28 Dec.56 เริ่มเดินทางไปพม่า

  วันเดินทาง ต่างคนต่างมาพร้อมกันที่ สนามบินดอนเมือง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อถึงเวลาเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง บินสู่มัณฑเลย์ อดีตเมืองหลวงของพม่าโดยสายการบินแอร์เอเซีย และผ่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋าแล้วรีบออกไปหาคนขับรถที่ติดต่อไว้เพื่อพาเราท่องเที่ยว สำหรับวันแรกที่พม่า

เจอแล้วคนขับรถคนที่ 1 สำหรับวันแรกที่พม่า

อาหารพม่ามื้อแรก เป็นกับข้าวสั่งมาเยอะ ข้าวสวยไม่อั้นเติมได้ตลอด

มื้อเย็นที่ ร้าน Golden Duck Restaurant อร่อยมาก เป็นร้านอาหารจีนขึ้นชื่อที่ย่างกุ้ง และมีเมนูเด็ดเป็นเป็ดย่างที่ห้ามพลาด

  สะพานอูเบ็ง  เป็นสะพานไม้สักทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน มุ่งตรงไปยังเจดีย์เจ๊าตอว์กยี เสียดายน้ำแห้งตอนที่ไปถึง กะเวลาไม่ถูกได้ภาพแค่นี้เอง

29 Dec.56 ล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี

   วันนี้ต้องตื่นแต่เช้าตี 3 เพื่อออกไปชมพิธีล้างหน้าพระมหามุณี ซึ่งเป็นองค์พระเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งพม่า พิธีใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. คนเข้าพิธีเนืองแน่นด้วยความศรัทธา

โดยเจ้าอาวาสค่อยๆบรรจงพรมน้ำแปรงฟันเช็ดพระพักต์เบาๆอย่างช้าๆสังเกตว่าใช้ผ้าเยอะมากหลายผืน เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมานับพันปี เสร็จพิธีเดินกลับออกไปขึ้นรถตู้ตามทางเข้าวัดมีของขายมากมายขนมแปลกๆ จะเน้นแป้งขาวๆเป็นแผ่นบางๆ น่ากินแต่ไม่ค่อยกล้ากินนัก
กลับถึงเกสเฮาส์ก็ได้เวลาอาหารเช้าพอดี จากนั้นก็ออกไปตระเวนเที่ยวต่อที่วัดชเวนันดอว์ shwenandaw monastery, เจดีย์กองมูดอว์, และข้ามเรือไปนั่งรถม้าเข้าชมเมืองอังวะ

วัดชเวนันดอว์  แปลว่าพระที่นั่งทอง วัดเก่าแก่ที่รอดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวพม่าเรียกกันว่า พระราชมณเฑียรทอง หรือ พระอารามชเวนันดอว์ สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรงดงามทั้งภายในและภายนอก หลังคาทรงปราสาท 5 ชั้น

วัดเจดีย์กองมูดอว์ KaungHmuDaw Pagoda

จบการเที่ยวเย็นนี้ กลับถึงเกสเฮาส์ต้องรีบแพคเป้กระเป๋าสัมภาระใบใหญ่  เราพักแค่1คืน
เย็นนี้ต้องไปท่ารถทัวร์เพื่อนั่งต่อไปที่เมือง ยองชเว Nyaungshwe ประมาณตี 4

31 Dec.56 ทะเลสาปอินเล

วันนี้ตื่นเช้าตามเคยเพราะเมื่อคืนหลับสนิทจากที่เพลียกับการนั่งรถบัสที่หลับไม่ค่อยลง เช้ามาก็เริ่มเที่ยวตามโปรแกรมเลย  กว่าจะกลับเข้าโรงแรมก็เย็นและยังเปรี้ยวเดินเที่ยวงานวัดพม่ากันอีก

