27.12.2014 เริ่มเดินทางไกล

 วันหนึ่งในฤดูร้อนที่กรุงเทพฯ อันแสนร้อนระอุ ฉันเพียงหลับตานึกถึงเมืองที่มีภูเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนฉาบแสงอาทิตย์ยามเช้า อากาศหนาวเย็นสดชื่น บ้านเมืองผู้คนต่างมีแต่สีสันคัลเลอร์ฟูลสุดๆ สดใสกันเต็มที่ และกลิ่นเครื่องเทศตลบอบอวล ที่นี่คืออินเดีย สไตล์ที่หลากหลายไม่เหมือนใครในโลก บางคนอาจไม่ชอบไม่อยากมา ฟังแล้วยี้ๆ ว่าไปทำไมอินเดีย สกปรก เหม็นกลิ่นแขก อันตราย แต่สำหรับฉัน ฉันหลงรักประเทศอินเดียได้อย่างง่ายๆ

    ทุกสิ่งอย่างมันอยู่ที่เราเลือกจะจดจำแต่สิ่งดีๆ ก็ไม่มีที่ไหนดีไปหมด ปลอดภัยไปตลอด แน่นอนว่าไม่มีใครอะไรสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราแค่ระมัดระวังมากขึ้น กับทุกก้าวไม่ประมาท สิ่งที่ผ่านมา ผ่านไป คือประสบกราณ์ของชีวิต ทำให้เรารู้ว่ามีเรื่องร้ายๆ ก็ต้องมีเรื่องดีๆ ตามมา เฉกเช่นโลกนี้ไม่มีแค่สีดำหรือสีขาว แต่ยังมีสีอื่นๆ ให้ชื่นชมงดงาม เมื่อเราเดินทางท่องเที่ยว เราต่างต้องมีชะตาชีวิตร่วมกันในการเดินทาง สิ่งรอบๆ ตัว ยิ้มหัวเราะไปด้วยกัน ที่ไหนๆ ก็มีความสุข ถ้าเรามองโลกในแง่บวก แล้วมันก็ผ่านพ้นไป…

เราเดินทางจากสุวรรณภูมิเที่ยวบินตี 5.00 ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยคืนนี้มารอสนามบินแบบใจเย็นเวลาเหลือเฟือ เพื่อบินไปอินเดีย ที่สนามบินโกลกัตตา (Kolkatta) จะใช้เวลาแค่เพียง 3 ชั่วโมง แล้วรีบต่อเครื่องบินภายในประเทศไปลงที่สนามบินบักโดกราใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เวลาที่นี่ช้ากว่าเมืองไทย 1.30 ชั่วโมง

แต่แล้วอะไรๆ ก็เป็นไปได้จริงๆ การเดินทางที่คิดว่าถึงจุดหมายที่สนามบินโกลกัตตาแล้วซะอีกเครื่องบินได้ลงจอดที่สนามบินที่ชื่อไม่คุ้นเลยกับที่หาข้อมูลก่อนมา แต่เราก็ไม่รู้แน่ในตอนนั้นว่าไม่ใช่จุดหมาย ทันทีที่เครื่องลงจอดนิ่งเรารีบปลดเข็มขัด เตรียมขนกระเป๋าลงกันอย่างตื่นเต้น

แล้วก็ได้รู้แน่ว่า ที่นี่ไม่ใช่จุดหมาย ไม่มีการเปิดประตูให้ลง พวกเรางง หน้าเสียกันว่าเกิดอะไรขึ้นความจริงนักบินได้พูดแจ้งไปแล้วก่อนลงจอด แต่แบบว่าฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ คิดว่าแค่แจ้งว่าถึงแล้วแค่นั้น แต่ที่นี่มันคือสนามบินนานาชาติราชีฟ คานธี ไฮเดอราบัด (Rajiv Gandhi International Airport) ตั้งอยู่ในเขตอินเดียใต้ ห่างจากสนามบินโกลกัตตาไปตั้ง 1,483 km ใช้เวลาบินไปเกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากที่ปกติถ้าถึงสนามบินโกลกัตตาก็แค่ 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้นเอง ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเนื่องจากสภาพอากาศไม่ดีมีเมฆหมอกหนาไม่สามารถบินไปตามเส้นทางบินเป้าหมายได้ต้องหาที่สะดวกลงจอดเพื่อความปลอดภัย เราต้องนั่งรอด้วยใจคอไม่ดีกันว่าจะทำอย่างไรไม่เคยเจอเหตุแบบนี้ และเรายังต้องลงต่อเที่ยวบินภายในเพื่อไปสนามบินบักโดกรา Bagdogra เพื่อไปเจอคนขับรถที่จะพาเราต่อไปยัง สิริกูริ (Siliguri) และเมืองกังต๊อกต่ออีก เริ่มตีสนิทหนุ่มอินเดียใจดีบนเครื่อง โชคดีที่พูดภาษาไทยได้บ้าง ยิ่งตีซี้กันไปเลยพี่ไทยอย่างเราๆ เพื่อขอใช้มือถือโทรหาทาง umer เพื่อนชาวอินเดียที่รอรับที่สนามบิน ว่าจะยกเลิกเลื่อนบินได้หรือไม่ หรือจะทำอย่างไรดี คงไม่ทันเที่ยวบินแน่นอน เสียเงินฟรีๆ รอนานเกือบสองชั่วโมงได้ เครื่องบินก็ออกบินท่ามกลางความดีใจแล้วก็สามารถบินถึง สนามบินบักโดกรา Bagdogra ได้อย่างกระวนกระวายใจ ลงจอดรีบเข้าประตูไปยื่นจัดการ visa online ที่ทำกันมาอย่างรีบร้อน แต่คนอินเดียช่างเชื่องช้า หวานเย็นมากๆ กว่าจะผ่านไปรับกระเป๋าก็หากระเป๋าไม่เจอแล้วที่ช่องสายพาน แต่มีเจ้าหน้าที่อินเดีย เก็บไว้ไปกองรวมกันเพราะเราช้าสุดๆ รีบเด้งออกหน้าประตูไปติดต่อเที่ยวบิน แต่ก็โชคร้ายไม่มีเที่ยวบินต่อไปเลยเต็มๆ ไปหมด คืนเงินไม่ได้ด้วยที่พลาดทำได้คือต้องหารถเช่าขับต่อไปยังเมืองกังต๊อก ตามคำแนะนำของกลุ่มวัยรุ่นคนไทยที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน เราเช่ารถ 2 คัน สภาพแบบว่ามีให้ไปก็ดีแล้ว ดีกว่าอยู่ที่เมืองนี้นานทำให้เสียเวลาเที่ยวไปอีก 1 วัน รีบแบกสัมภาระขึ้นรถยี่ห้อนี้เพิ่งเคยนั่งนะนั่นMahindra มาฮินดรา 4 ประตู SUV สภาพเก่าแต่คนขับหนุ่มชื่อ รุสกี้ หน้าตาหล่อคมเข้ม แต่ห้ามพิจารณามาก เข้าใจตรงกันนะ ขับได้สมกับสไตล์อินเดียมาก ตบไฟสูงแซงขวาบีบแตรตลอดทุกเส้นทางพร้อมเปิดเพลงอินเดียให้ฟังตลอดเส้นทางที่หวาดเสียว ถนนหนทางที่ยากลำบาก ฝุ่นจากถนนที่ยังสร้าง หรือสร้างไม่เสร็จหลายกิโลตลอดเส้นทาง ดีอย่างเดียวที่อากาศดีเย็นสบาย เราพักรถแวะจิบชา และอาหารตามสภาพที่จะหาร้านได้ กินได้บ้างไม่ได้บ้างไปตามชะตากรรมแล้วแต่คนขับจะแวะให้เรา

