Day 1 เดินทางไกล Incredible India!

อินเดียเคยไปมาแล้วครั้งนึง เมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนไปก็เตรียมใจหลายอย่าง อาหาร อากาศ ห้องน้ำ ขอทาน กลัวสกปรกท้องเสีย หลายเรื่องที่คนไม่เคยไปแต่กับพูดเตือนให้เราระวังสารพัดเรื่องราว แต่แล้วเราก็หลงรักอินเดียในที่สุด จนมาถึงการกลับไปอีกครั้งด้วยความคิดถึง..ผู้คนเสน่ห์ในวิถีชีวิต สีสัน ของธรรมชาติ ท้องถนน และเสียงบีบแตรรถที่ถ้าไม่บีบแตรเสียงดัง ก็ไม่ใช่อินเดีย

การเดินทางไกลมาถึงแล้ว วันที่รอคอยตื่นเต้นกันทุกคน ที่เราจะไปตะลุยอินเดียอีกครั้ง เที่ยวบินรอบดึก ตี 2 ทำให้มีเวลาเหลือทำทุกสิ่งอย่างให้เรียบร้อยก่อนเดินทางอย่างไม่รีบเร่ง ต่างคนต่างมาตามนัดหมายสุวรรณภูมิ วันนี้เราสบายหน่อยได้ติดรถแฟนเพื่อนใจดี ไปส่งกันถึงสนามบิน ขอบคุณเป็นอย่างสูง ทำการเช็คกระเป๋าโหลดเรียบร้อยพร้อมเดินทางขึ้นเครื่อง ด้วยสายการบิน indigo เครื่องบินเริ่มออกตัวอย่างช้าๆ เกือบครึ่งชั่วโมงถึงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สวดมนต์ในใจขอพรให้เดินทางปลอดภัย เครื่องบินไม่หายเป็นพอ

ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมงถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี เมืองเดลลี (เวลาอินเดียช้ากว่าไทยประมาณชั่วโมงครึ่ง) ตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วรับกระเป๋าออกมา เจอ umer เจ้าของบ้านเรือที่จะไปเป็นไกด์กับเรา เช่ารถให้เรา Force Tempo Traveller นั่งได้พอสบายๆ วางของสัมภาระได้พอดี ออกจากสนามบินเริ่มเที่ยวกันเลย แต่การจราจรที่นี่ค่อนข้างติดขัด พร้อมกับเสียแตรรถต่างคนต่างบีบใส่กันสนั่น ยังไม่ชินหูหรอกนะ

เริ่มจากคนขับจะพาไปที่ Qutub Minar กุตับ เป็นชื่อกษัตริย์ มีนาร์แปลว่าหอสูง เป็นหอแห่งชัยชนะ หอคอยหินสีแดงมีความสูง 72.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.27 เมตร ส่วนฐานกว้าง 14.32 เมตร เป็นหอคอยสุเหร่าที่สูงที่สุดในโลก ศิลปกรรมแบบมุสลิมผสมฮินดูภายในมีเสาแกะสลักได้สวยงามมากๆ เหมือนแกะบนไม้เลยทั้งที่เป็นหิน น่าประทับใจที่รอบบริเวณมี กระรอก นกแก้ว สารพัดนกส่งเสียงร้องกันอย่างมีความสุข และมีครื่องบินๆ ผ่านมาเป็นระยะๆ

ออกจากหอสูง ขึ้นรถจะพาเราไปมื้ออาหารแรกสำหรับอินเดียวันนี้เป็นร้านอาหารพื้นเมืองโลคอลๆๆ ให้ตายสิ มีรถบรรทุกจอดเต็มไปหมดในซอยนี้ คล้ายกับเป็นขนส่งสิบล้อ หกล้อจอดติดกันไปหมด แต่กับมีร้านอาหารแอบเปิดอยู่ใกล้ๆ จะขายใครหว่า และร้านก็ยังไม่เปิดเลย แต่คนขับลงไปถามได้ความว่าอีก ชั่วโมงรอได้มั้ยค่อยกลับมาใหม่ จะพาไปเที่ยวใกล้ๆ แถวนี้ เป็น Lotus Temple กว่าจะเลี้ยวไปรถก็ติด หิวกันจริง ไปจอดริมถนนตรงข้ามกับ Lotus Temple ก็งั้นๆ อ่ะ ไม่น่าสนใจ ดูคล้ายเป็นสวนสาธารณะ ไม่ใช่ไร หิวแล้วเลยไม่สนใจ เราลงจากรถ ต่างพากันเดินไปในซอยที่มีขายของบนรถเข็ญ โอ้ะ น้ำส้มเช้งคั้นสดๆ จริงๆ นะ แต่ไม่กล้าดื่ม ยืนดูกรรมวิธีขั้นตอนการทำเราลังเลนะ แต่พี่ยู้เดินไปหยิบกระบอก น้ำส่วนตัวมาให้เขาใส่ก็ยังดี เขาคงเข้าใจเรา เลยไปหาถ้วยพลาสติคมาใส่แทน อืมพอดื่มได้

หน่วยกล้าตายของเรา น่ารักมากเลย ลองชิมได้ทุกอย่าง

รสชาติกินลง หิวข้าวหิวน้ำ ชอบมีดปอกส้มเช้งเขา ดูง่ายดีๆ ตอนปอกเปลือก ผู้ชายขายน้ำผลไม้ จบ กลับไปร้านอาหารต่อรถยังคงติด แต่คนขับเลี้ยวเข้าทางลัดหน่อยนึง หรือว่าตอนแรกพาอ้อมมากันแน่ รีบลงจากรถกันเข้าไปในร้าน ค่อนข้างใหญ่โต พื้นที่เยอะมาก

พวกเราต่างสั่งอาหารกัน ดีที่ทริปนี้มีล่ามอิมพอร์ทเก่งๆ หลายคน งานนี้คุณผึ้งถนัดสุดเรื่องอาหาร 555 เราได้แต่นั่งเฉยๆ ไม่ต้อง เขาสั่งให้กินต้องกินได้แน่ ระหว่างนั้นทุกคนก็ก้มหน้าก้มตา wifi กันกระจุยกระจาย นี่คือวัฒนธรรมก่อนกินของคนไทยเราในปัจจุบัน ฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี อาหารมาก็เริ่มถ่ายๆ กินๆ รสชาติดีเครื่องเทศเขาแรง แต่ก็อร่อยนะหรือว่าหิวก็ไม่รู้ คิดเงิน มื้อนี้ราคาพอสม ออกจากร้านอาหรอิ่มกันยังมีเหลือห่อใส่กล่องอีก แวะซื้อผลไม้ข้างทาง ฝรั่งขี้นก เป็นผลไม้ที่ไม่ค่อยมีขายหายากล่ะไปต่อตามโปรแกรมของเราที่ Akshardham ที่นี่ร้อนจัง อยู่กลางแจ้งไม่ค่อยมีต้นไม้ ที่สำคัญเขาห้ามเอากล้องถ่ายรูปเข้าไป รู้สึกเหนื่อย รู้ว่าสวย แต่ไม่อยากเข้าไปโดยไม่พกกล้องไปเก็บภาพ มันเสียดายจัง สู้ไม่เห็นซะดีกว่า คนอื่นก็ลงไปกัน เฝ้ารออยู่ในรถดีกว่า

อักชาร์ดัม (Akshardham) เป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดยกินเนสส์บุ๊คเมื่อ ปี ค.ศ. 2007 สร้างขึ้นใหม่ใหญ่อลังการตามรูปแบบโบราณของอินเดียใช้
ินทรายในการก่อสร้าง ชื่นชมความงามพร้อมถ่ายภาพกันเป็นของที่ระลึกจากข้างใน ภาพละ 130 รูปีออกจากที่นี่ด้วยอากาศร้อนระอุ ลำดับต่อไปที่สาวๆ ชอบ คือ ช้อปปิ้งๆ มีเงินในกระเป๋าไม่ได้มันหนัก ช้อปดีก่า ไปตลาดจันปาทกัน

เดินเที่ยวซื้อกันอยู่นานจนเหนื่อยเมื่อยขา แบกกระเป๋ากล้องด้วยเมื่อยไปหมด ออกเดินทางต่อ เราจะไปนอนกันอีกเมืองชื่อว่าอัครา โรงแรมชื่อ  Siris 18 ตั้งอยู่ในเมืองมุมดี มองจากบนดาดฟ้าจะเห็นตาชมาฮาลด้วย มุ่งหน้าใช้ช่องทางด่วนพิเศษของเขา แต่ไม่ด่วนเลย เพราะมีการกำหนดความเร็ว 60 กม./ช.ม. ใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง ระยะทาง 210 กม. แวะเขาห้องน้ำเพื่อพักรถตลอดทาง ดีที่ห้องน้ำสะอาดค่อยยังชั่ว คืนนี้ถึงโรงแรม Siris 18 ประมาณ 4 ทุ่ม ถ้าเป็นบ้านเราก็บวกไปอีกชั่วโมครึ่ง กว่าจะลงตัวแยกย้ายกันชมห้องกว่าจะนอนก็เที่ยงคืน แต่หลับสบายห้องพักหรูหราพอสมควรตกแต่งสวยงามแอร์เย็น

Day 2 ทัชมาฮาล ที่แห่งนี้มีความรักอยู่..

