนื่อยง่วงก็ปีนขึ้นเตียงใครเตียง มันรูดม่านปิดประตูผ้า เปิดเล่น Wifi กันไปตามอัธยาศัยที่สบายใจ ฝันดีพรุ่งนี้ยังไปเที่ยวต่ออีกเยอะ

22.11.58 Ohara ชานเมืองอันสงบนิ่งที่มีผู้คนมากมายมาเยือน

ความรัก อาจเป็นการเดินทางไปในที่ๆ หัวใจ ของใครบางคนกำลังหลงทาง
แล้วสุดทางสวยงามนั้น  อาจคือสถานที่แห่งรัก  ที่เราได้พบกัน..

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ตี 4.30 หลับกันเป็นตาย เค้าเรียกว่าเที่ยวเหนื่อยหรือเปล่า กิจวัตรเหมือนเดิมรีบเร่งอาบน้ำแต่งตัว เก็บของ ลงไปเตรียมอุ่นอาหารที่ซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน วาน เพราะมันเช้าเกินไปที่เขาจะเตรียมอาหารมื้อเช้าให้พวกเรา

คนญี่ปุ่นนี่เขาเดินเร็ว เดินทนกันมากนะเนี่ย

เมื่อทุกคนพร้อมแล้วออกเดินกันไป รอข้ามถนนไปยังสถานี Kyoto Station เพื่อนั่งบัส ที่จะไปสิ้นสุดที่ โอฮาร่า Ohara ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต เป็นสถานที่ๆ คนญี่ปุ่นนิยมมาเที่ยวกันมาก เราจะต้องนั่งรถออกนอกเมืองใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ตลอดเส้นทางวิวสวยงามผ่านถนนเลียบไปกับ แม่น้ำคาโมะ Kamo ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของเกียวโต มีคนทั้งเดิน วิ่งอออกกำลังกาย บ้างก็ปั่นจักรยานไปมา ตลอดเส้นทางกับอากาศยามเช้าดีๆ เขาว่าถ้าอยากชมเกียวโตอย่างลึกซึ้งต้องปั่นจักรยานเที่ยวจะได้เป็บภาพเก็บรายละเอียดผู้คนได้อย่างดี

จุดนี้สวยมากลำธารน้ำใสจริงๆ ทั้งที่เป็นคล้ายกับที่ระบายน้ำไม่มีขยะเลยนอกจากใบไม้

รถบัส แล่นออกนอกเมืองอย่างช้า ติดสัญญาณไฟจราจรอยูหลายจุดแต่ไม่ใช่ปัญหา ทำให้เราได้เห็นวิวอะไรๆได้อย่างช้าๆ ชัดเจน ผ่านทุ่งนาเนินเขา ต้นสนซีดาร์ที่สวยงาม แปลงผักเกษตรสลับกันไป ไม่นานก็ถึงเมืองโอฮาร่า เดินเที่ยวชมร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารอยู่หลายร้านเรียงรายกันไปตามทางจนถึงที่วัด San zen-in เป็นวัดในนิกาย Tendai ถึงตรงนี้ใครอยากจะเข้าไปชมในวัดก็ตามใจชอบแยกย้าย กันชื่นชมแล้วกลับมาที่จุดนัดพบกันด้วยใบหน้า ยิ้มแย้มปนเหนื่อยแต่สุขใจ งานนี้คือศึกในโลกโซเชียล ถ่ายภาพประชันกันเดินเหนื่อยกันยังไม่พอต้องพก Power Bank กับ Pocket WiFi เพื่อให้ไม่ขาดการติดต่อสื่อสาร ใครทานอะไรที่ไหนต้องมีภาพโชว์ ดีนะไม่เอาเข้าไปเก็บภาพในห้องน้ำด้วยหรือใครทำก็บอกมา


ปิดท้ายวันนี้แม้จะเที่ยวเมือง Ohara แค่ที่เดียวก็เหนื่อยเพลียกันแล้ว เพราะต้องเดินเที่ยวเยอะมากๆ เห็นว่าจะไปแช่ออนเซนกันด้วย แต่ด้วยคิวที่รอยาวนาน คงแช่ได้แค่เท้าเท่านั้น แต่พอ ขากลับนั่งรถบัสผ่านแหล่งช็อปปิ้งละลายเงินเยน สาวๆ ต่างหายเหนื่อย รีบวิ่งรีบเดินค้นหาของที่ตัวเองอยากได้จับจ้องมาตั้งแต่อยู่กรุงเทพ