ห้องนอนโรงแรมนี้ไม่มีแอร์ อากาศอบอุ่น แต่ทันทีที่เปิดม่านมองไปข้างนอกตกใจ ยามเช้าขาวโพลนไปด้วยหมอกหนา และความหนาวเย็นกระทบมายะเยือกแต่ก็อาบน้ำสระผมด้วยน้ำเย็นๆ เป็นคนไม่ชอบอาบน้ำอุ่น หนาวสะใจไปเลย แต่งตัวเสร็จก็ขึ้นไปทานอาหารเช้าบนชั้น 2 ของโรงแรม มีก๋วยเตี๋ยว และขนมจีน เรียกว่า โมฮิงก้า Mohinga ขนมปัง กาแฟ แล้วแต่ใครจะทานอะไร อิ่มหนำสำราญก็เดินจากที่พักไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงท่าเรือ ที่เราจะไปล่องทะเลสาปอินเลกัน เรือต้องเช่า 2 ลำ แบ่งให้เท่าๆ กัน เราบอกเลยว่ากลัวน้ำมากๆ แต่ก็รักและชอบแม่น้ำ ทะเลสาบ คลอง ชอบที่จะล่องเรือ แต่ขอใหญ่ๆ หน่อยมีชูชีพห่วงยางเยอะๆ ก็ดีไม่ว่าไร

โชว์การจับปลา แต่พอเรือผ่านเข้าไปเทียบถึง เสียเลยเงินจ๊าตพม่า

ในเดือนพฤศจิกายน หรือ เดือนดะส่องโมง เป็นเดือนหลังออกพรรษา สำหรับชาวพม่าแล้วเดือนนี้ถือเป็นช่วงฤดูกาลของการถวายผ้าจีวรของชาวพุทธพม่า จะจัดงานถวายจีวรในงานพีธีต่างๆ เช่น งานจีวรกฐิน งานจีวรจุลกฐิน งานจีวรบังสุกุล และ งานจีวรใยบัว ในการจัดทำจีวรใยบัวนั้น จะต้องทำเป็นพิเศษ ผู้ที่จะทำเส้นไหมใยบัวจะเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ จำนวนราว3๐ คน ชำระร่างกายให้สะอาด และต้องถือศีล 10 กล่าวกันว่าหากสาวใดไม่รักษาศีล มักจะทำให้เส้นใยบัวขาด

เช้านี้อากาศหนาวเย็นบรรยากาศขาวโพลน ทันทีที่เท้าเหยีบเรือ ใจหายวาบไม่สามารถบอกใครได้ นั่งหน้าสุดเพราะต้องการถ่ายภาพ ที่เก้าอี้มีร่ม มีผ้าห่มให้ห่มขาแต่ไม่รู้ไม่ได้มองกลัวจนไม่มองอะไร จนจบทริปนั่งเย็นชาขาไปหมดเพราะความหนาวเย็นที่ลมพัดโต้มากับเรือท่ามกลางสายน้ำ ใส่กางเกงขาสั้นด้วย ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนที่เรียกตนเองว่า ชาวอินทา (Intha) ชนเผ่านี้อาศัยอยู่ในทะเลสาบอินเลมานานนับร้อยปีแล้ว

โดยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการทำการเกษตรบนเกาะวัชพืชที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองกลาง ลำน้ำในทะเลสาบลักษณะอันโดดเด่นเฉพาะตัวของชาวอินตา คือการพายเรือด้วยเท้า วิถีชีวิตและธรรมชาติที่ลงตัวของเขาน่าประทับใจยิ่งนักกรุงเทพของเราเหมาะจะมาดูงานทีนี้

แม้จะอาศัยอยู่บนน้ำก็ยังทำการเกษตรลอยน้ำหาเลี้ยงชีพได้สบายๆแปลงผักลอยน้ำอินเล มีปลูกผักบุ้ง มะเขือเทศลอยน้ำ แตงกวา ถั่วฝักยาว และแปลงผักต่างๆ ล่องเรือจนเย็น แวะโน่นนี่หลายที่ขึ้นลงบนฝั่งกับเรือ จนหายกลัว สนุกมากวันนี้ หลังจากเทียววัดและเจดีย์มาหลายวัน เปลี่ยนอารมณ์บ้างอยู่บนเรือจนเย็นได้เวลาล่องกลับ ทั้งไปและกลับชอบมาก