28.12.2014 ขับไปถึงจุดหมายเมืองกังต็อก (Gangtok)

ขับไปจนเริ่มเช้าของวันใหม่กับเส้นทางโหดๆ ทั้งปาดแซงกันอย่าง ชำนาญตลอดคืน แวะอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ถึงที่หมาย แต่รุสกี้คนขับอินเดียของเรา อึดมาก แม้หน้าตาอิดโรยแต่ก็ยังขับได้ มีบางครั้งที่เกียร์เกิดขัดข้องเล่นเอาตกใจเหมือนกัน กลัวรถจะเสียกลางทางแต่ก็ยังคงวิ่งต่อไปได้ และเราแถมยังตีสนิทขอใช้มือถืออันแสนเก่าแก่ ยี่โนเกียรุ่นเก่ามากๆ เลยจำไม่ได้ล่ะ แต่มันมีค่ามากสำหรับคนเดินทางอย่างเราเพื่อโทรติดต่อหาคนขับรถชื่อ Sonam ที่จะมารับช่วงขับพาเราไปเมืองกังต๊อกและที่พักของเราที่ได้จองกันไว้ โชคดีทริปนี้มีพี่แขกที่แสนน่ารัก ร่วมชะตากันเดินทางมาช่วยเป็นล่ามสื่อสารได้เก่งมาก

รถวิ่งมาประมาณบ่าย 3 โมงเย็น ก็มาถึงจุดที่โทรนัดไว้ คิดดูชีวิตเราเปลี่ยนทันทีที่ตกเที่ยวบินเมื่อวานนี้ แทนที่จะใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงในการเดินทางกลับได้ใช้เวลาถึง 20 ชั่วโมงในการนั่งรถข้ามเมืองไปยังอีกเมืองๆ แต่ไงก็เถอะต้องขอบคุณนักบินที่ตัดสินใจลงจอดสนามบินอื่นที่ห่างไกลออกไปคนละทิศ ทำให้ตกเที่ยวบินและเสียเวลา แต่ทำให้พวกเราปลอดภัยก็ดีที่สุดแล้ว


เมือถึงที่จุดนัดเปลี่ยนรถและคนขับ แต่เป็นคนขับรถที่ Sonam จัดการให้มาขับแทนทริปนี้ชื่อ มีนุส สาวๆ กรี๊ดอีกทีแก้เซ็ง หุ่นผอมบอบบาง เป็นหนุ่มน้อยรุ่นใหม่ทันสมัย วัยเพียง 24 ฟังเพลงสากลตลอดทาง เช้าๆ จะเปิดเพลงสวดมนต์ทิเบต ก่อนเข้าเพลงโย่วๆ โดนแซวไปตลอดทางแก้เบื่อเพราะหนทางยาวไกล

มีนุสพาเราไปยังจุดหมายต้องผ่านทางเข้าด่านที่จุดผ่านแดนรัฐสิกขิมที่เมือง รังโป (Rangpo) ต้องยื่นเอกสารพาสปอร์ต วีซ่าใบคำร้องในการผ่านประตูเข้าออก สิขิม เพื่อประทับตราเข้าออกอยู่ได้ประมาณ 15 วัน กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ก็ออกรถท่ามกลางความมืดเข้าปกคลุมและหนาวเหน็บ ที่นี่พระอาทิตย์ตกเร็วและมืดเร็วมากๆ จากจุดด่านนี้ต้องไปอีก 40 km รถวิ่งไปเรื่อยๆ ไม่ถึงสักที ผ่านหุบเขาไต่กันขึ้นไปเรื่อยๆ บางคนหูอื้อ เมื่อยกันไปตามแต่สังขาร 555 ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างบ้านในหุบเขาได้เก่งเพียงนี้มนุษย์โลกเรา

จนถึงเวลาดีๆ 8.20 น. ถึงเมืองกังต็อก เป็นเมืองหลวงของสิกขิมอยู่ด้านล่างเทือกเขาหิมาลัย มีชาวเนปาล ภูฏาน และชาวอินเดียเป็นส่วนใหญ่ รถขับขึ้นถนนที่เป็นภูเขาขึ้นเนิน

สูง วิ่งลงถนนไปอีกขั้นไม่น่าเชื่อว่าจะขับสวนกันได้ ต้องชำนาญทางมาก อย่างน้อยก็ต้องบังคับไม่ให้รถไหลลงเขา ที่โรงแรมนี้ที่เป็นที่พักชื่อซิลค์ รูท เรซิเดนซี (Silk Route Residency) ที่พักสำหรับที่เมืองกังต็อก 2 คืน จากที่ต้องเป็น 3 คืน เราพลาดไปแล้ว ก็จำใจกัน รีบเช็คอินยกกระเป๋าเข้าห้องพักกันอย่างเพลีย แล้วออกมาทานอาหารเย็นมื้อแรกที่ทานอย่างมีความสุขก่อนนอน คืนนี้หลับตาฝันดีกับที่นอนนุ่มๆ สะอาด ได้อาบน้ำซะที หลังจากที่ต้องนั่งขดกันในรถ หลับบ้าง ตื่นบ้างด้วยเส้นทางยากลำบาก ตื่นเต้นตลอดเส้นทาง ช่างน่าสงสารตัวเองและเพื่อนร่วมทริปจริงๆเลย แต่พวกเราก็ยังยิ้มได้ ราตรีสวัสดิ์

29.12.2014 ไปทะเลสาบฉางโก (Changu Lake)

ยามเช้าที่หนาวเย็นเมืองกังต็อก (Gangtok) อุณหภูมิวัดได้ตอนนนี้อยู่ที่ 9-11 องศาเซลเซียส แต่เราก็ยังตื่นมาอาบน้ำสระผม เพราะมีน้ำอุ่นบ้างไม่อุ่นบ้างแล้วแต่จังหวะ แต่หนทางที่ผ่านมาจากเมื่อวานยาวไกลฝุ่นเยอะกับบนถนนหนทางทำให้ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดเข้าไว้ แม้จะหนาวเพียงใด อาบน้ำแต่งตัวเสร็จอย่างมิดชิดสองสามชั้น ลงมาทานมื้อเช้ากันอย่างสดชื่น ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะได้นอนพักผ่อนกันเต็มที่แล้ว