เริ่มวันใหม่ตื่น 6.00 น. ถือว่าเช้านะเนี่ย จากเมือคืนที่พวกเราเดินทางมาถึงดึกดื่น เข้าพัก โรงแรมซิริส 18 อักรา ห้องพักก็หรูหรากว่าที่คิดไว้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องครบ เกือบจะนอนเพลินกับที่นอนนุ่มๆ ล่ะ ต้องตั้งเวลาปลุกไว้เพราะเช้านี้ต้องไปเที่ยว ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในเมืองอัครา ห่างจากโรมแรม Siris18 ที่พักไม่ถึง 15 นาที ขึ้นไปดูที่ดาดฟ้าก็มองเห็นทัชมาฮาลจริงๆ ด้วย วิวดี แต่ไกลๆ อาบน้ำแต่งตัวเช็คออกจากโรงแรมเลยล่ะ จะได้ไม่เสียเวลา ไปต่อแถวซื้อตั๋วทัชมาฮาล ปิดทุกวันศุกร์นะจ้ะ แต่วันนี้เป็นวันเสาร์เวลาดีๆ

ก่อนเข้า คนขับเตือนว่าห้ามเอาอะไรไปบ้างที่จะไปทำลายทัชมาฮาลของเขาได้ เช่น สายชาร์ตแบตเตอรี่ ไฟแช็ค บุหรี่ ขาตั้งกล้อง เฮ้ย สรุปเอาแต่ตัวและหัวใจ+สะพายกล้องถ่ายภาพเข้าไปละกัน จะได้ไม่มีปัญหาใดๆ ให้เขายึด รถส่งเราทางเข้าซึ่งก็ไกลพอสมควรกว่าจะถึงประตูเข้า ไม่เข้าใจไม่ส่งให้ถึงที่ แต่คิดอีกทีเขาช่วยเหลือคนอินเดียด้วยกันเอง ด้วยการกระจายรายได้ ให้คนที่เมื่อยขา ขี้เกียจเดิน ได้ว่าจ้างนั่งรถม้า รถบริการของเขา

ตรงทางเข้าทั้งแขกทั้งคนต่างชาติปะปนกันเข้าแถวเยอะพอสมควร คนเกาหลี คนจีน ฮ่องกง ก็เยอะ ที่รู้เพราะได้ยินสำเนียงภาษาจีน อิ เอ้อ ซัน ซื่อ 123 ตอนนับถ่ายรูป ส่วนคนของเราก็บ้าเกาหลี รีบนับเลขถ่ายรูปบ้างว่า ฮัน ทู เซ กลุ้มจริงหน้าไม่ให้แต่ใจรักว่างั้นเถอะ

ทัชมาฮาล แม้จะเคยมาแล้ว แต่ก็ยังชอบตื่นตาตื่นใจกับทัชมาฮาลอยู่ดี เสียดายที่วันนี้สระน้ำหน้าทัชมาฮาลไม่มีน้ำเลย มีคนงานกำลังซ่อมบำรุงลงไปขัดพื้นสระอยู่ แบบไม่สนใจโลก ทำให้เราไม่ได้ภาพเงาสะท้อนทัชมาฮาลเลยแย่จริงๆ สงสัยต้องกลับมาอีกครั้งแต่ไม่รู้เมื่อไหร่อ่ะนะ

ทัชมาฮาล เป็นสุสานหินอ่อน เชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยกษัตริย์อินเดียผู้ทรงมีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ ภายหลัง พระนางมุมตัส มาฮาล ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “อัญมณีแห่งราชวัง” ติดตามพระองค์ไปในสนามรบและคลอดรัชทายาทองค์ที่ 14 ก็เสด็จสวรรคต สร้างความเสียพระทัยให้กับ พระเจ้าชาห์มาฮาน เป็นอย่างยิ่ง เรื่องเศร้าอีกเรื่องคือโดนพระโอรสโอรังเซบ นำเอาไปขังไว้ที่ Agra Fort และสถาปนาตนขึ้นครองราชย์แทน พระองค์ทรงถูกขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งเสด็จสวรรคต ในแต่ละวัน พระเจ้าชาห์มาฮาน ได้แต่ทอดพระเนตรมาที่ ทัชมาฮาล ซึ่งเป็นหลุมที่ฝังพระศพของพระมเหสีจนสิ้นพระชนม์ ตำนานที่ดูโหดร้ายอีกอย่างคือการสร้างใช้เวลาทั้งหมดกว่า 20 ปี ใช้เงินและแรงงานมากมายมหาศาล ประชาชนยากจนลำบาก ดูแล้วเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนเราต้องก้าวต่อไป จะจมปลักแต่กับสิ่งเศร้าทุกข์ไม่ได้ เราควรเลือกที่จะมองมุมมองแต่สิ่งที่สวยงาม สบายใจ ไม่มีใครสิ่งใดในโลกที่จะสมบูรณ์แบบไปทุกสิ่ง อย่างน้อยก็เหลือสิ่งก่อสร้างที่เป็นวัตถุให้เราได้ชื่นชมว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่มั่นคง เพราะเราไม่สามารถสร้าง ทัชมาฮาล ได้เอง แต่ทัชมาฮาลกลับ สร้างโลกสร้างรักให้คนตราตรึงไปทั่วโลกยังไงล่ะ รีบออกจากทัชมาฮาล เพราะใช้เวลาพอสมควรแล้ว เริ่มท้องร้องนิดนึง มื้อเช้าที่โรงแรมเอาไม่อยู่ แวะไปหาร้าน McDonald’s เป็นห้างเล็กๆ TDI Mall, Shop สั่งกินเบอเกอร์กันอย่างหิวกระหาย และแล้วก็ได้ shopping กันอีกกระหน่ำ 555 ไปเจอร้าน แบรนด์ bibaindia เสื้อผ้าสวยๆ ทั้งนั้นเลย ได้กันคนละชุดสองชุด ลองกันสนุกสนานก่อนออกจากร้าน สาวไทยช้อปปิ้งไม่แพ้ชาติใดในโลก นี่พูดเลย

เดินทางต่อไปอีก ต้องกลับเดลลีเพื่อไปให้ทันช้อปต่อที่ตลาด Center Market คล้ายๆ กับประตูน้ำบ้านเราล่ะ ลืมบอกไป คนขับรถของเราสำหรับ 2 วันนี้ ชื่อ จีตุ้ด 555 ขำป่ะ เรียกไม่ยาก แต่เรียกแล้วขำ พี่แกเห็นเราหัวเราะก็หัวเราะตาม ไม่รู้ไรหรอก ความหมายมันลึกซึ้ง อย่ารู้เลย จีตุ้ด ขับรถดี ช้าๆ ค่อยๆ ไป ไม่เร็ว เคร่งครัดในกฎหมาย ทางด่วนพิเศษ ขับแค่ 60 กม. ต่อชั่วโมงจริงๆ เราต้องเดินทางขับรถอีก 5 ชั่วโมง กลับเดลลี เห็นแล้วอยากล็อคคอให้แกมานั่งเฉยๆ แล้วเราขอเหยียบคันเร่งแทน แต่ไม่เอาดีก่า ไม่อยากติดคุกแขก เด่วอ้วกแตกคาคุกเพราะขี้ในคุกเต็มไปหมดแน่เลย ก็ไม่มีใบขับขี่นะ