เดินเล่นชมหมู่บ้านมองไปทางไหนก็สดชื่น สะอาดตา

และสุดท้ายแม้เที่ยวแค่ที่เดียว ขอบอกว่าชอบเมืองโอฮาร่านะ ชอบอะไรๆ ที่มันเป็นชนบทเกษตรกร เงียบๆ ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องทันสมัย.. ราตรีสวัสดิ์ คืนนี้เตรียม เก็บข้าวของสัมภาระจะใช้บริการแมวดำขนกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้เราจะเดินตัวปลิวเที่ยวเมืองนารา และช็อปปิ้งต่อก่อนไปพักที่เมืองโอซาก้า

หมดแรงนั่งรอรถบัสกลับเกียวโต

23.11.58 เมือง Nara

สิ่งดีๆ ที่ได้จากการเดินทาง ไม่ใช่แค่สถานที่ๆ ไป
แต่มันคือที่ๆ เรา ต่างได้ใช้ความสุขร่วมกัน แบ่งปันกัน ในแต่ละวัน..

  วันนี้ต้องบอกอำลา Piece Hostel Kyoto  ไม่ลืมจะถ่ายภาพหน้าประตูอีกครั้งเก็บไว้เป็นที่ระลึกประทับใจก่อนไป สำหรับมื้อเช้าทานง่ายๆ ที่ซื้อเตรียมไว้จากแฟมิลี่มารท์เมือคืน แต่เมื่อกลับมาถึงที่พัก ทางเจ้าหน้าที่โฮสเทลยังมีน้ำใจเหมาเตรียมเบเกอรี่เนื้อนุ่มๆ น่าทาน วางไว้ให้บนโต้ะอีกหลายถุงใหญ่ๆ เพราะเราคงไม่ทันได้ทานมื้อเช้าที่นี่ต้องรีบเร่งเดินทาง ช่างมีความใส่ใจลูกค้าจริงๆ

ล้างจานเก่งกันทุกคน

เก็บของกระเป๋าเป้น้อยๆ ของแต่ละคนออกเดินไปยังสถานีรถไฟ และเตรียมเติมเงินในบัตร ICOCA ก่อน เพื่อความรอบครอบไม่งั้นเดี๋ยวเงินหมด หรือไม่พอจะมีปัญหาเสียเวลาอีก ต้องขึ้นรถไฟแบบเร่งด่วน เรานั่งรถไฟจากเกียวโต Kintetsu Railway แล้วไปโผล่ที่สถานีเมืองนารา ประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราอยากเดินสบายๆ ก็เลยใช้บริการฝากกระเป๋าสัมภาระเล็กน้อยในตู้ Coin Locker ไม่ต้องถือให้หนัก ฮาๆ เผื่อใครจะได้เดินช้อปปิ้งเพิ่มเติมได้อีก แต่ห้ามลืมมาไขเป็นอันขาดและต้องจำให้ได้ว่าฝากไว้ที่สถานีไหนนะ เขาว่าจะถูกปรับถ้าฝากเกินเวลา 3 วัน ความปลอดภัยสูงไม่ต้องกลัวหาย ถ้าบ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง ตู้เงินสดยังแงะได้เลยคงต้องใช้เวลานานๆ เท่านานๆ กว่าจะเหมือนเพื่อนบ้านแบบนี้ที่มีระเบียบวินัย เคร่งครัด มีกฎหมายเด็ดขาด

อากาศเย็นสบายค่อยๆ เดินเที่ยวไปยังเมืองนารา ทันทีก็ได้เห็นกวางตามท้องถนน เดินกันเป็นว่าเล่นไม่กลัวรถชน แต่กวางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนารา ชาวนารามีความเชื่อว่ากวางเป็นสัตว์รับใช้เทพเจ้า ปัจจุบันเมืองนารามีกวางเดินอยู่อย่างอิสระทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า วัด หรือตามท้องถนน รถจะไม่ชนกวาง อ่ะคงคล้ายอินเดีย พี่วัวเดินกร่าง นอนกลางถนนก็ได้ ไม่มีใครชนหรือกล้าไล่ หรือฆ่าวัวเพราะถือเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธ์ เทพเจ้า.. เชื่อใครเชื่อไปไม่ล้ำเส้นความเชื่อของกันและกัน โลกจะสงบสุขสันติ

เดินไปที่วัดโคฟุคุจิ ที่มีเจดีย์ 5 ชั้น สวยงามใหญ่โตมากแต่ดูเงียบๆ คนน้อยอาจเพราะยังเช้าอยู่ เดินเที่ยวจนพอใจก็กลับออกมาเพื่อขึ้นรถบัสไปยัง สวนกวางนารา ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก แต่ถ้าเดินก็คงเหนื่อยแหละเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมืองนารา มีกวางเป็นพันๆ ตัว เดินไปอีกนิดติดๆ กันเป็นวัดโทไดจิ Todaij เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองนารา พันกว่าปีมาแล้ว วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกเมืองนารา

มันญี่ปุ่นนี่มันหวานอร่อยมาก เหมาะกับอากาศเย็นๆ กินไปป้อนกวางไป ถ้าเผลอกวางก็มางับแย่งได้ แต่ส่วนมากงับก้นเราอ่ะตลกๆ ดี

แต่มีอาหารกวางขายด้วยเรียกว่า แซมเบ้ 150 เยน มีราคานะเนี่ย เป็นแผ่นแป้งบาง แต่อดไปเลยน้องกวางกินมันเผาแบ่งกันไปก่อน เดินไป วัดโทไดจิ Todaiji temple วัดหลวงพ่อโตแห่งเมืองนารา เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตัววัดเป็นไม้ใหญ่มากๆ แต่เราไม่ได้เข้าไปถึงข้างใน แค่ยืนเกาะดูก็รู้แล้วว่าสวยแต่คนเยอะเหลือหลายที่ประตูทางเข้าไม้ขนาดใหญ่ด้านหน้านั้น มีรูปปั้นขนาดใหญ่เฝ้าประตูอยู่ทั้งสองข้าง เราพักนั่งตรงขั้นบันได ทอดสายตามองประชาชนคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวนานาชาติต่างๆ ก็สนุกล่ะ เขาจะคิดว่าเหมือนโรคจิตเปลานะแค่ส่องกล้องถ่ายบางคนที่ดูเก๋ๆ น่ารักๆ ชอบดูพฤติกรรรมของคนทั่วๆไป ว่าเขาทำอะไร แต่งตัวอย่างไร แฟชั่นกันแบบไหนแล้ว

เดินต่อกันไปถ่ายรูปไป จนถึงจุดที่นัดเจอกันอีกครั้ง ก่อนที่เราจะไปนอนที่เมืองโอซาก้า นั่งรถเมล์กลับไปที่ JR Nara Line เพื่อไปโอซาก้า สาย Yamatoji Rapid ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ถึงโอซาก้าโผล่ขึ้นพื้นดิน ฝนก็ตกโปรยปรายต้อนรับทันที ต้องรีบวิ่งกันไปซื้อร่มซะหน่อย จะได้ดูโรแมนติคเหมือนที่เห็นในหนัง ร่มอาจแพงไม่ว่า ขอข้าสักครั้งแบบหนุ่มสาวยุ่น

แต่ไม่หนักหนาเลย กางปุ๊ปฝนหยดๆ เซ็ง เดินไปอีกนิดก็ถึงที่พักที่ใหม่ คืนนี้หมู่บ้าน o top แสนสำราญของเราไม่มีแล้ว เราจะต้องแยกกันนอนเป็นห้องน้อยๆ เรียวกังบ้าง ปีนกังบ้าง ห้องน้ำรวมฮาเฮ และต้องจับฉลากเลือกห้องกันด้วย แต่ไงคืนเดียวเอง นอนๆ กันๆไป

แหล่งละลายเงินเยน

ช่วงวันท้ายๆ แล้วก่อนกลับ คงเน้น shopping กันมากกว่าจะนอน เช็คอินที่พักเสร็จเราก็เตรียมออกท่องราตรีนี้ยังอีกยาวไปเลย หิวมากรอมานานานแล้วจะได้กินปูขนแบบไม่อั้นซะหน่อย แต่ไงรสชาตก็งั้นๆ ปูบ้านเราเด็ดกว่าคิดมโนขนาดนั้นถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู้ดคงยอดมาก ก็กินๆ ไปให้รู้ จบทริปวันนี้ขาอ่อนหมดแรงจริงๆ เดินเยอะมาก กลับที่พักยังงงๆ เดินไปโผล่อีกทางออก ที่ไม่ใช่ที่เดิมต้องเดินข้ามถนนอ้อมออกมานิดนึงจนถึงที่พักลอง จิบเบียร์ญีปุ่น ก่อนนอนเหมือนน้ำผลไม้เลย ฝันดีพรุ่งนี้เที่ยววันสุดท้ายแล้วก่อนกลับ อย่างไรก็รักเธอประเทศไทยไปไหนมาไหนสนุกสวยแค่ไหนก็ คิดถึงมากๆ ข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวเผ็ดๆ กับร้านนวดตัวดีๆ ซะหน่อย ใช้ร่างกายเยอะ ตื่นเช้าตรู่ แต่ก็แลกมาเพื่อความสุขของการเดินทางท่องเที่ยวสักครั้งในชีวิตไม่เสียดายเลย