เตรียมเริ่มท่องเที่ยวแบบจริงๆ กันซะทีอาหารมื้อเช้าของโรงแรมนี้คือไวไว กับไข่เจียว แซนวิส น้ำส้ม ก็นะ กินไปเพื่ออยู่ ดีกว่ากินโรตีอ่ะ ออกเดินทางนั่งรถชมเมือง และเป้าหมายสำคัญจะไปทะเลสาบฉางโก (Changu Lake) มีนุสพาขับไต่เขาขึ้นๆ ลงๆ ไปตามทาง แวะจุดแรกที่จะขอจิบชาก่อน คือร้านบนเชิงเขาของพี่สาวมีนุสนั่นเอง ออกเดินทางต่อใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงไกลพอสมควร ระยะทาง 37 km เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์หรือทะเลสาปสวรรค์ของชาวสิกขิมด้วยความสูง 3,794 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นต้นน้ำของแม่น้ำลาชุงชู แม่น้ำ 1 ใน 2 สายหลักของสิกขิม ที่ไหลรวมกับแม่น้ำรังโปทางตอนใต้ของสิกขิม มีความเชื่อว่าสีของน้ำในทะเลสาบ และพยากรณ์เอาไว้ว่า เมื่อไรที่ทะเลสาบแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสีดำเมื่อไร นั่นหมายถึงว่า ในปีนั้นๆจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นแน่นอนและถ้าทะเลสาบแห่งนี้มีปลาเรนโบว์เทราต์ปรากฎตาให้เห็น แสดงว่าปีนั้นจะโชคดีเป็นอย่างมาก เราลงจากรถด้วยความดีใจ

ทะเลสาบฉางโกสวยงามมากจริงๆมีจามรียืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยว รีบถ่ายภาพเก็บไว้ใจแข็งว่าจะไม่เสียเงิน ขี่มันและสงสารมันด้วย ถ้าเราขี่มันกลัวจะหนักอ่ะ เลยรีบเดินถ่ายภาพ โดยไม่สนใจเจ้าของจามรีที่เดินมาถามจะให้เช่าขี่ จามรีเป็นสัตว์ที่พบได้ตามแถบเทือกเขาหิมาลัย ดูๆไปก็คล้ายควายนะนั่น แต่เขามันเล็กกว่า ถ่ายภาพจนพอใจ

เริ่มรู้สึกผิดปกติกับตัวเอง อยู่ๆ หัวใจก็เริ่มเต้นถี่ เหนื่อยมากๆ เหมือนใจจะขาดมันเต้นตุ้บๆ แบบจะระเบิดออกมา เริ่มรู้ตัวว่าคงป่วยหรือเป็นโรคอะไรแน่ ต้องยืนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว เพื่อนร่วมทริปต่างงงกับตัวเรา ว่าไหวมั้ย จะถ่ายภาพได้หรือไม่ อารมณ์เริ่มปรวนแปร ก็พยามสู้ๆ ยืนสงบนิ่ง คิดว่าไม่เป็นไรมั้ง แล้วเราก็ยอมใจอ่อนขี่จามรีทั้งที่ใจเต้นเหนื่อยๆ แบบว่าไม่อยากยืน อยากนั่งมากกว่า ขี่กันถ่ายภาพกันอย่างสนุกทุกท่วงท่า แล้วออกเดินไปอีกจุดที่เป็นเนินเขา ทีนี้เพื่อนร่วมทริปทุกคนต่างเป็นเหมือนๆ กันอาการเดียวกันซะแล้ว คือเหนื่อยหายใจไม่สะดวก นี่กระมังเรียกว่าเพื่อนตายแน่แท้ 555 มารู้ทีหลังว่าเป็นอาการของแพ้ความสูง AltitudeSickness เนื่องจาก ยิ่งสูงออกซิเจนยิ่งน้อยกว่าเดิมเป็นการปรับสภาพร่างกายให้รับออกซิเจนให้ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายไม่เท่ากัน ถ้าโชคไม่ดีคงหัวใจวายตายได้แน่นอน เดินชมทะเลสาป มองดูทิวธงมนตราหลากสี ที่เป็นของชาวพุทธนิกายวัชรยาน หรือพุทธศาสนาแบบทิเบต พลิ้วไหวมีสีเหลือง คราม แดงเขียว และขาว แทนธาตุทั้งห้า คือดิน นํ้า ไฟ ไม้ เหล็ก ตามคติของชาวทิเบตเนปาล

จารึกบทสวดชัยมงคลคาถาก่อนนำไปประดับแขวนบนภูเขาสูงให้ ลมช่วยพัดพามนตราปกป้องผู้คนให้รอดพ้นสิ่งชั่วร้ายและสงบสุข -สีเหลือง ธาตุดิน หมายถึง ร่างกายเรา -สีน้ำเงิน ธาตุน้ำ หมายถึง จิตวิญญาณของเรา -สีขาว ธาตุลม หมายถึงลมหายใจของเรา -สีแดง ธาตุไฟ หมายถึงความอบอุ่นในร่างกายเรา -สีเขียว ธาตุไม้ หมายถึงเลือดในกายเรา ชื่นชมทะเลสาบกันจนพอใจ

สภาพอากาศเริ่มหนาวกว่าเดิม อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาสังเกตจากบนท้องฟ้ามีเมฆหมอกลอยมาปกคลุมดุน่ากลัวเหมือนกัน เส้นทางทีขับลงไปก็เป็นทางที่มีหินดินถล่มกันอยู่บ่อยๆ จากที่ศึกษามา เราต้องรีบจากลาที่นี่แล้ว มีนุสก็พาเราผ่านไปลงเขาสูงคดเคี้ยว แวะที่ร้านพี่สาวตัวเองอีกรอบพักรถ ที่นี่เราก็อุดหนุนสินค้าเล็กๆ น้อย และทานมื้อบ่ายแก่ๆ ไม่รู้จะสั่งอะไรก็ไม่พ้นไข่เจียวร้อนๆ กับไวไว และโมโม่ หรือเกี๊ยวซ่า ไส้ผัก เป็นอาหารทิเบตที่ขึ้นชื่อนั่นเอง ทำได้อร่อยมากร้านพี่สาวมีนุสนี่ หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร ก่อนบอกลาไม่ลืมถ่ายภาพร่วมกันอีกครั้ง ไปเที่ยวต่ออีกที่คือ หนุมานต็อก หรือ วัดหนุมาน สิกขิม เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่หนุมาน ศาสนาฮินดู ชาวสิกขิมบูชาและเคารพท่านในฐานะเทพผู้กล้าหาญนับถือเป็นอย่างมาก เริ่มเย็นแล้วพระอาทิตย์กำลังลาลับอย่างรวดเร็วหมดไปอีกวัน