นกนางนวลบินส่ง ไม่ใช่ไร ถ้าเรามีอาหารในมือ โยนไปบนท้องฟ้านกก็บินส่งตามไปด้วย รีบกดชัตเตอร์เร็วไวถ่ายภาพนกให้ได้ นกก็บินโฉบไวจริง นี่ถ้าไม่เกรงใจตัวเองนะ จะลุกยืนบนเรือหันซ้ายขวา ถ่ายภาพได้สบายเลย แต่ความจริงทำไม่ได้เค้ากลัวเรือล่มในหนองแล้วจะขึ้นบกได้อย่างไร 555 เรือถึงฝั่งพวกเราก็ไม่ลืมขอบคุณและถ่ายภาพเป็นที่  ระลึกคนขับเรือคนเก่งที่เป็นทั้งไกด์แนะนำสถานที่ต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วหลายภาษาคนที่พม่าจะเป็น

เช่นนี้เสมอ ทุกคนต่างไขว่คว้าที่จะเรียนรู้ทั้งที่ส่วนใหญ่จะยากจน และถูกกีดกันเรื่องการศึกษา บางคนจบปริญาตรี แต่เขาว่าใบปริญญาไม่มีความหมายเลยในพม่า นักศึกษาส่วนใหญ่ที่จบปริญญาจะถูกกีดกันให้อยู่ทำงานนอกเมือง เราเดินกลับที่พักอาบน้ำเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางต่อไปเมืองบากันด้วยรถบัส สลับการเดินทางเช่นนี้วันเว้นวันที่ได้นอนบนเตียงนุ่มในโรงแรม จะเข้าพักที่ Thirin Sandar guest house เป็นย่านบากันใหม่ที่ใกล้กับจุดที่เราจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลเจดีย์ยามเช้าเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาในการท่องเที่ยวในพม่าได้อย่างจุใจ คืนนี้เราจะได้เคาว์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ 2557 บนรถทัวร์ด้วยง่ะ TT

30 Dec.56 ไปเมืองยองชเว Nyaung Shwe

เดินทางต่อไปเมืองยองชเว Nyaung Shwe ด้วยรถทัวร์ ได้ที่นั่งหลังสุดนั่งเรียงกันยาวเลย ไม่มีห้องน้ำบนรถ และนอนไม่ค่อยหลับ นั่งคุยกันไประหว่างทางอยู่นานแอบงีบพอได้ที่จะหลับ ประมาณเที่ยงคืนรถบัสก็จอดแวะให้เข้าห้องน้ำ และรับประทานอาหาร เราก็ลงมายืดเส้นสายซะหน่อย พุทธาหวานอร่อยมากเป็นสิ่งที่กินได้อย่างมั่นใจ เพราะมันคือผลไม้

เช้านี้ถึง ตี 4 ที่ เมืองยองชเว Nyaung Shwe ทันทีที่โดดลงจากรถทัวร์ ความหนาวก็มากระทบอย่างแรง ด้วยอุณหภูมิ 9 องศา แต่ก็หนาวแล้วได้เจอคนขับรถคนที่ 2 ที่มายืนรอชูป้ายกระดาษที่ต้อนรับที่ข้างรถบัส รีบขนสัมภาระจากรสบัสเข้ารถตู้อย่างเร็วมันหนาวมากคนขับพาเราไปยังที่พักเกสเฮาท์ Goldstar Hotel ยังมืดอยู่เลย ต้องไปกดกริ่งเรียกคนที่นอนเฝ้าเพื่อมาเปิดประตูให้เราเข้าไป เปิดห้องว่างให้เข้าห้องน้ำแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ทุกคนทำธุระส่วนตัวอย่างเร็ว เวลายังเหลือเยอะแค่ตี 4 กว่าๆ บางคนรีบจับจองที่นอนอุ่นๆ เพราะมันหนาวกว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอก

โปรแกรมเช้านี้ของเราคือไปถ้ำพินดายา ระหว่างทางไปเส้นทางสวยงามขับผ่านทุ่งนาป่าเขาถ้ำอายุเก่าแก่กว่า 200 ล้านปี ถูกค้นพบในศตวรรษที่18 มีพระพุทธรูปสีทองอร่ามจำนวนมากถึง 8,000 องค์เรียงรายประดับอยู่ตามผนัง