ถึงตลาด Center Market เย็นๆ ประมาณ 6 โมงครึ่ง แยกย้ายกันเดินทำเวลา ต่างคนต่างเดิน คนเยอะแออัด ทั้งรถทั้งคนเดินปนกันบนเลนถนนที่ไม่กว้าง อีกทั้งยังมีสินค้าที่วางขายกันตามสะดวก ไม่เข้าใจจะให้รถวิ่งทำไมในซอยเล็กๆ ปิดท้ายที่สุดท้ายสำหรับวันนี้คือการไปนอนรอที่สนามบินภายใน เก็บของลงจากรถ จีตุ้ด คงดีใจแย่ ที่จะส่งพวกเราจบงานเขาแล้วกล่าวคำลา ให้ทิปไปยังทำหน้างงๆ แต่รีบขอบคุณพวกเรา บอกว่าขอบคุณสำหรับเงินทิป ที่จะช่วยเป็นรายได้ให้เขาเลี้ยงครอบครัว ยิ้มแฉ่งเลย รีบถ่ายภาพกันก่อนจาก


ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะผจญภัยกันเอง เดินดุ่มๆ เป็นกลุ่มก้อนไปที่ประตูสนามบิน หน้าตาเคร่งขรึมของเจ้าหน้าที่ทำทหาร ไม่ยอมให้เราเข้าไปรอก่อนเวลา ไล่ให้เราไปรอที่ออฟฟิสขายตั๋วด้านข้างอาคาร พอเข้าไปก็เจอประชาชนคนอินเดียหลายสิบคน บ้างก็นอนรอปูผ้ากับพื้น นั่งเก้าอี้นอนยาวบ้าง โชคดีมีที่ว่างหน่อยนึง เราก็รีบไปจับจอง อากาศร้อนนะ แอร์ไม่ค่อยเย็น แต่ก็มีห้องน้ำให้เข้า แต่ทริปนี้เรามีผู้ใหญ่มาด้วยเกรงว่าจะนอนเก้าอี้เมื่อยตัว พอดีมีบริการห้องพักชั่วคราวของ Plaza Premium Lounge ก็ราคาไม่แพงมากสำหรับนอนพักอาบน้ำได้ ดีแล้วจะได้เที่ยวต่อได้สบายๆ นี่แค่เริ่มทริปเท่านั้นไม่อยากให้ต้องลำบาก แต่เราขอยืนยันนอนยัน พื้นสนามบินเหมาะกับระดับอย่างเรามาก อิๆ ไม่ได้มีโอกาสได้นอนกันบ่อยๆ อ่ะนะ มียุงนิดนึง แต่พอจะหลับได้เจ้าหน้าที่มาเรียกซะงั้นประมาณว่าคงดูไม่เรียบร้อยกับสนามบินเขา ก็เลยต้องตื่นไปอาบน้ำแบบแห้งๆ แปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องน้ำสะอาดกลับออกมานั่งเก้าอี้ทีว่างอยู่ รู้สึกง่วงจะหลับก็มีแขกอินเดีย เสียงดังมากเลยมานั่งใกล้ๆ ส่งเสียงน่ารำคาญจริงไม่เกรงใจ หลับไม่ได้เลย

Day 3 Pahalgam หมู่บ้านคนเลี้ยงแกะ หนาวสุดขั้วหัวใจ

เช้านี้เดินทางบินภายใน ด้วยสายการบิน SpiceJet เพื่อไปยังสนามบินศรีนาคาร์ (Srinagar) จากเมื่อคืนต้องนอนรอในสนามบินที่สนามบินอินเดียนี่เข้าได้ออกไม่ได้ เดินเพ่นพล่านมากอาจจะโดนตรวจแม้แต่จะเดินผ่านไปทางเข้าห้องน้ำยังขอดูตั๋ว ถ้าเป็นบ้านเราคงวิ่งเข้าออกห้องน้ำสุวรรณภูมิ หรือซื้อของในเซเว่น7 หิวก็แวะกินข้าวร้านข้างในได้สบายๆ ไทยแลนด์แล้ว

เป็นเวลายาวนานกว่าจะถึง 8.00 น. ที่รอ ได้เวลาโหลดกระเป๋าเข้าเครื่องด้วยความตื่นเต้นที่อีกไม่นานจะเข้าสู่ความหนาวแล้ว หลังจากที่อยู่ร้อนจัดในเดลลีมา 2 วัน บินไปประมาณชั่วโมงใกล้ถึงละ เห็นสีเหลืองลิบตาที่มองจากหน้าต่างบนเครื่องบิน นั่นคือทุ่งมัสตาร์ดแต่ไกล เลาะผ่านเทือกเขาหิมาลัยน้ำแข็งของหิมะยังเกาะหนาแน่นตามหุบเขา ทันทีที่เท้าก้าวลงจากเครื่อง SpiceJet ต้องรีบเดินกึ่งวิ่งเข้าตัวอาคารสนามบินศรีนาคาร์ เพราะลมหนาวเย็นเหมือนใครเปิดประตูช่องฟรีซไว้ ต้องควักรื้อเสื้อกันหนาว กางเกงลองจอนมาเปลี่ยนใส่กัน ผ่านด่านตรวจจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง มีทหารเพียบไปหมด ตามทางเข้าออก รถที่จะนำเราไปพร้อมไกด์เจ้าของบ้านเรือ umer ที่นี่เราต้องจ่ายๆกับจ่ายเรี่ยราดรายทางจริงๆ กระเป๋าแม้เรจะถือยกเองได้ไม่ลำบากเลย แต่ก็มีชายฉกรรจ์ 2-3คนเข้ามารุมล้อม เพื่อขอยกกระเป๋า ไม่ให้ไม่ได้แย่งไปถือเลย คืออย่างไรก็ต้องจ่ายทิปให้เขาอ่ะนะ

รถคันที่ 2 ที่ umer จัดการเช่าไว้ให้เรา เป็นรถบัส TATA นั่งได้เกือบ 20 คนนะ ตลอดเส้นทางทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติ ดอกไม้สีสวยๆ มีสวนต้นดอกท้อสีขาว สีชมพู สลับกันไป และต้นไม้สูงใหญ่มากๆ พวกนี้น่าจะอายุเป็นร้อยๆ ปี ดีมากเลยที่คนอินเดียเขาไม่นิยมตัดต้นไม้ทำลายป่ามากนัก

ตามสองข้างทางถนนที่เลียบสายน้ำเล็กๆ มีโขดหิน มีแต่ต้นไม้รูปทรงสวยๆ กิ่งก้านสาขาทอดยาวเหมือนในนิยายเลย ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาก็คงดูแต่ในสมุดภาพ อยากจะหยุดรถลงไปถ่ายภาพแต่เกรงใจ แค่ได้เห็นก็รู้สึกถึงความร่มเย็นได้ดีมากสำหรับคนรักต้นไม้อย่างเรา ขับเลี่ยงเมืองที่มีการซ่อมถนน ได้ชมสิ่งต่างๆ แปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นกันไป อาหารมื้อแรกที่ไม่ได้เลือกเอง คนขับกับเจ้า umer พาไปจอดที่ร้านอาหารเล็กๆ ริมถนน

ทริปพวกเราเข้าไปกัน 14 คนก็แน่นร้านล่ะ แต่อากาศหนาวเย็นสบายนั่งเบียดๆ กันไป นาทีนี้ไม่สั่งเขาก็เสริฟให้ คือชาอินเดียร้อนๆ คนอินเดีย ทั้งประเทศนิยมดื่มชาพอๆ กับน้ำเปล่า เขาเรียกชาว่า “จาย” (Chai) ชาจะต้มลงไปกับนม และผสมเครื่องเทศลงไปด้วยหอมดีนะ ชอบมากยิ่งหนาวๆ แบบนี้ดีที่สุดละ อาหารอินเดียที่เขาจัดมาให้บนโต้ะคนละชุดๆ เป็นถาดกลมๆ เรียกว่า ถาลี มี จาปาตี เป็นแป้งแผ่นๆ แบนๆ ทำจากข้าวสาลี เป็นอาหารหลักที่รับประทานกับกับข้าว ไม่ว่าจะเป็นแกงถั่ว แกงเผ็ด มะเขือเทศดอง และโยเกิร์ต หง่า ไม่ถูกปากเราเลย แต่ก็กินนะ ให้รู้ว่าเป็นอย่างไรทานเสร็จจะมี เม็ดสีเขียวๆ แจกให้ตบท้ายคือ“เม็ดยี่หร่า” เอามาอมเย็นๆ ดับกลิ่นปากเครื่องเทศแรง มื้อนี้ umer เจ้าของบ้านเรือ เลี้ยงต้อนรับเรา แหมราคาถูกนะเนี่ย