รีบเดินทางกลับที่พักด้วยอากาศหนาวเย็นปกคลุมมาอีกรอบวัน แต่ไงเรายังสู้เพราะถัดจากนี้จะเป็นการเดิน shopping สาวไทยบอกแล้วไม่แพ้ชาติใดในโลกหนาวแค่ไหนยอมกันไม่ได้ 555 มีนุสพาเรามายังจุดที่เรียกว่า MG Marg ถนนมหาตมคานธี มาร์ก (Mahatma Gandhi Road) เป็นจุดที่มีของขายมีร้านค้าหลายร้านที่นี่ ไม่ลืมที่จะต้องถ่ายภาพรูปปั้นของมหาตมคานธีเป็นที่ระลึกกัน เดินกันจนมืดค่ำหนาวเหน็บสั่นกึกกักกันไป ร้านรวงเริ่มปิด นี่แค่ทุ่มกว่าๆ เองนะเรารีบวิ่งขึ้นรถพากลับไปโรงแรมก็พรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้าเตรียมเช็คออกจากที่นี่เพื่อเดินทางไปยังเมืองดาร์จีลิ่ง

30.12.2014 สู่เมืองดาร์จีลิ่ง

นมัสเต ยามเช้าตรู่ วันนี้ตื่นเช้าๆกว่าใครๆ แน่นอนเวลา ตี 5 คงไม่มีใครบ้าตื่นมาอาบน้ำ เกือบ 6 โมงแต่งตัวเสร็จ รีบคว้ากระเป๋าพร้อมขาตั้งกล้อง ลงมาล็อบบี้โรงแรม ประตูยังไม่เปิด แต่ข้าพเจ้าเปิดเองเลย

เดินออกไปที่ถนนยามเช้ามันหนาวเหลือเกิน ลัดเลาะเดินไปตามทางที่สูงชันขึ้นไปบนสะพาน ก็ลักษณะเมืองกังต๊อกนี้ เป็นที่ราบบนเนินเขา สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทางต่างๆ อยู่บนเนินเขาไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ต้องค่อยๆ เดิน ขาลงไม่เท่าไหร่ แต่ขาขึ้นอินี่ฉ้านเหนื่อยนะ คนอินเดียตื่นเช้าขยันกันมาก ขยันเดิน ไปไม่ไกลเท่าไหร่ กลัวเดินกลับมาช้า

เพราะวันนี้วันสุดท้ายแล้วต้องจากลา เมืองกังต๊อก เดินทางไปยังเมืองดาร์จีลิ่งต่อ รีบเดินชมเมืองคนเดียวและบันทึกภาพ รอเวลาดีๆ เมือแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้นสีทองสาดขึ้นมากระทบกับยอดเขาคันซุงจังก้า kanchenjunga mountain ไม่สามารถละสายตาไปไหนได้เลย เพราะเป็นแสงที่สาดมาอย่างเร็วแล้วค่อยๆ จางลงกลืนเป็นแสงขาวหายไป เป็นภาพที่สวยงามมากสำหรับฉันรีบบันทึกไว้ในกล้องและในหัวใจที่ครั้งหนึ่งของชีวิตได้มีโอกาสมาไกลแบบนี้

พระอาทิตย์ยังถ่ายได้ที่ไหนๆ ก็มี แต่ภูเขาสูงสวยแบบนี้พลาดไม่ได้เพราะสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก เลยล่ะ และภาพของยอดเขาจะเปลี่ยนแปลงไปตามเมืองที่เราจะไปเที่ยว อีกที่ คือดาร์จีลิ่ง เนื่องจากมุมมองคนละทิศนั่นเอง ถ่ายภาพเสร็จรีบเดินกลับเข้าโรงแรมทานอาหารเช้ากับเพื่อนๆ แล้วเก็นสัมภาระขึ้นรถออกเดินทางต่อ มีนุสคนขับได้พาไปที่จุดชมวิวชื่อ ตาชิ วิวพอยท์ กลางเมืองกังต็อก Tashi View Point ฟ้าสวยใสมากมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจน ถ่ายภาพกันจนพอใจ ทั้งหนุ่มอินเดีย ทหารๆ ก็ไม่เว้น หมดท่าเลยล่ะ

ออกรถต่อไปยังวัดที่สำคัญอีกที่ คือ วัดรุมเต็ก Rumtek Monastery อยู่ห่างจากกังต็อกมาทางตะวันตก 24 km. ออกจากวัดก็เริ่มหิวโหย คนขับมีนุสแวะข้างทางเป็นเพิงกระต็อบแต่วิวไม่ธรรมดาคือเทือกเขาหิมาลัยอันแสนโรแมนติค นั่งเก้าอี้พลาสติกบนโต้ะเลอะๆ นิดๆ หน่อยๆ พร้อมสั่งมาม่า แห้งชาม น้ำสองชาม พร้อมมันฝรั่งเลย์ รส มาซาล่าเกิดมาเพิ่งเคยกิน ราคาถูกมากด้วย แต่ไงเลย์บ้านเราก็เหมาะกับเรามากกว่า กินมากไม่ดีทำให้ไตพังแน่นอน รสเค็มและมีกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรงเข้มข้นสไตล์อินเดีย ยิ่งขนมหวานนี่ยิ่งไม่แตะเลย มีขนมอย่างนึงเราเห็นที่โรงแรมเสริฟ ดีใจมากคิดว่าเป็นลิ้นจี่ในน้ำเชื่อม ดีใจสุดไปบอกเพื่อนให้ไปหยิบมา ทีไหนได้มันไม่ใช่ผลไม้ ไม่ใช่ลิ้นจี่ เป็นขนมหวานอินเดีย ชื่อ รัสกูล่า ทำจากนมสดและน้ำตาลและอะไรอีกไม่รู้ แต่รสชาติกินไม่ได้อะจะอ้วกมันแปลกๆ น้ำตาลเรียกพี่เลย คนอินเดีย หนักหวานมากไม่ใช่เบาหวานนะ

หมดละทริปวันนี้ออกเดินทางต่อไปดาร์จิลิ่ง ระยะทางไกลถึงเกือบ 100 km เส้นทางสวยงามเป็นภูเขาสลับซับซ้อนโค้งเยอะมาก ความมืดเริ่มปกคลุมอย่างรวดเร็วมองไม่ค่อยเห็นถนนหนทางเลย รู้แต่ว่าถ้าถึงตอนเช้ามีแสง ถนนนี้จะสวยงามมากๆ เพราะมีต้นสนใหญ่ๆ สลับเรียงรายกันไปริมถนนที่เป็นภูเขา 6.00 ถึงที่พักอย่างเหนื่อย นั่งลุ้นมาตลอดทางคิดว่าน่าจะถึงแล้วแต่ยังไม่ถึงสักที ถ้าบางคนมีอาการแพ้หรือเมารถได้ง่ายๆ คงไม่สามารถมาเที่ยวได้เลย อากาศที่ดาร์จิลิ่งหนาวมาก