ถัดมาไปต่อที่ วัด SHWE YAN PHE ซึ่งแปลว่าสมปรารถนามีอายุ 115 ปี สร้างโดยเจ้าฟ้าไทยใหญ่ วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ศึกษาธรรมของเณรส่วนใหญ่แถวนั้น

ย็นแล้วเที่ยวจนเหนื่อยตั้งแต่เช้า กลับเกสเฮาส์อาบน้ำพักผ่อน จะนั่งเขียนโปสการ์ดดีๆ ซะหน่อยไฟก็ดับ เรียบร้อยโรงเรียนพม่าติดๆ ดับๆ เลยออกเดินเที่ยวเล่นหาของกินก่อนนอน เดินไปเจองานวัดพม่าซะงั้น มีเครื่องเล่นไวกิ้ง ชิงช้าสวรรค์ แต่ไม่นั่งกลัวไฟดับค้างอยู่บนนั้น เลยเดินเล่นชนไหล่พม่าไปมาเพราะคนพม่าเยอะมาก ทั้งหมู่บ้านคงมารวมกันที่นี่หมด ต่างสนุกสนานเดินเที่ยว จริงๆ ไม่มีไรมากมายสำหรับเรา เป็นแค่ตลาดนัดเล็กๆ ด้วยวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายแค่นี้เขาก็คงชอบแล้ว ราตรีสวัสดิ์สำหรับทริปวันนี้

1Jan.2557 มิงกะลาบา ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ ทะเลเจดีย์

   สวัสดีปีใหม่ 2557 บนรถบัสหรรษาที่นั่งมาจากเมือง Nyaung Shwe เมื่อคืนนี้ เกิดมาเพิ่งเคยนั่งรถบัสที่ปิดแอร์ทุก 15 นาที เปิดๆ ปิดๆ กะประหยัดไฟเบอร์ 5 ซะงั้น ลืมตาตื่นทันทีที่รถจอดคนรถตะโกนบอกพวกเราให้ลงได้แล้วถึงแล้ว แต่ก็ยังคงไม่แน่ใจกลัวลงผิดที่ พอดีคนขับรถคนที่ 3 พม่าสไตล์เกาหลี ผู้คำณวนบอกเวลาพระอาทิตย์ตกและขึ้นให้เราได้แม่นยำ ยืนชูป้ายรับเราอยู่ข้างล่างพร้อมรถตู้ถึงได้รีบเก็บกระเป๋าลงไปอย่างรวดเร็วหายใจไม่สะดวกตลอดคืนที่เค้าเปิดๆ ปิดๆ แอร์ รู้สึกเมื่อยๆ ไม่ได้นอนเต็มที่

พาเราไปที่พักที่ Thirin Sandar guest house เพื่อเข้าห้องน้ำแปรงฟันเตรียมตัวไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลเจดีย์ ดูเวลาแล้วยังเช้ามืดอยู่ แต่ทันทีที่ถึงเจดีย์ที่เราต้องไต่ปีนขึ้นบันไดสูงขึ้นไป ห้ามใส่รองเท้าพื้นเย็นเจี้ยบ ไม่นาน ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นนานาชาติตามติดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้บนเจดีย์เต็มไปด้วยคนต่างเดินกันไปมาเบียดผ่านชน บางคนปีนขึ้นไปบนที่สุงอีกขั้นด้วยความอยากชมอยากถ่ายภาพแบบไม่มีใครมาบังข้างหน้า ยืนรอด้วยบรรยากาศท้องฟ้ายังมืดดำ แล้วยังต้องกันคนไม่ให้เดินผ่านเข้ามาได้ แต่ก็ไม่สามารถกันได้ มาทีหลังก็ยังอยากแทรกเข้ามา ข้างในที่ยืนตรงนี้ค่อนข้างแน่นเกินไปแล้ว

ฟ้าเริ่มสว่างลำแสงอาทิตย์เริ่มฉาบแนวเส้นขอบฟ้า คาดเดาได้ถูกต้องจากที่เคยถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นมานาน ทิศทางใช่เลยแต่ที่ยืนอยู่เบียดกันไม่สามารถขยับได้สะดวก