อาหารถาดๆเนี่ย ขึ้นรถไม่นานชมวิวสองข้างทางที่เราจะมุ่งหน้าไปพักที่พาฮาลแกม ก็เจอเป้าหมาย คือทุ่งมัสตาร์ดสีเหลืองอร่ามเย็นตา พวกสาวๆ ก็พากันลงไปเก็บภาพแฟชั่นอย่างสุดสวิง แวะเข้าห้องน้ำ แวะซื้อผลไม้กันตามทางผ่านที่เป็นชุมชน ผู้ชายแคชเมียร์ต่างก็มองจ้องมาทางสาวๆ เรากันเต็มไปหมด อีกทั้งรถที่ผ่านไปมาบีบแตรกันสนั่น คงหน้าแปลกกระมังทำให้การจราจรในที่นี้ติดขัด ต้องรีบซื้อผลไม้และวิ่งขึ้นรถหัวเราะกันคิกคัก ว่านะ เขาคงมองพวกเราเป็นตัวประหลาดอ่ะ จมูกนิด ตาหน่อย มองและหายใจสะดวกกันมั้ย ก็ของเขาทั้งโด่งและดวงตาโตคมชัด 555 ถึงพาฮาลแกรม ประมาณบ่าย 3 โมงเย็น หนาวมากเริ่มมีฝนโปรยปรายบางๆ

ที่พักชื่อ Rose Hill เป็นบ้านหลังใหญ่มาก 3 ชั้น แบ่งห้องพักกันอย่างลงตัว แต่ละห้องจัดสวยงามไปด้วยสีสันลวดลายของพื้นพรม ผ้าห่ม ผ้าม่าน บางห้องมีมุมนั่งเล่น
พื้นที่แต่ละห้องช่างกว้างใหญ่เกินความจำเป็นจริงๆ ห้องของเราที่เลือกแบบไม่ตั้งใจเหมือนโชคชะตา เปิดหน้าต่างไปเป็นหลังบ้านมีต้นไม้ใหญ่ มีนกมาเกาะหลายชนิด ก็เป็นคนชอบนกอยู่แล้วดีเลย

ได้ยืนถ่ายภาพนกสบายๆ แต่อีกาดำๆ จะเยอะกว่านะ อากาศข้างนอกมันหนาวยะเยือก ต้องปิดหน้าต่างก่อนที่มือจะชา แต่แล้วก็ต้องออกไปเที่ยวต่อ นั่งรถแยกกัน 2 คัน เป็นรถเก่ง TATA นั่งได้คันละ 6 คน ขับขึ้นสูงไปตามไหล่เขา มีน้ำแข็งก้อนใหญ่หนา เกาะติดต้นไม้ เต็มไปหมด ไม่รู้จะพาไปไหน ก็ไปกัน จนถึงที่ลงจากรถด้วยความสั่นหนาว ลมก็แรงมากเลย ใส่เสื้อกันหนาวมาชั้นเดียว

ที่นี่เรียกว่า Betab Valley เป็นธารน้ำแข็ง น้ำตกกลายเป็นน้ำแข็งหิมะปกคลุม หนาวจริงๆ รีบถ่ายภาพแล้วกลับดีกว่า ขากลับก็แวะ shopping ช่วยเศรฐกิจชาวบ้านทีนี่ไปด้วย หมู่บ้านพาฮาแกม หรือ หมู่บ้านหุบเขาแกะ อยู่บนที่มีความสูง 2,130 เมตร มีเทือกเขาหิมาลัยและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม คนขับรถบอกว่าช่วงฤดูที่หนาวจัดหิมะปกคลุมเขาจะไม่ไปไหนกันเลยไม่ทำงานจะอยู่แต่ในบ้านจำศีล มีอาหารและเสบียงที่เตรียมเก็บไว้เพราะมันหนาวมากๆ ช่วงนี้ที่หิมะเริ่มละลายก็จะดีที่สุดละ ได้ออกมาขายของ เปิดร้านค้ากัน กลับเข้าที่พัก Rose Hill ด้วยความหนาวเหน็บจะอาบน้ำดีมั้ยหนอ แยกกันห้องใครห้องมัน ดีที่มีเตียงไฟฟ้า ในที่สุดก็ทนไม่ได้ต้องอาบน้ำซะหน่อย เพราะเมื่อคืนที่นอนสนามบินมาก็ไม่ได้อาบ ค่อยๆ ย่องๆ อยากมั่นใจเข้าห้องน้ำ เปิดก็อกน้ำอุ่นน้ำเย็นผสมกันตักอาบไป ทันใดก็เกิดมีความสามารถพิเศษในตัวเอง ร้องเพลงโอเปร่าไปได้อัตโนมัติ อย่างโหยหวลตามจังหวะของน้ำที่รดราดบนร่างกาย โฮๆ …โฮยๆ กึกๆๆ กักๆ เสียงฟันกระทบกันนะ หุๆ

อาบเสร็จเสื้อผ้าหนาลองจอน หมวกถุงมือจัดเต็มเดินลงมานั่งโต้ะอาหารจนครบ ไฟตกทีนึง มองไม่เห็นอาหาร แต่ได้กลิ่นเครื่องเทศแรงๆ ก็ดีจะได้ร้อนๆ หายหนาว เป็นข้าวสวยเม็ดเรียวๆ

จาปาตี แกงไรไม่รู้เป็นถ้วยๆ คงซุป มีไก่ทอดคลุกเครื่องเทศ แต่เราก็ควักของดีของเราออกมา มันคือน้ำพริกตาแดง นรก แมงดา ใครมีอะไรเอาออกมากินกัน จนอิ่มแยกย้ายกันนอนกับผ้าห่มเตียงไฟฟ้าให้หลังร้อนๆ ดีกว่า ราตรีสวัสดิ์

Day 4 Gulmarg กระเช้าลอยฟ้า Gondola

ความทรงในการเดินทางมีเรื่องเล่ามากมาย เป็นเวลาที่มีความสุขล้น คิดดูวันนี้อยู่ที่นี่ แล้วพรุ่งนี้จะต้องเก็บกระเป๋าไปเที่ยวไปนอนอยู่อีกที่เป็นลำดับโปรแกรมที่วางแผนกันเอาไว้เป็นอย่างดีรอบคอบ ให้ตายดิ ถ้าทำงานแล้วได้แบบนี้ตลอด ยอดเยี่ยมเลย เพราะการเดินทางแม้มีผิดพลาดคลาดเคลื่อน พักรถหยุดรอเข้าห้องน้ำนานๆ ช็อปปิ้งเพลินจนลืมดูเวลานัดหมาย สั่งอาหารแล้วกินไม่ได้ ไม่ถูกปากไม่อร่อย แต่มันก็สนุกสุดๆ เป็นประสบกราณ์ชีวิต เพราะมันคือการเดินทางนั่นเองที่มีแต่เสียงหัวเราะขบขันกับสิ่งต่างๆ ที่พบเจอ ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ up to you!! แปลเป็นภาษากันเองๆนะ ก็แล้วแต่มึงไง จะเลือกหัวเราะหรือร้องไห้ระหว่างเดินทาง.. หุๆ

เช้านี้ บนที่นอนสีสวยที่มีไฟฟ้าอยู่ข้างใต้ที่นอน กลิ้งไปมาก็ยังหนาวอยู่ดี ที่นอนเริ่มไม่ร้อนเนื่องจากพี่แขกเจ้าของโรงแรมคงมีระบบตัดไฟฟ้า เพื่อเป็นการประหยัดค่าไฟเขาหรือเปล่านะ
หรือหวังดีกลัวหลังเราจะไหม้ร้อนไป ไม่นะ ไม่ใช่เลย มองที่กระจกหน้าต่างมีไอน้ำเย็นๆ เกาะเต็มเป็นฝ้าไปหมด สัมผัสได้ถึงความหนาวของอากาศข้างนอกได้เป็นอย่างดี รีบตื่นลุกไปล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำขอบ๊ายๆ ไม่กล้าพอ และเมื่อคืนก็อาบเผื่อแล้วล่ะ เก็บของใส่กระเป๋าร่ำลาห้องนี้