ลมแรงคิดว่าจะไม่หนาวเท่าเมืองกังต็อกซะอีก นี่ทานอาหารแล้วคงเข้านอนกันแต่หัวค่ำเลย ออกไปเดินไม่ไหวแล้วละ อีกอย่างพรุ่งนี้ สินะรู้ยัง ตี 3.00 น. ต้องบ้ากล้าตื่นมาอย่างน้อยแปรงฟัน แต่งตัวกระฉับกระเฉงไปยังจุดชมวิวอีกแห่ง ขับรถไปประมาณ 11 km ที่จุดชมวิวไทเกอร์ฮิลล์ Tiger Hill ชมวิวเทือกเขาหิมาลัยในยามพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง TT ราตรี

31.12.2014 ดูแสงแรก คันเชงจุงก้า

ขณะนี้เวลาตี 2.00 น. กว่าๆ เท่าไหร่ไม่รู้ตาจะลืมไม่ขึ้น งัวเงียปิดเสียงปลุกจากมือถือที่ตั้งเวลาไว้เพื่อตื่นมาตามนัด คนขับมีนุส นัดเราเมือคืนที่ผ่านมาว่า 3 am พวกเรายังต้องย้อนถามไปใหม่แบบต่อรองเป็น 8 am ได้มั้ย มันเช้าเหลือเกิน จากที่ประสบกราณ์เคยตื่นมาชมมาถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นที่เมืองไทย ว่าเช้าแล้วนะ อันนี้เรียกว่าแทบไม่ได้นอนกัน ต้องจำยอมลุกจากเตียงแปรงฟันล้างหน้าก็พอแล้ว รีบแบกกระเป๋ากล้องขาตั้งกล้องยืนโงนเงนๆ ก็ยังอาลัยอาวรณ์กับที่นอนอยู่

แต่คิดไว้ว่าเรามาเที่ยวนะ ไม่ได้มานอน จะพลาดในการนี้ไม่ได้ ทุกคนลงมาพร้อมที่ lobby ตี 3 ตามเวลานัดแต่คนขับรถมาช้าซะแล้ว ก็ไม่ว่ากัน เข้าใจดี หรือว่าเขาอาจกลัวเราช้าเลยเลทๆ หน่อย แต่ก็ปาไปเกือบตี 4 ถึงมารีบขึ้นรถ จากที่นี่ใช้เวลาไป ที่จุดชมวิวไทเกอร์ฮิลล์ Tiger Hill ประมาณ 10 km เราต้องไปเร็วๆ เพราะจะมีคนมาชมกันเยอะแน่นอน ไหนจะประชาชนคนอินดียอีกมาก เมือถึงจุดที่ทางเข้าคนขับลงไปซื้อตั๋วให้เราผ่านประตูเข้าไปรถจอดอยู่หลายคันและเริ่มทะยอยมาเต็มพื้นที่ เปิดประตูรถออกไปอากาศหนาวเย็นมาๆ ลมก็แรง บนท้องฟ้ามืดๆ ยังมองไม่เห็นภูเขา แต่ดาวสวยมากๆ เรารีบยื่นบัตรเดินกันขึ้นไปบนอาคารสูง เขาสร้างไว้ให้นักท่องเทียวที่เสียเงินไปนั่งชม ข้างบนมีเก้าอี้วางเรียงๆ เป็นแถว โชคดีไปก่อนเลือกหน้าสุดนั่งเรียงๆ กันเลย ไม่นานประชาชนคนอินเดียก็แห่กันเข้ามา
พวกเราเริ่มกระชับพื้นที่ คนเยอะเริ่มฉุนกลิ่น และฉุนแขกก็น่าเกลียดมาเล่นมายืนตรงที่เรานั่งอาบังจริงๆ เราก็เลยยืนบ้างเปิดกระจกไปถ่ายภาพจะได้ไม่มีแสงสะท้อน แต่โดนอาบังข้างหลังตะโกนว่าแต่ฟังไม่ออกหรอก ดูแค่สีหน้าท่าทาง ไปมาแขกกับแขกจะตีกันเอง เราพี่ไทยขอบาย ลงไปถ่ายข้างล่างดีกว่าทนหนาวหน่อย แต่ไม่ต้องเหวี่ยงกะใคร จะทำให้อารมณ์เสียถ่ายรูปไม่สวย แต่กว่าจะลงมาได้ ต้องฝ่าวงล้อมแขกออกมาโอยๆ ไม่คุ้นกลิ่นนะเนี่ย แถมยังมีคนอินเดียตะโกนขายชาร้อนๆ กันสนั่นพื้นที่ ขยันกันจริง แต่เมื่อลงมาแล้วก็ไม่มีจุดที่เราสามารถจะแทรกตัวเข้าไปข้างหน้าได้เลยประชาชนคนอินเดียเต็มยึดพื้นที่และนักท่องเทียวอื่นๆ ต่างเบียดเสียดแน่นไปหมด เลยต้องตัดใจไม่ถ่ายแล้วพระอาทิตย์ขึ้นคิดว่าพระอาทิตย์ที่ไหนๆ ก็มี บ้านเราก็มีพระอาทิตย์ขึ้นนะ ปลอบใจตัวเอง ดูสีบนท้องฟ้าแล้วไม่สวยแน่ จากประสบกราณ์ในการถ่ายพระอาทิตย์มาหลายสถานที่ เลยถอยมาหาที่ยืนใหม่จนเจอที่ๆ เหมาะที่จะตั้งขาตั้งถ่ายแยอดเขาคันเชงจุงก้า แล้วเวลาดีๆ ก็เริ่มขึ้นได้ยินเสียงโห่ร้องดีใจหลายภาษาแสดงว่าแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แต่เรามองไม่เห็นและไม่อาจทิ้งมุมนี้ไปได้ เพราะเริ่มมีนักท่องเที่ยวบางคน เดินมาเบียด จะขอถ่ายตรงนี้บ้างพร้อมกับสูบบุหรี่รอ พ่นจนเหม็นควันไปหมด เราต้องโพกผ้าทั้งหัวทั้งจมูก อดทนใจเย็น และทนความหนาวเหน็บให้ได้ รอแสงแรกที่จะมากระทบบนยอดเขา แล้วไม่นานก็เกิดขึ้น แสงสีส้มทองๆ ก็พาดผ่านบนภูเขา