พระอาทิตย์เริ่มขึ้นประมาณ 6 โมงสี่สิบนาที อยู่ๆ ท้องฟ้าสีขาวเทาจ้าก็มีไข่แดงกลมสวยงามมาก ค่อยๆ โผล่ขยายขึ้นมาต้อนรับปีใหม่วันนี้ ธรรมชาติช่างสวยงามน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก พอซัก 7 โมง บอลลูนที่อยู่ไกลๆ เริ่มขยับปล่อยขึ้นฟ้าตื่นเต้นมาก มองไกลๆ ไม่เห็นสีสันเป็นแค่ลูกกลมๆ สีเทาลอยเด่น พัดเข้าหาดวงอาทิตย์ด้านซ้าย รีบเก็บภาพสวยๆ เท่าที่จะทำได้แค่นี้ ค่าขึ้นบอลลูนเค้าว่า 200-300 USD แพงมากจริงๆ ดีแล้วที่ไม่มีใครอยากนั่ง พอเสร็จสิ้นชมอาทิตย์ เก็บภาพรอบๆ ก่อนลง เราก็เริ่มไต่บันไดลลงมาสูงเหมือนกันแต่เมื่อเช้ามืดนั้นมองไม่เห็นชัด คนขับรถพาไปทานอาหารเช้าเป็นเพิงร้านเล็่กๆ ไม่ไกลมาก มีเณรน้อยเยอะ ให้ใส่บารตตามศรัทธา จนเข้าที่พักเช็คอินเอากระเป๋าไปเก็บ เข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเตรียมออกเที่ยวเจดีย์ต่อวันนี้ทั้งวันมีแต่เจดีย์ชมกันให้หนำใจไปเลย

แล้วรอจนเย็นเพื่อกลับมาชมพระอาทิตย์ตกอีกครั้ง ที่ดินแดนแห่งทะเลเจดีย์ ความสวยงามที่สุดของทะเลเจดีย์อยู่ตรงที่พระอาทิตย์ตกยามเย็น แสงทองก่อนจะลาลับฟ้ากลับเข้าพักที่โรงแรมซื้ออาหารง่ายๆ มาม่า ขนมปัง ทานกันง่ายๆ เพราะหมดแรงนอนสบายคืนนี้จ้ะ พรุ่งนี้ไปรถทัวร์ต่ออีกเมือง

 

2Jan.2557 มิงกะลาบา พม่าน่าชม

   ตื่นเช้ามาสดชื่นมากๆ ที่ได้นอนเตียงสบาย เลยนอนได้เต็มที่เพราะวันนี้ต้องนอนบนรถทัวร์ต่ออีกแล้ว จะมีไรให้ตื่นเต้นอีกนะ คุณพี่ดวงพรบอกว่าฉันนอนไม่หลับ เพราะลืมมือถือไว้ในรถตู้หรือที่ไหนจำไม่ค่อยได้ แต่ก็โชคดีคนขับพม่าเป็นคนดีที่เก็บไว้ให้ พม่าไม่มาเที่ยวเราจะไม่รู้เลยว่าพื้นฐานเขาเป็นคนจิตใจดีมากๆ มีน้ำใจดีด้วย เราเก็บข้าวของออกจากโรงแรมนี้ แล้วไปทริปตามโปรแกรมต่อ ชมวิถีชีวิตหมู่บ้านพม่าแบบดั้งเดิมเหมือนย้อนอดีตบ้านเราในชนบท

ทุกสถานที่ๆ ที่เป็นวัด พวกเราต้องเปลือยเท้าเปล่าเดินกันเลย เท้าพวกเรานี่ดำไปด้วยดินฝุ่น
สกปรกกันไปหมด