ขอบคุณสำหรับ 1 คืนที่ดีๆ หลับสบาย มีนกนานาชนิดให้ยืนสงบๆ ทอดสายตามองธรรมชาติเล็กๆ ที่เปิดหน้าต่างองออกไป ได้ดูและแอบถ่ายภาพ อย่างสบายอารมณ์ มื้อเช้าที่หนาวเหน็บ คือไข่เจียว ขนมปัง+มาม่าที่เอามาเอง เป็นมื้อที่ผู้ชาย 2-3 คน ขะมักเขม้นปรุงอาหารเตาไฟร้อนๆ ควันขโมงทำอาหารเลี้ยงเราแบบงัวเงีย ก็พวกนี้เพิ่งตื่นนอน ตื่นสายกว่าเราอีก เพราะโผล่เข้าไปแอบดู บางคนยังนอนขลุกอยู่เลย แต่ก็รีบลุกโผล่มาทักทายเราว่า good morning ตามมารยาท จริงๆ

อยากจะทำอาหารเองซะเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะหยิบจับอะไรได้ เครื่องปรุงก็มีแต่เครื่องเทศ เขาทำกันอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืดสลัวไม่มีไฟฟ้า แต่มีแสงสาดมานิดนึง คงอร่อยแหละ เดินออกมานั่งรอที่โต้ะไม่นานก็มี ชา จัยมาเสริฟ ตามธรรมเนียม มันดีที่สุดแล้วเวลานี้ของร้อนๆ แก้หนาว แล้วก็ตามด้วยพ่อครัวอีกคนเดินรี่เข้ามาที่โต้ะ เอาเท้าเตะโต้ะโครมครามเพราะมันวางเกะกะ แล้วก็วางชามซุปให้เรากิน เอ้ย ผู้ชายทำก็แบบนี้แถมเป็นแขกอีก จะให้นุ่มนวลเหมือนสาวๆ ไทยสไตล์ไม่ได้เลย บางคนอาบน้ำเก็บกระเป๋าเสร็จก็ทะยอยลงมาทานอาหารเช้ากัน เมื่อพร้อมหน้าตากัน เสร็จสิ้น

ถ่ายภาพร่ำลาสุดท้ายที่นี่ที่พาฮาลแกรม คงอยู่ในใจเพื่อนๆ หลายคนที่มาไปอีกนาน ว่าที่นี่ทั้งหนาวและสวยสด และอีกมากมายที่จะเลือกเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี ระหว่างทางวิวสองข้างทางเป็นหุบเขามองลงไปเป็นบ้านหลังเล็ก หลังใหญ่สลับกันไปมีทำเลฮวงจุ้ยดีมาก ข้างหลังเป็นเขา หน้าบ้านเป็นสายน้ำ แถมมีพื้นที่สนามหญ้าสีเขียวกว่าจะเดินถึงตัวบ้านก็เล่นเตะฟุตบอลได้เลย น่าอยู่มากจริงๆ

ด้วยเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลดจนทำให้เพื่อนร่วมทริปบางคนถึงกับเวียนหัว อาเจียนไปตามๆ กัน จนต้องหยุดรถ เราก็เลยได้กระโดดลงจากรถไปด้วย เปล่านะไม่ได้อ้วก แต่เป็นช่างภาพไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้ รีบทำการเก็บภาพข้างทางที่สวยงาม เขาเรียกว่า เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส 55 ไม่ได้ห่วงเพื่อนเลยก็เห็นมีคนดูแลเยอะละ ฝากไว้ช่วยดูแล
ปล.ถ้าจอดรถอีกครั้งใครจะเวียนหัวหน้ามืดอาเจียน ขอนะ ขอวิวสวยๆ นะจะได้ลงไปปฎิบัติการได้ภาพสวยๆ อีก

วันนี้เราต้องทำเวลาเพื่อวิ่งรถไป ที่กุลมาร์ค Gulmarg นั่งกระเช้าลอยฟ้า Gondola เล่นลานสกีหิมะ อยู่ห่างจากเมืองศรีนาคา ประมาณ 58 กิโลเมตรเลนถนนก็เล็ก แถมยังมีการซ่อมถนนทำให้การจราจรติดขัดเป็นระยะๆ แวะซื้อของระหว่างทางเข้าห้องน้ำ กว่าจะถึงก็ประมาณบ่าย 3 โมงเย็น umer ก็แวะรับไกด์ประจำท้องถิ่นที่คุ้นเคยกันดีติดรถมาด้วยเพื่อมานำให้เราไปขึ้นกอนโดลา-เคเบิลคาร์

คนอินเดียนี่ดีนะเขาช่วยเหลือกันและกันดี คงตกลงแบ่งปันกันได้อย่างลงตัว มันก็ดีสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราในการนำพาไปไม่เสียเวลา เพื่อความสะดวกรวดเร็ว แม้แต่มาถึงแล้วก็ยังปล่อยให้พวกเรารีบลงรถแล้วเดินเข้าไปเป็นระยะทางไกลพอสมควร ประมาณว่าใครเมื่อยใครขี้เกียจ ก็จ้างรถม้า รถบริการของเขาไปส่งให้ตามเคย ช่วยกันกระจายรายได้ดีจริงๆ แต่พวกเราอึดกว่าที่แขกคิดไว้นะ ก็เดินกันเข้าไป ชมสองข้างทางปกติข้างขวาจะเป็นสนามกอล์ฟหญ้าเขียวๆ ตอนนี้ได้กลายเป็นลานสกีหิมะปกคลุมไปเต็มพื้นที่แล้ว และเป็นสนามกอล์ฟ 18 หลุมที่สูงที่สุดในโลก 2,730 เมตรจากระดับนํ้าทะเล

รอบๆ ทิวทัศน์และต้นสนที่สวยงามมากถ้าไม่มีหิมะ เดินจนไปถึงประตูทางเข้ากระเช้า หุๆ ช่างเป็นกระเช้าที่ตลกจริง กระจกของกระเช้ามันไม่เคยเปลี่ยนไม่ใสเลยทำให้ถ่ายภาพแบบมัวๆ เห็นหมู่บ้านยิปซีในข้างล่างที่อพยพไปอยู่ที่เมืองอื่นๆ ในช่วงฤดูหนาว และจะกลับมาอาศัยที่กุลมาร์คในช่วงฤดูร้อน ใช้เวลานั่งกระเช้าประมาณ 10 นาทีก็ลงจอดที่ลานหิมะข้างล่างพวกเราก็ลงมาเดินเล่นชื่นชมกับหิมะขาวๆ ทำการถ่ายภาพและบางคนก็เช่ารถสโนว์สกู๊ตเตอร์ขับเล่นน่าสนุกดี แต่เราเป็นได้คือช่างภาพเท่านั้น ไม่งั้นจะพลาดเก็บภาพช่วงเวลาแห่งความสุขของเพื่อนไปได้ เล่นกันจนหนำใจก็ลง เดินทางกลับ

คืนนี้เราต้องตีรถไปเมืองศรีนาคา เพื่อนอนบ้านเรือ House Boat ณ ทะเลสาบดาล Dal Lake เราจะนอนกันยาวเลย 3 คืนให้สมกับได้มาอีกครั้ง รถติดมากเมื่อถึงตัวเมืองการจราจรที่เรียกว่ามั่ว
จริงๆ บีบแตรเสียงดัง ไม่มีเลนถนนที่แน่นอน ทุกคนทุกคันวิ่งกันตามสะดวก ที่สามารถไปได้ เราขับไปจนถึงท่าน้ำ ที่ 9 เพื่อลงเรือไปนอนบ้านเรือของ umer อย่างเหนื่อยเพลียกับการเดินทาง
ลงเรือ “ชิคารา” เป็นเรือพายโบราณ แจวกันไปบรรทุกสัมภาระก็หนักเยอะ มืดแล้วด้วยมองอะไรไม่ค่อยเห็น แล้วก็ถึงบ้านเรือที่รอคอย แบ่งสรรปันส่วนกันตามวรรณะชั้น 555 ไม่อยากจะเหลา ทุกคนพอใจหมดกับบ้านเรือที่แบ่งเป็น 3 ลำ ส่วนเราคือแขกผู้พิเศษ ได้บ้านเรือแบบ Extra ไว้มาต่อนะ ว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง ราตรีสวัสดิ์ วันคืนดีๆมีแต่ความสุขได้นอนเหนือน้ำ ทะเลสาบดาล (Lake Dal) อีกครั้ง