อย่างช้าๆ เป็นลำแสง ช่างเป็นภาพที่ตราตรึงในใจมากๆ เริ่มบันทึกภาพทันทีไม่ให้เสียเวลา แล้วก็เก็บภาพบรรยากาศผู้คนมากมายและเพื่อนร่วมทริปก่อนกลับมันสวยมากจริงๆ คันเชนจุงกา แปลว่าขุมสมบัติ ทอง เงิน อันญมณี ธัญพืช และคัมภีร์ศักสิทธิ์ ซึ่งก็คือยอดเขา 5 ยอดที่ประกอบกันขึ้นเป็นคันเชนจุงกา ความสูงระดับ 8,588 เมตร เป็นเทือกเขาที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ฉันเชื่อว่าคนโชคดีได้มีโอกาสดูพระอาทิตย์ขึ้นในชีวิตสักครั้ง ก็จะมีแต่การเริ่มต้นแต่สิ่งดีๆ ตลอดไปวันนี้ดูทั้งแสงอาทิตย์กับยอดภูเขาที่ยิ่งใหญ่และศักสิทธิ์ดั่งเทพนิยาย

พอใจแล้วล่ะสำหรับทริปนี้แม้จะลำบากยากเย็นหลายอย่างในการเดินทาง และอากาศที่หนาวเย็น ขับรถลงมาจากจุดชมวิวไทเกอร์ฮิลล์ ณ ตอนนี้หายง่วงแล้วกลับหิวข้าวแทน อยากกับโรงแรมแล้ว การจราจรคับคั่งรถรามากมาย ถนนก็แสนแคบ ยังจะขับแซงกันไปได้อีก มีนุสแวะวัดให้เราเที่ยวก่อน เพราะติดมากเหลือเกินพอดีมีที่จอดริมทางว่างชื่อวัดกูม Ghum Monastery เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของดาร์จีลิ่ง สร้างในปี ค.ศ. 1850 โดยลามะ ชาร์ลาป ยัคโช เป็นวัดในนิกายหมวกเหลือง

แต่เราเหนื่อยกันมากสำหรับเช้านี้ รีบถ่ายภาพแล้วเดินลงไปรอที่รถ เราขอเก็บภาพอีกนิด มีพระลามะเรียกให้เข้าไปหานั่งใกล้ๆ ท่านได้ยื่นเชือกทีดึงรั้งกงล้อมนตราขนาดใหญ่มาก ต้องออกแรงหมุนแล้วท่านก็สวดๆ ฟังไม่ออก ไม่นานเราก็หยุด พระลามะก็หันมามองเราก็เลยวางไปแค่ 10 รูปีที่ผ้า แล้วก็โดนเคาะไหล่ อย่างมือหนักๆ 1 ที และหัว 1 ทีเป็นอันเสร็จพิธี ไม่นานยังไม่ทันลุกยืนเลยก็มีคนอินเดียหลายๆ คนเข้ามารุมล้อมรอทำแบบนี้บ้าง เฮ้ยไม่ว่าจะทำอะไรต้องมีคนอินเดียตามอยู่เสมอ

สำหรับทริปนี้ รีบลงไปขึ้นกลับไปทานอาหารเช้าที่โรงแรมดีกว่า ทานอาหารเสร็จเราก็มีเรี่ยวแรงออกไปเที่ยวต่อสำหรับโปรแกรมต่อไปคือไปวัด ญี่ปุ่น เจดีย์สันติภาพ ถัดไปตามหาไร่ชา ที่คนขับรถมีนุสไม่รู้ล่วงหน้าทำให้ต้องเปิด gps หากันเลย ทั้งที่เราคิดว่ามันธรรมดามากๆ เป็นอะไรที่ต้องมาอยู่แล้วก็ดาร์จีลิ่งริ่งเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในโลกบนเทือกเขาหิมาลัย จะไม่ไปไร่ชาได้อย่างไร

รถขับลงมาจากเขาไต่ลงมาเรื่อยๆ ของใต้พื้นหุบเขาเลยก็ว่าได้ หนทางคดเคี้ยวเลี้ยวลงมาเรื่อยจนเจอไร่ชาสมใจ แต่เป็นไร่ชาที่ไม่มีชาให้ชิม แต่วิวสวยมาก เป็นไร่ชาที่สวยสุดในโลกของฉัน คือฉากหลังคือเทือกเขาหิมาลัยนั่นเองโปรแกรมต่อไปคือทานข้าวจ้ะ เจอร้านอาหารสไตล์จีนๆ ถูกใจกินแหลก และปิดท้ายที่รอคอยมานาน ปู๊นๆ คือไปดูรถไฟ Toy Train เป็นรถไฟขนาดเล็กที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำแล่นบนรางเล็กพิเศษ ดาร์จีลิ่งหิมาลายันเรลเวย์ Darjeeling Himalayan Railway เป็นมรดกโลกอีกด้วย และตรงที่เรียกว่า บาตาเซีย มีอนุสาวรีย์ War Memorial สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารหาญชาวดาร์จีลิ่งทุกคนที่ต้องเสียชีวิตจากสงคราม ปิดท้ายจริงๆ กลับโรงแรมเดิน shopping กันตามสบาย

พระอาทิตย์เริ่มลาลับจากฟ้าความหนาวเย็นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ก่อนนอนขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์กงล้อมนตรา 108 โอม มณี ปัทเม หุม ขอให้ชีวิตพบเจอแต่สิ่งดีสวยงามกล้าแกร่งแข็งแรงยิ่งใหญ่เช่นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ คันเชงจุงก้า

1.1.2015 จากลาเมืองดาร์จีริ่ง เมืองราชินีแห่งภูเขา

วันนี้ตื่นสายได้นิดหน่อย แต่ไงก็เรียกว่าเช้าอยู่ดี 6.00 น แต่เพราะเป็นวันสุดท้ายสำหรับเมืองดาร์จีริ่ง เมืองราชินีแห่งภูเขา ที่สวยเย็นสบายต้องเดินทางกลับไปยังเมืองบักโดกราระยะทางประมาณ 98 km แต่ใช้เวลาเดินทางลงเขาเกือบ 4 ชั่วโมงเลยล่ะ เพราะเราต้องทันขึ้นเครื่องบินสนามบินบักโดกราไปยังเมืองโกลกัตตา ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะพลาดไม่ได้เหมือนคราววันแรกที่มาถึงแล้วไม่สามารถบินลงจอดได้ปกติ ทำให้ตกเครื่อง แล้วต้องเช่ารถเดินทางไปอีก 20 ชั่วโมง มันจะหนักหนาเกินไปครั้งเดียวก็พอแล้ว เช้านี้อากาศยังหนาวเย็นอยู่เปิดม่านดูก็รู้ว่าข้างนอกยิ่งหนาวเหน็บน้ำเกาะกระจกเต็มไปหมดทั้งบานกระจก ต้องปัดน้ำออกเพื่อดูวิวข้างนอก ก็ตกตะลึงกับภาพที่สวยงามของขุนเขาคันเชงจุงก้าอีกครั้ง