เด็กชายพม่าคนนี้ก็รีบวิ่งมาสมทบ พูดเสนอขายโปสการ์ดกะเขาบ้าง ตัวเล็กๆ เก่งมาก

3 Jan.2557 พระธาตุอินทร์แขวน

การเดินทางใกล้สิ้นสุดละเที่ยวเพลินๆ เริ่มชินกับวิถีแห่งพม่า สำหรับเมือคืนนั่งรถทัวร์หรรษาเที่ยวสุดท้ายของทริปพม่าขึ้นไปบนรถเห็นว่าใหม่สะอาดดีแจกน้ำดื่มขวดใหญ่มาก กับแพ็คชุดยาสีฟันคนละ 1 ชุด แปลกดีไม่เคยเจอแบบนี่ แต่ว่ารถทัวร์พม่ามีแอร์ก็เหมือนไม่มีเปิดๆ ปิดๆ นี่ไม่ได้ปิด แต่ไม่ค่อยเย็นนัก แล้วคนขับหวังดีกลัวผู้โดยสารเบื่อเปิดคาราโอเกะเพลงพม่าแบบนะ..วิ่งไปไม่นานเขาก็แวะรับผู้โดยสารขึ้นมาตามรายทาง โอยๆ แบบว่ามีเก้าอี้เสริมตรงกลาง ขับไปหลายชั่วโมงก็แวะให้ลงเข้าห้องน้ำคนโดยสารลงรถหมดหรือบางคนไม่ลงแต่เขาก็ ล็อกรถด้วย

เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินก็ดีเมือนกัน เขาหวังดีนะเนี่ยเมื่อถึงที่หมาย ย่างกุ้ง ในตอนเช้าตรู่ เหมือนถึงหมอชิตบ้านเราสมัยก่อนๆ รถวิ่งไปจอดสถานนี เราก็ลงเจ้าของรถตู้คุณไผ่กับคนขับรถคนที่ 4 ก็มายืนต้อนรับเราช่วยขนกระเป๋าใส่รถตู้ พาไปทานอาหารเช้า เช้ามากจริงๆ แล้วคนขับรถก็ยังใจดีพาเราไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านเขาพร้อมกับเลี้ยงของว่างกาแฟ ถั่วอย่างดีให้เรากิน ช่างมีน้ำใจมากมายกันทั้งครอบครัว รู้สึกเกรงใจมากๆ เลย
ไม่ลืมถ่ายภาพเก็บไว้และขอบคุณครอบครัวเขาก่อนจากมาเที่ยวตามทริปกันต่อสำหรับวันนี้


แรงศรัทธาของคนพม่า ที่พระธาตุอินทร์แขวน เป็นอะไรที่น่านับถือ เขาต้องไปให้ได้ทั้งที่มันลำบาก ต้องเบียดเสียดคนแน่นร้อนมาก ขอให้มีช่องว่างเล็กๆ ให้เสียบนั่ง ยืนอยู่บนรถ 6 ล้อที่ต้องขับสวนกันขึ้นเขาเลี้ยวหักศอกอย่างน่าหวาดเสียวเขาก็ไม่สนใจขอให้ได้ึขึ้นไปกราบไหว้พระธาตุอินทร์แขวน เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สุงสุดของพม่า ชาวพม่าเชื่อว่าในหนึ่งชีวิตต้องมากราบไหว้พระธาตุอินแขวน 3 ครั้ง

ฉันได้ขอพร ให้ชีวิตได้มีแต่ความสุขสามารถเลี้ยงครอบครัว และคนที่ฉันรักได้อย่างมีความสุขและพอเพียง และขอให้ประเทศไทยจงสงบสุขคนชั่วโกงจงหมดไปเร็ววัน
ให้พม่าและไทยเป็นเพื่อนบ้านมิตรที่ดีต่อกันตลอดกาล

4 Jan.2557 ไปองค์เจดีย์ชเวดากอง

หลับสบายได้อีก บนเตียงนอนที่พักหรูสุดบนพระธาตุอินทร์แขวน เมื่อคืนเค้าท้องเสียไป 5 รอบ หาสาเหตุไม่ได้ว่ากินอะไรเข้าไปที่กินๆ มื้อล่าสุดก็อาหารร้านดูดีแท้ๆ จะโทษไก่ย่างตัวน้อย ครึ่งตัวที่น้องหมีแบ่งให้เมื่อคืนก่อนที่เร่ขายข้างรถทัวร์ก็ไม่น่าใช่ทันทีที่ตื่นรีบหันมองหน้าต่าง