Day 5 Srinagar ล่องเรือ ทะเลสาบดาล

เช้าวันใหม่ตื่นมาบนเรือสำราญระดับ Extra Young Bombay House Boats นอนสบายมากเลย ปล.บ้านเรือเราสุดแสนดีไม่มีใครมาเยือน ก็ผนังเรียบสีน้ำตาล ห้องน้ำไม่มีฝักบัว มีแต่ถังพลาสติกให้เปิดน้ำร้อนน้ำเย็นผสมเอาเอง เตียงนอนไม่มีไฟฟ้าให้ความอบอุ่นก็ดีกลัวไฟดูดอ่ะนะ โต้ะอาหารเล็กๆ ไม่มีโคมไฟคริสตรัลหมุนๆ มีแต่คิดมาก ไม่มีสลักเสลา ทีวีคลาสิคซุกที่โต้ะไม้ ไม่ได้แบบแขวนผนังเหมือนบ้านเรือหลังโน้นไม่ รู้ว่าสีหรือขาวดำเพราะไม่ได้เปิดเลย คล้ายกับว่าเคยเห็นรุ่นนี้ตอนเด็กๆ แฟนฉัน พื้นกระดานเรือเดินทีเสียงดังเอี้ยดอ้าดกลัวถล่ม ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เบาสุดล่ะ และสุดท้ายไม่มีฮีตเตอร์ส่วนตัวแบบหิ้วพกพาเยย แต่พูดเลย นอนหลับฝันดีตลอดคืน ต่อกันเลยไม่ขอบ่นมากละขำๆ ยามเช้ารีบลุกออกมาเดินดูบรรยากาศรอบๆ บ้านเรือกลางทะเลสาบดาล ที่เมือคืนต้องแจวเรือเข้ามาดึกๆ มองอะไรไม่ค่อยถนัด

นกที่ทะเลสาบดาลนี่อ้วนท้วนสมบูรณ์มากๆ เลย คงมีความสุขกับอากาศดีๆ

บรรยากาศรอบทะเลสาบไม่หนาวมาก แต่ก็เย็นสบาย กว่าเมื่อ 2 วันก่อนที่อยู่พาลฮาลแกรมอันหนาวเหน็บ ต้องใส่ลองจอนและเสื้อผ้ากันหนาวหลายชั้น ยิ่งอ้วนๆ กันอยู่แล้ว ก็เป็นข้าวต้มมัดเลยล่ะ

แค่เราเดินออกมานอกเรือ พ่อค้าแขกแจวเรือเข้ามาที่ท่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตะโกนถามว่า ไตแลง เออๆ ไตวายโวย พี่แขกทำหน้างงๆ คิดว่าคงทายผิด พูดใหม่อีกทีว่า มะเล็ดพันๆ เออเก่งว่ะ พ่อค้าแขกคนนี้คือเป็นเรือขายดอกไม้สด แกมีดอกไม้สดจริงๆ และมีเมล็ดสำหรับเอาไปปลูกด้วยดอกไม้ก็วางเต็มเรือไปหมดสีสันสวยงาม เชิญชวนให้เราซื้อ เราก็บอกประมาณว่าบ้านเราร้อนปลูกไม่ได้หรอก ไตแลงอ่ะเวรี่ฮอท แกรีบโต้กลับมาแปลเป็นไทยว่า ไตแลน ไตหวัน มาเลเชี่ย ปลูกได้จริงๆ เราก็ไปต่อไม่เป็นเลย ทำเป็นรู้ดี คือยังไม่พร้อมจะเสียเงินเลย เพิ่งตื่นนอนออกมาจะชมวิวซะหน่อย ไม่ยอมไปไหนะ พร้อมควักเอาแคตตาล็อกดอกไม้ออกมาด้วยอีก งงเลย มีแคตตาล็อคด้วย มีพันธ์ไม้นานาชนิด บังเอิญเป็นคนชอบปลูกบัวอยู่แล้ว เลยแกล้งถามว่ามีมั้ยโลตัสๆ พี่แกก็่เปิดกล่องเหล้ก พร้อมซองใส่เม็ดบัวออกมาก อ้าวซวยละได้เสียเงินแหง๋ แกล้งบอกไปเอาสีเหลืองนะ เยลโลๆ สีอื่นไม่ชอบ พี่แกก็ล้วงไปในกล่องเหล็กอีก แฮฟเยลโลโลตัสอ้าว สีชมพูละ แกก็มี พร้อมล้วงออกมาโชว์เลย สีฟ้า สีม่วง สีชมพู สีขาว เอาเป็นว่ากูมีหมด ไม่ต้องถาม แล้วสรุปมันต่างกันด้วยนะ

เมล็ดแต่ละสีรูปทรงต่างกัน แต่ว่ามันจำได้ไงหว่าสีอะไรๆ อันไหนบ้าง เออจบกันควักเงินซื้อจนได้ พอดีนะที่มีติดตัวในกระเป๋ากล้องแต่ต่อราคาจาก 200 รูปี เป็น 100 รูปี พี่แขกต้องยอม ก็หวังว่ากลับเมืองไทยแล้วหาวันฤกษ์งามยามดี จะเอาเมล็ดพันธ์ ไปปลูกแล้วจะรอดูว่ามันเป็นเมล็ดพันธ์บัวจริงๆ หรือเปล่า เรื่องสีคงไม่หวังว่าสีอะไรแน่ ขอให้มันขึ้นเถอะๆ ไว้มาดูกันนะ แสงแดดเริ่มทอแสงกระทบผิวน้ำ ก็ถ่ายภาพพ่อค้า ดอกไม้ นกกระยางที่มาเกาะ บนตอไม้อย่างเพลิดเพลิน ยิ่งสาย ยิ่งเริ่มมีพ่อค้าแจวเรือมาเทียบตะโกนขายสินค้า เท่านั้นยังไม่พอ ขึ้นมาบนเรือของเราเลย ทำการวางของเปิดหน้าร้านเต็มไปหมด ต้องหนีเข้าบ้านเรือไปรับประทานอาหารเช้าดีกว่า อยู่นานมีแต่แพ้กับแพ้ ต้องซื้อซะอย่าง เป็นคนใจอ่อน.. มื้อเช้าแรกที่บ้านเรือ คือ ไข่เจียว+ขนมปัง+ข้าวต้มใส่เกลือ ขอบายกินแต่ขนมปังกะไข่ ที่กินได้สำหรับตัวเอง กินเสร็จโปรแกรมวันนี้คือจะไปทุ่งดอกทิวลิป ที่สาวๆ รอคอย วู๊ ดอกไม้เฉาแน่วันนี้ พ่อ umer บอก 2 วันก่อนก็พากรุ๊ปคนไทยไปชมดอกทิวลิปมา รับประกันว่าสวยพวกเราต้องชอบแน่เลย ทำการนั่งเรือซิคาร่า กันไปลำละ 4 คน ใครไปก่อนก็ไปรอบนฝั่ง แค่ขึ้นฝั่งก็มีแต่พ่อค้ามา ไม่มีแม่ค้านะ คนอินเดียผู้หญิงจะไม่ออกมาทำงาน น้อยมากที่เห็น ก็เข้ามาขายของกันชุลมุนสาวๆ กลุ่มเราก็ช่างซื้อง่ายขายคล่องกันเหลือเกิน ได้ของมาเรื่อยๆ วิ่งขึ้นรถหัวเราะคิกคัก แต่ไกด์พ่อ umer จะพาเราไปไหว้สิ่งศักดิ์บนเขาก่อนเห็นว่าเป็นวัดแต่ด้วยระยะทางไกล เลนถนนแคบมากและเป็นเหวหวาดเสียว