คำถามคือเมื่อวานเราตื่นตี 2 ไปกันทำไมนะดูในห้องนอนแบบนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องไปแย่งกันดูเลยเบียดเสียดง่วงนอน หนาวเหน็บอยากจะตีแขก แต่เขาว่าตรงจุดชมวิวไทเกอร์ฮิลล์มันสูงที่สุดของเมืองดาร์จีลลิ่งที่ระดับ 2,590 เมตรจากระดับทะเล ที่สามารถมองเห็นเทือกเขาคันเช็งจังก้า ได้ชัดเจนที่สุดและสวยที่สุดก็ตามนั้น แต่บางทีถ้าเค้าเปิดม่านดูตั้งแต่คืนแรกที่พัก อาจไม่ไปก็ได้นะ เกรงใจ ตรงนี้ก็สวยแล้วล่ะ ฮาๆ

ก่อนออกเดินทางได้เดินไปส่งโปสการ์ดให้เพื่อนๆ ที่เมืองไทย เองกับมือมั่นใจได้ว่าต้องถึงแน่นอน ไปรษณีย์อินเดียยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในวิถีชีวิตของคนทีนี่ แม้สภาพไปรษณ์ของอินเดีย หรือตู้ไปรษณีย์อินเดียจะดูเก่าๆ โทรมๆ ก็ตาม

เริ่มออกเดินทางต่อไปต้องทำเวลาให้ทัน ทั้งที่ระยะทางแค่ 98 km แต่สภาพ ถนนหนทางคดเคี้ยวหักศอก และแคบ เป็นทางลงเขาสลับกันไปเรื่อยๆ มีนุสแวะพักทานมื้อเช้าตรง lamahatta มีร้านเล็กๆ คนแก่ 2 คนกำลังทำอาหารน่ารักมากๆ สีหน้าท่าทางใจดี เราเข้าไปดูแกทำโรตี อีกคนก็ทำแกงร้อนๆ อยู่บนเตาได้ขออนุญาติคุณยายสองคน

ถ่ายรูปแกก็ใจดียอมให้ถ่ายได้อีกคิดว่าจะเหมือนที่แคชเมียร์ห้ามออกสื่อ บอกลาสวัสดีแบบไทยๆ คนยายทั้งสองออกมาส่งหน้าร้าน หลังจากรอมีนุสกินโรตี 4 แผ่นกับแกงอย่างน่าอร่อย ทีนี้มีแรงล่ะ

ขับยาวไปเลยระหว่างทางมีทำถนนขรุขระ หินสไลด์หล่นบางช่วง และมีรถทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ ล่ะสวนทางกันเรากลับเขามาฉลองปีใหม่กันเปิดเครื่องเสียงติดรถดังสนั่นคล้ายกับบ้านเราเลย แต่ที่รถเขาจะมีลูกโป่งติดรถแทบทุกคันเลยน่ารักดี ขับรถไปเรื่อยๆ นานมากเลย 4 ชั่วโมงเราได้แต่ดื่มด่ำสองข้างทางที่สวยงามในบางช่วงที่ตัดผ่าน ถนนขรุขระที่มีการซ่อมแซมไปตลอดทาง ด้านซ้ายเป็นแม่น้ำ สวยงามมากอยากลงไปเดินเล่นบนสายน้ำนี้จริงๆ

ชื่อแม่น้ำTeesta ไหลผ่านท่ามกลางหุบเขาหิมาลัย มีสีเขียวมรกต และ แม่น้ำ Rangit ที่มาบรรจบกัน เป็นแม่น้ำจากเทือกเขาหิมาลัยเช่นกัน บางช่วงริมคอนกรีตที่เป็นกำแพงกั้นก็มีฝูงลิง นั่งกันเป็นแถว น่ารักจริงสัตว์โลกเสียดายที่ทุกสิ่งที่เห็นจอดถ่ายภาพยังทำไม่ได้ ถ่ายได้แบบเร็วๆ ผ่านกระจกรถแค่นั้น มีเส้นทางแยกนึงด้านซ้ายคือเส้นทางหลวงจากสิกขิมแยกไปประเทศภูฎานด้วยเป็นสะพานทาสีชมพูสลับน้ำเงิน ได้แต่มองที่สะพานอยากจะเลี้ยวไปนะนี่ รถเริ่มติดขับมาจนถึงด่านรังโปประทับตราเอกสารขาออกเหมือนวันแรกที่เข้ามา

ขนะนี้เวลาเกือบ 11 โมงแล้วคนขับมีนุสทำความเร็วให้เราถึงสนามบินทันก่อนเที่ยงด้วยเริ่มเข้าตัวเมืองถนนคอนกรีต แต่รถราก็มากเป็นช่วงวันหยุดปีใหม่คนอินเดียก็ออกท่องเที่ยวเหมือนกันบาง มันคึกคักกันไปหมดบนถนน เพราะมีทั้งประชาชนคนอินเดีย บ้างก็ปั่นจักรยาน

ขายของเดินข้ามถนนตัดไปมา มีวัว 1 ตัวได้ใจมากนอนมันกลางถนนแบบสบายอารณ์เลย เพราะเค้ารู้ว่าไม่มีใครทำอันตรายได้กระมัง เป็นบ้านเราคงแบนแต็ดแต๋ไปแล้ว ที่นี่เขานับถือวัว ไม่มีใครชน แต่ก็น่าจะมีคนมาจูงมันไปนอนข้างทางก็ดีนะ แล้วประมาณเที่ยงเราก็ถึงสนามบินรีบขนกระเป๋าสัมภาระลงจากรถอย่างเร่งรีบไม่ได้บอกลาดีๆ กับมีนุสเลย ถือว่าเป็นคนขับรถที่เก่งและดี มีมารยาทมากๆ แล้วสำหรับคนอินเดีย เราลากกระเป๋าไปที่ช่องโหลดกันอย่างดีใจสุดๆ นี่หรือคือสนามบินเมืองบักโดกรา จะจำไปอีกนานที่เราไม่ทันเครื่องกันครั้งแรก แต่ตอนนี้เราจะบินกลับไปเมืองโกลกัตตา เพื่อนอนพักอีก 1 คืนและอีก 1 วัน ตอนเที่ยงคืนที่เราจะขึ้นเครื่องกลับบ้านเมืองไทยของเราล่ะ

2.1.2015 มุ่งสู่เมืองโกลกัตตา ช่างโกลาหลจริง

เวลา 13.00 น. เครื่องบินลงจอดสนามบินอย่างตรงต่อเวลา 1 ชั่วโมงพอดีเลย ไม่ทันได้หลับตาก็ถึงแล้วเมืองโกลกัตตา เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก พวกเรารีบเดินผ่าน ด่านตรวจคนเข้าเมืองมารับกระเป๋ากันอย่างสบายใจ เดินออกมาก็เจอคนขับรถมารอรับเราไปโรงแรม รถแล่นผ่านออกจากสนามบินไปไกลพอสมควรกว่าจะถึงโรงแรมคิดว่าใกล้ๆกันซะอีก