มาแล้วแสงยามเช้าสีม่วงที่เส้นขอบฟ้า รอคอยแสงอาทิตย์จริงๆ ขึ้นมา ด้วยความตื่นเต้นเกิดมาไม่เคยได้นอน ชมพระอาทิตย์ขึ้นบนเตียงนอนแบบนี้ ห้องนี้ยอดเยี่ยมมากๆ จริงๆ ไม่นานนพระอาทิตย์กลมๆ ไข่ต้มสีแดงสดก็ค่อยๆ ขยายขึ้นแต่รวดเร็วมาก ทำให้ฟ้าสว่างทันที แต่ก็ยังดี รีบกดชัตเตอร์อย่างเร็วอาบน้ำแต่งตัวเตรียมเดินไปที่พระธาตุอินทร์แขวน อยู่ไม่ไกลจากนี่แค่ 5 นาที แต่ความเป็นจริง ทันทีที่ออกไปจากห้องพักโรงแรมคนเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นพม่า และนักท่องเทียว เยอะจอแจกว่าเมื่อวานทำให้กว่าจะเดินไปถึงพระธาตุอินทร์แขวน ต้องใช่เวลาฝ่าผู้คนไปด้วยความระมัดระวังจะชนกัน บางคนเดินไม่ไหวก็นั่งเสลี่ยงขึ้นมา แถมด้วยลูกหาบขนสัมาภาระกันวุ่นวาย คิดว่าแต่เช้าตรู่จะเปลี่ยวๆเงียบๆ ยังไม่มีคนขึ้นมา ที่ไหนได้เยอะกว่าตอนเย็นเมื่อวานอีก และที่พระธาตุอินทร์แขวนมีคนขึ้นมานั่งสวดมนต์ กราบไหว้กันเต็มไปหมด กว่าจะเดินเก็บภาพได้สวยๆ ก็ติดคนเดินผ่านไปมาถือเป็นสีสันแรงศรัทธา บางคนที่นอนบนนี้เมื่อคืนก็ยังนอนอยู่ บางคนตื่นแล้ว เต็มพื้นที่ระเนระนาดไปหมด บางคนมาเป็นครอบครัวปิคนิคไปเลย นั่งกินข้าวสวยขาวๆ กับอาหารเครื่องเคียงกันอย่างอร่อยมีความสุข เป็นภาพที่น่ารักบริสุทธิ์ ศาสนาก่อให้เกิดความศรัทธา เมื่อศรัทธาอย่างเดียวกันแล้วเกิดพลังแห่งความรักดีงาม สงบ น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

เราต่างเดินกลับทีพัก ก็เช่นเดิมต้องฝ่าผู้คนทีเดินสวนไปมาวุ่นวาย เข้าไปทานมื้อเช้า มีกาแฟ ขนมปัง กล้วย ข้าวผัดแล้วแต่จะสามารถสั่งได้แล้วมันมี รีบทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกันหน้าโรงแรม พวกเราเดินกันไปที่รถหกล้อเหมือนเดิมที่นั่งมาเมือวาน แต่ช่างวุ่นวายกันไปหมด

ต่างยื้อแย่งกันขึ้นไปบนรถ ทำให้ต่างคนต่างลงกันมาเป็นกลุ่มๆ ขาลงใช้เวลานานมาก เพราะเขาบอกมาว่ามีรถสวนขึ้นมาอีกเป็น สิบๆ คัน แต่จริงๆ ดูเยอะกว่านั้น รถ 6 ล้อแวะจอดข้างทางให้รถวิ่งสวนขึ้นมาเรานั่งกันอย่างชาก้น เบียดเสียดกัน กว่าจะถึงพื้นราบ ภาพที่เห็นข้างหน้าคือ ประชาชนพม่าเยอะมากๆ มารวมอยุ่กันที่แห่งนี้ เขาต่างรอรถ 6 ล้อขาลงมา เพื่อเขาจะได้กระโดดขึ้นรถ 6 ล้อทั้งที่รถยังไม่จอดสนิทลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิงต่างกระโจนแย่งขึ้นรถ6 ล้อกันทั้งนั้นไม่กลัวอันตรายกันเลย ขอให้เขาได้ไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนวันนี้ให้ได้ โชคดีที่พวกเราไม่ได้เดินทางขึ้นมาพระธาตุอินทร์แขวน วันนี้ไม่งั้นคงแย่เลย มันวุ่นวายจริงๆ แดดก็เริ่มร้อนฝุ่นตลบไปหมด ขาลงรถตู้ของเรา ก็ต้องติดเพราะรถที่ขึ้นมาไม่ได้จอดกินเลนไป 2 เลน ใช้เวลาติดอยู่ทีนี่เป็นชั่วโมง คนขับเริ่มเบื่อๆ เราก็เบื่อด้วย ข้างทางทีรถจอดนิ่งกัน ใต้ท้องรถก็มีคนขับรถ เด็กรถ ปูเสื่อปูผ้านอนกันเลย เพราะมันขึ้นไม่ได้แล้ว คงได้แต่จอดนอนรอตรงนี้ ทำให้การจราจรที่ไม่มีกฎระเบียบเบียดเสียดแย่งกันลง กว่าจะหลุดออกไปได้อยู่นาน เส้นทางปกติ เริ่มหิวละ มือนี้ คนขับพาไปทานอาหารถูกใจมาก ที่สำคัญมีกาแฟเย็น มีน้ำแข็ง มี wifi อาหารสอร่อยถุกใจ พนักงานพูดไทยได้บ้าง กินจนอิ่มเสร็จออกเดินทางต่อใช้เวลานานมากกว่าจะถึงตัวเมืองย่างกุ้งที่เราจะไป