รถขาลงกลับขาขึ้นสวนกันแทบไม่ได้ทำให้การจราจรข้างบนนี่นิ่งสนิท คนขับรถต้องลงไปเดินสำรวจทาง ยกหิน ถอดฝาครอบล้อออก เพื่อจะได้ทำให้ผ่านจุดนี้ไปได้ เล่นเอาใจระทึกกันเลย ว่าจะไปยังไง พี่แขกจะตีกันมั้ย ต่างคนต่างก็จะไป แต่มันไม่สามารถสวนกันได้ง่ายๆ ต้องชำนาญมากที่จะหักพวกมาลัยให้รถไม่เบียดกัน แต่รถบัสของเรานี่ดิเบียดเสียดสีกับกิ่งไม้ไปหลายกิ่ง ก็ต้องยอมกันไป รถที่อินเดียแทบไม่มีคันไหนที่ไม่มีร่องรอย ที่เห็นบนท้องถนนเขาจะไม่สนใจกันเรื่องรถ ขอให้รถวิ่งได้ แตรไม่เสียเสียงดังเป็นพอ ความเงางามของรถช่าง บางคันงงมากพับกระจกมองข้างไปเลยเพื่อให้รถไม่ยื่นออกมาเวลาจะเบียดจะแทรกกันระหว่างที่รถเยอะๆหนาแน่นบนท้องถนน ใช้เวลาอยู่นานรถถึงผ่านขึ้นเขาไปได้ด้วยความโล่งใจ คนขับแวะจอดตรงจุมวิวถ่ายภาพให้เราลงไปผ่อนคลาย จากจุดที่ยืนเห็นวิวข้างล่างลิบๆ พอจะเดาได้ว่า ที่เป็นทะเลสาบและบ้านเรือที่เราพักอยู่ตรงไหน

พ่อ umer บอกว่าข้างบนขึ้นไปได้ไหว้ศักการะแต่ห้ามถ่ายภาพ เท่านั้นเองเราก็ไม่เอาดีกว่ามันเสียดายนี่นา มาแล้วก็อยากถ่ายภาพกลับไปชื่นชม ก็เลยตัดสินใจลงกันหมดเพราะมาถึงที่จุดชมวิวนี่ก็สวยแล้ว กลัวขาลงด้วยว่าจะลงได้ปกติหรือเปล่า กลัวการจราจรข้างบนเป็นแบบเมื่อกี้ที่ผ่านมา แต่เราก็ลงได้อย่างสบายคงเพราะมันสายแล้วไม่มีใครสวนขึ้นมา ขับไปอีกไม่ไกลก็ถึงที่หมายวันนี้ ทุ่งทิวลิป กับมวลดอกไม้สีสันสดสวย ทุกคนคงชอบกันมาก ถ่ายภาพกันอุตลุด

ที่นี่เพิ่งมีงาน เทศกาลดอกทิวลิปบาน ไม่กี่วันที่ผ่านมา จะจัดในเดือนเมษายนของทุกปี ดอกทิวลิปที่นี่ มีหลากหลายสายพันธุ์ สำหรับคนที่ชอบดอกทิวลิปก็คงจะถูกใจกันไปตามๆ กัน

ผู้หญิงยังไงก็ชอบดอกไม้อยู่แล้วเน้อๆ วันนี้โชคดีอากาศไม่ร้อนทำให้เดินชมดอกไม้กันสบายๆ แม้ฟ้าไม่สวยใส แต่ดอกไม้สวยสดก็พอใจมี

สวนสไตล์โมกุล (Mughal Gardens) ซึ่งภายในสวนมีการประดับตกแต่งในแบบสไตล์เปอร์เซีย มีสระน้ำ ลำธารและแปลงไม้ดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด ชื่นชมถ่ายภาพเสร็จก็เดินกลับออกมาที่รถ จบโปรแกรมการเที่ยววันนี้ด้วยการช็อปปิ้งที่ตลาดแถวๆ ท่าเรือ แต่แวะทานอาหารกันก่อนที่ร้านอาหารสไตล์จีนอินเดีย ชื่อร้าน Lhasa Restaurant ที่นี่มี wifi แต่เสียเงิน แต่ก็เล่นไม่ค่อยได้

บรรยาศเริ่มสลัวๆ มีฝนโปรยปรายโชคดีที่ไปทิวลิปมาแต่เช้า ไม่งั้นอดถ่ายภาพกันต้องวิ่งหลบฝนแน่เลย พวกเราสั่งอาหารมากินเต็มโต้ะ เมนูที่กินได้คือ แกะ แพะอิๆ ข้าวผัดแพะ แกะ แกงไก่เครื่องเทศรสจัด ผัดหมี่ซั่ว จาปาตี อิ่มเลย แต่ฝนตก จากนั้นคิดว่าใครอิ่มง่วงนอนก็จ้างเรือซิคาร่ากลับไปนอนเล่นกันก่อน ฝนซาค่อยออกมา shopping กันใหม่แต่เรายังไม่กลับ เราสามสี่คนเดินดุ่มๆ ท่ามกลางสายฝนบางๆ เดินไปที่จุดที่เป็นไปรษณย์ลอยน้ำ คืออยู่ในเรือนั่นเอง เพื่อซื้อแสตมส่งโปสการ์ดกลับเมืองไทย เดินออกมาฝนเริ่มหยุดตกทำให้ไม่ต้องกลับบ้านเรือละ ยิ่งไปกันใหญ่ เดินๆๆ แล้วก็เดิน shopping กันจนค่ำมืด เหนื่อยมากเลยสำหรับเราแบกกระเป๋ากล้องก็หนักเหมือนกัน

กว่าะเข้าบ้านเรือก็มืดอีกแล้วเริ่มหิวด้วยกลับไปอาหารยังไม่พร้อมเลย ต้องไปช่วยกันทำอาหารในครัวของบ้านเรือ แม่ umer ก็ยอมให้พวกเราไปวุ่นวายในครัวได้เพื่อปรุงอาหารเอง อดไม่ได้จะถ่ายภาพกันเก็บไว้ตอนทำอาหารกันอย่างสนุกเสียงดัง เผลอไปถ่ายภาพน้องสาว และแม่เขา จนลืมจารีตประเพณีอันโบราณเก่าแก่ของผู้หญิงอินเดียไป จนแม่เขาเอ่ยปากห้ามเอาไปโพสในเนตนะ ฉันไม่ชอบ เป็นข้อห้ามดูกันเองได้ เท่านี้เองพวกเราเลยหยุดถ่ายกันฉับพลัน ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าของผู้หญิงอินเดียที่ห้ามออกหน้าออกตาในสังคม สารพัดเรื่องราวที่ไม่มีเสรีภาพ กฏเกณฑ์เรื่องศาสนา วรรณะ และฐานะทางสังคม แต่เป็นประเพณีต้องจำยอม อาหารค่ำมื้อนี้ ปูหั่นผัก บอมผัดผัก ใส่เกลือน้ำตาลนิดๆ หวานๆ เค็มๆ อร่อยๆพอแหลกได้ดีๆ..555 คืนนี้เข้านอนแบบหลับเป็นตายๆ เที่ยวเหนื่อยไปป่ะฝันดีที่เรือทาสเอย

Day 6 Yusmarg ขี้ม้า ชมทุ่งเลี้ยงแกะในหุบเขา

ตื่นเช้าตามเคย ไม่อยากเสียเวลาไปกับการนอนมากเกินไป เพราะเวลานั้น ช่างมีค่ามากมาย ก็คิดว่าเดี่ยวตายแล้วคงได้นอนยาวๆ เยอะๆ ก็แล้วกัน มาเที่ยวทั้งทีต้องรีบกอบโกยความสุขรอบตัวสิ่งต่างๆ ไปให้คุ้มกับที่เดินทางมาไกล