Taxi india ยี่ห้อแอมบาสเดอร์ ราชาแห่งท้องถนน

เริ่มได้ยินเสียงแตรตามปกติมารยาทของอินเดียอีกแล้ว ผ่านอาคารตึกเก่าๆ ที่เป็นสถาปัตยกรรมนี้แบบโคโลเนียลยุโรปสวยงามมาก สมัยล่าอาณานิคมของอังกฤษ และขับผ่านไปย่านตรอกซอกซอยชุมชนต่างๆ อันนี้ไม่สวยงามค่อนข้างรกๆ แออัด บางจุดมีคนอาบน้ำร่วมกันที่ก๊อกสาธารณะกระมัง ชิลสุดๆ เลย กินง่าย อยู่ง่าย อึง่าย อึ่ย นี่แขกแท้ๆ ไม่นานก็ผ่านสถานที่แปลกๆ ตามาจนถึงโรงแรมที่พัก

ฝนก็เริ่มโปรยนิดๆ ทริปนี้คุ้มจริงเที่ยว 3 ฤดูเลยนั่นเช็คเข้าห้องกันอย่างสบายๆ ห้องพักมีแอร์พัดลมแล้วแต่จะเปิดได้ มีตู้เย็นด้วยวุ้ย ที่สำคัญมีบริการ wifi ถึงเตียงนอนทุกคนจะได้ติดต่อ     สือสารกันอย่างเต็มอิ่มหลับคามือถือไปเลยล่ะ
เย็นๆ เราเดินออกมาแหล่งที่เป็น New Market เดินหาอาหารมื้อเย็น หิวมาก เดินเล่นช็อปปิ้ง วันนี้เป็นอีกวันที่เป็นปีใหม่คนค่อนข้างเยอะมากๆเลย คงหยุดพักผ่อนกันเหมือนเรา จะไปกิน kfc ซะหน่อย แต่คนเต็มแน่นร้านเลย ต้องเลือกร้านข้างๆ ที่เป็นร้านอาหารตามสั่ง แต่ดูดีสะอาดดีมีทีนั่งก็ดีใจล่ะ สั่งกันหลายอย่างๆ ด้วยความหิว แล้วก็ออกเดินดูของที่นี่เป็นตลาดคล้ายๆตลาดนัดเปิดท้ายขายของบ้านเรา ก็ไม่ได้ถูกใจอะไรมากมาย เดินจนเบื่อเหนื่อยกันแล้วกลับโรงแรมนอนดีกว่าพรุ่งนี้ค่อยไปเที่ยวต่ออีก 1 วัน ตืนเช้าเก็บสัมภาระ เดินถ่ายรูปเล่น เมือคืนเกือบไม่มีรถให้นำเที่ยวแล้ว แต่ก็ตกลงกันพอได้ แต่ไงก็ไม่ได้ดั่งใจ

คนทีจะพาเราเป็่นแขกแบบหัวโบราณ ไม่ค่อยมีใจบริการ ที่ไหนไม่มีทีจอดรถ ก็ไม่ยอมไปให้เรา คิดว่าต้องเสียค่าจอด แล้วยังสือสารกันไม่รู้เรื่องแกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เริ่มไม่สนุกแล้วแแต่ก็ยังอยากไปหลายๆ ที่ๆ เราทำโปรแกรมมาอยู่ดี ไปมาได้เทียวไม่กี่ที่ หลักๆ ก็ไป สะพานฮาว์ร่าห์ เป็นสะพาน

ข้ามแม่น้ำ ฮูคลี่ที่กว้างใหญ่อันดับ 3 ของโลก เชื่อมระหว่างเมืองโกลกาตาและเมืองฮาวร่า ที่ใต้สะพาน Howrah bridge มีคนมากมายเดินกันวุ่นไปหมด บ้างก็แบกดอกไม้ไว้บนหัว บ้างก็แขวนคล้องพวงมาลัยดอกไม้บนคอเต็มไปหมด ก็ที่นี่คล้ายปากคลองตลาดบ้านเราต่างที่มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นที่ขายดอกไม้ ร้อยดอกไม้เอง

ไปต่อที่ วัดเจ้าแม่กาลี คนเยอะมากเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อเคารพกราบไหว้ จบทริปวันนี้ด้วยความเบื่อคนขับอินเดียแก่ๆ ที่ท่าทางดุดันไม่เป็นมิตรแต่อาจเพราะการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ก็ช่างเขาเราขอไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า เดินเล่นหาอะไรทาน และเลือกดูสินค้าจนห้างปิด เราก็ไปขึ้นเครื่องกลับที่สนามบินดีกว่า

อินเดียก็อย่างที่เคยเล่ามาแต่ต้น มันมีหลายวัฒนธรรม เชื้อชาติ คนก็มาก ควบคุมอะไรไม่ได้ดั่งใจ เขาว่ากันว่าที่อินเดีย ชอบทำสกปรก ทิ้งขยะรกๆ ตามท้องถนน ก็เพราะต้องการประชดคนอังกฤษ ที่เป็นผู้ดีสะอาดๆ มายึดบ้านเมืองเขาเป็นเวลาหลายร้อยปี คือเขาอยากได้บ้านเมืองเขาคืน ก็เลยถ่มน้ำลาย ปัสสาวะหนักเบาตามถนน ท่านผู้ดีจะได้หอบเสื่อกลับประเทศไป

คนอินเดียทำมากจนติดเป็นนิสัยมาชั่วลูกหลานยาวนานเลยนี่แต่ไงก็แล้วแต่ สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ถ้าเราได้แต่ได้ยิน ได้ฟังเขาบอกต่อๆ กันมา แต่ถ้าตัวเองยังไม่เคยได้ไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต มันก็ยากที่จะเข้าใจ มันขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเองที่มีต่อสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ที่ไหนๆ ก็ไม่ดีถ้าเรามองว่าไม่ดี ที่ไหนๆ ก็มีแต่ความสุขแม้จะมาพร้อมความยากลำบาก

ถ้าเรามองโลกดีๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้มองดีไปหมดนะ แต่เราควรจะมองทั้งดีและร้ายไปพร้อมๆ กันเลือกเอาเองแล้วแต่สถานกราณ์ว่าตอนไหนควรมองดี ตอนไหนต้องมองว่าร้าย แล้วมันก็จะพัดผ่านพ้นไปเอง ขอบคุณเพื่อนพ้องที่เดินทาง ร่วมชะตาแห่งความสุขมาด้วยกันหลายวัน เชื่อว่ากลับมาก็ยังคิดถึงกันคิดถึงวันที่อยู่กันมานั่งนอนในรถหลายชั่วโมง มื้อเช้าสายบ่ายค่ำกับน้ำพริกรสเผ็ดที่พกกันมากินกะไข่ต้มไข่เจียวกันตาย และฉันยังคิดถึงหัวใจที่เต้นแรงๆรัวๆ บนเขาทะเลสาป ไม่ใช่ตื่นเต้นว่าวิวมันดี นางแบบมันสวยนะ แต่เพราะว่ามันจะขาดใจกับอาการแพ้ความสูงนั่นเอง นมัสเต