พระอาทิตย์ตกไปแล้ว เสียดายมากไม่ทันถ่ายแสงสวยๆ สีทองเหลืองอร่ามที่พระมหาเจดีย์ชเวดากอง แต่เราก็ไม่พลาดซื้อตั่วไปเข้าไปชมกัน ราคา 5 เหรียญต่อคน
สวยงามอลังการมาก เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่านับถือสูงสุดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพม่าทุก แม้จะอยู่ไกลแสนไกลขนาดไหนการเดินทางจะลำบากยากเข็ญเพียงไรจะต้องเดินทางมานมัสการองค์เจดีย์ชเวดากอง ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต
เดินเที่ยวจนหมดแรง เราก็เข้าที่พัก โรงแรมที่สุดท้ายสำหรับคืนนี้ทีพม่า พรุ่งนี้ต้องเที่ยวและเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยแล้วจ้ะ

5 Jan.2557 เที่ยววันสุดท้ายที่พม่า

   เที่ยววันสุดท้ายหมดละ พม่าคราวหน้าไม่มาแล้ว แต่ไม่มีไรแน่นอนนะ ใครจะไปรู้อาจได้เก็บกระเป๋าเสื้อผ้ามาพม่าอีกหน ทริปนี้ประทับใจหลายอย่างคนพม่าน่ารัก ส่วนใหญ่นะเขาไม่โกงนักท่องเที่ยว เป็นมิตรมีน้ำใจดี ลูกเด็กเล็กแดงของพม่าน่าสงสาร

แม่ชีที่พม่า จะสวมจีวรสีชมพู

บางคนไม่มีจะกินต้องเดินขอเงิน ไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ คนพม่าขยันขันแข็งประหยัด เมื่อไหรที่เขาเปิดประเทศแบบเต็มๆ เมื่อนั้นเด็กไทยแพ้เขาแน่นอน การเรียนเขาเน้นท่องจำ อย่างน้อยที่สุดคือเขาต้องเปิดตำราเรียนทุกหน้า เพื่ออ่านๆ ท่องๆ เป็นสิ่งที่ดีมาก คนพม่ามีน้ำใจไมตรี จะเห็นได้ว่าบางบ้าน ริมถนนหนทางมีหม้อน้ำดินเผาไว้บริการดื่มน้ำฟรีไม่มีอด หอบความสนุกประทับใจกับเมืองไทยไม่รู้ว่าทุกคนสนุกหรือเปล่ากับการเที่ยวครั้งนี้แต่เราชอบมาก กว่าที่คาดหวังเอาไว้ พม่าอาจไม่มีที่เที่ยวสิ่งบันเทิงเริงรมณ์ แต่เขามีชีวิตที่สะท้อนให้เรามองในแง่ต่างๆ ไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไร เขาก็มีศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจเขา ทำบุญกันถ้วนหน้าให้มากน้อยแล้วแต่ที่ตั้งใจทำ