ค่อยๆ เดินสำรวจรอบบ้านเรือ อากาศยามเช้าที่แสนหนาวเย็น เดินไปหลังบ้านเรือเห็นคุณลุงคนนึง คงเป็นนักหาปลา นั่งบนเรือชิคาร่าเก่าๆ เรายืนดูแกค่อยๆ ดึงแหปลาที่ลงหว่านเอาไว้ ค่อยๆ แกะปลาที่ติดกับแหอย่างขะมักเขม้น ในน้ำมีปลา ใต้น้ำมีสาหร่ายน้ำจืดพลิ้วไหวเต็มพื้นที่ไปหมด และเป็นอาหารของปลา ปลาเล็กปลาน้อยก็เป็นอาหารของนกที่บินโฉบหาเหยื่อ และลำดับมาเป็นของมนุษย์อีกทีนี่คือวิถีชีวิตในทะเลสาบดาล แคชเมียร์ นั่นเอง

ที่นี่ย้อนไปร้อยปีในอดีตยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษ ศรีนาคา เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปีมีธรรมชาติที่สวยงาม คล้ายกับยุโรป เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองอินเดีย พื้นที่ในเมืองส่วนใหญ่จะร้อนแห้งแล้งมาก คนอังกฤษจะหนีอากาศร้อนมาตากอากาศพักผ่อนกันที่เมือง ศรีนาคา นี้แทน แต่ทางการของอินเดียห้ามคนต่างชาติซื้อที่ดินปลูกบ้าน คนอังกฤษหัวดี จึงได้ทำการสร้างบ้านเป็นเรือลอยน้ำ สร้างแบบให้มันหรูหรา ด้วยไม้สนซีดาร์ ประดับประดาด้วยการแกะสลักวิจิจรบรรจงสวยงาม มีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเป็นบ้านหลังหนึ่งโดยไม่ต้องปักเสาเข็มไปบนพื้นดินไม่ผิดกติกา ได้นั่งนอนพักผ่อนกันสบายใจเย้ยหยันอวดพี่แขกไปเลย

เมื่อหมดยุคล่าอาณานิคม ก็ทิ้งบ้านเรือเอาไว้จนได้กลายมาเป็นที่พักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา อาหารเช้าบนบ้านเรือนี้ คือมาม่าต้มยำ อร่อยล่ะ พ่อบ้านตักเสริฟชามโตไว้บนโต้ะอาหาร กินกันอย่างอร่อยล้ำ อาหารญี่ปุ่นในแดนภารตะ กลับเมืองไทยก็ยังต้องกินอ่ะนะ ชีวิตคนรักการเดินทางท่องเที่ยวก็แบบนี้ กินอะไรก็ได้ อดมื้อกินสองมื้อ เก็บหอมรอบริบเพื่อมาเที่ยวไงล่ะ กลับไปก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานกันเหมือนเดิม เพราะความสุขมันต่างกันคุณค่าในจิตใจเอามาวัดกันไม่ได้

แล้วแต่..เราถ่ายภาพบ้านเรือด้วยชุดสาวแขกสวยๆ สีสันเจิดจ้า แต่ละคนไม่ยอมน้อยหน้ากันเลย จนเรือซิคาร่ามารับเราขึ้นฝั่ง ทะยอยกันลงเรือกันไปหลายลำ แค่ขึ้นถึงฝั่งก็ไม่วาย shopping กันอีกแล้ว เหมือนอดอยากกันมาแต่ไหนที่ไม่ได้ใช้เงินรูปี ยังคงคอนเซปต์ สาวไทย shopping ไม่แพ้ชาติใดในโลก เป็นการซื้อขายที่ช่วงชุลมุลวุ่นวาย ทั้งไทยและแขกต่างรุมล้อมวงกันเข้ามาขาย เฮ้ย กว่าจะต้อนคนให้ขึ้นรถบัสได้นี่ คนขับต้องบีบแตรเสียงดังสนั่นเป็นการเรียกพวกเราให้ขึ้นบัสอย่างเร็วเพราะทำให้การจราจรติดขัดได้

โปรแกรมวันนี้คือเราจะไปขี่ม้า ชมทุ่งเลี้ยงแกะอยู่ในหุบเขา กันล่ะ ชื่อ Yusmarg เป็นทุ่งหญ้าตั้งอยู่ในใจกลางของภูเขา เป็นสถานที่ปิกนิกที่น่าสนใจ มีป่าสนต้นสูงตระหง่าน พร้อมทิวทัศน์ของภูเขาหิมะที่สวย น้ำแข็งบางส่วนยังไม่ละลายเลย เราขับรถขึ้นไปอยู่นานค่อนข้างไกลพอสมควรกว่าจะถึงจากศรีนากา มาก็ประมาณ 47 กิโล เป็นทางขึ้นเขาแต่ก็เพลิดเพลินไปกับสองข้างทางที่มีต้นดอกท้อสีชมพู สีขาว และไม้ดอกสวยๆ เย็นตาดี สลับกับทุ่งหญ้าสีเขียว มีแค่ดอกหญ้าที่พื้นข้างทางก็สวยกินใจเหลือเกิน อยากจะหยุดรถลงไปชม แต่เกรงใจ เช้านี้ยังไม่มีใครมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่งั้นจะได้ภาพสวยๆ ตามมา ทุกคนสดใสสดชื่นกันถ้วนหน้า ใกล้ถึงปลายทาง หิมะน้ำแข็งปกคลุมตามโคนต้นไม้เว้าๆ โค้งๆ กันไปตามสัดส่วนต้นไม้แปลกตาดีบ้านเราไม่มีนะ

เราลงจากรถ สายฝนเริ่มโปรยปรายต้อนรับเราซะงั้น รีบเดินวิ่งกันไปหลบฝนที่ บ้านไม้สีเขียวหลังใหญ่ ชื่อ Tourist Establishment , Yousmarg เป็นที่พักและร้านอาหารนั่นเอง และมีห้องน้ำให้เข้าก็ดีเหมือนกันขึ้นไปนั่งพักหลบฝนหนาว สั่งอาหารกันแล้วก็ถ่ายภาพกันบนนั้นไม่สามารถออกมาข้างนอกได้เต็มที่เพราะกลัวเปียก สงสารเจ้าของม้า คงเสียดายที่ได้แต่ยืนรอนักท่องเที่ยวกับม้าท่ามกลางสายฝนอย่างผิดหวัง ไม่มีใครจะขี่ในเวลานี้เลย จิปชา จัย ร้อนๆ ที่ขาดไม่ได้เลย  ไม่นานอาหารพร้อมเต็มโต้ะ ข้าวหมกไก่ จานโตมากๆ พร้อมจาปาตีร้อนๆ จนอิ่มหนำสำราญนั่งพักแปป

ก็ตัดสินใจลงเขาดีกว่าอยู่นานก็เสียเวลาเที่ยว ฝนตกลงมาเรื่อยๆ พ่อ umer จะพาเราไปแวะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่สุด Dargah Hazrat Sheikh noor ud din nooraniเป็นศาล ในหุบเขา ชัมมู และ แคชเมียร์ ประมาณ 600 ปี สำหรับกราบไหว้ เป็นหนึ่งใน นักบุญ ศักดิ์สิทธิ์ของ ผู้นับถือมุสลิมที่ให้ความเคารพศรัทธา

ภายในเงียบสงบมีผู้คนเข้ามากราบไหว้ยืนอ่านคัมภีร์กันอย่างเงียบๆ ผู้คนแตกตื่นมองพวกเรากันใหญ่ ว่ามาจากไหนนั่น แต่ยิ้มให้ด้วยความเป็่นมิตรกันเอง ก็ทักทายกันไปเขาชอบถ่ายภาพด้วยล่ะ ก็ชักชวนถ่ายกันเด็กหญิงเด็กชาย หน้าตาดี หล่อนัยต์ตาคม สวยกันทั้งนั้นเลย แก้มชมพูๆ
ไม่แปลกจ้องมองพวกเราอย่างประหลาด ก็กลุ่มพวกเรานั้นหน้าตาดีกว่ามั้ง หุๆ คิดเอาเอง

ที่นี่ขายสินค้ากันหลายอย่างเป็นตลาดเล็กๆ ระหว่างรอไปยืนดูเขาทำ โรตี ขนาดยักษ์ใหญ่มากๆ โรตี Roti ต่างจาก นาน Naan ที่ไม่ต้องใส่ยีสต์ ใช้ทอดด้วยน้ำมันหรือเนยบนกระทะแบนๆ ขนาดใหญ่ นาน Naan เป็นอาหารจานหลักของ ชาวอินเดีย ทำมาจาก แป้งสาลี โยเกิร์ต และยีสต์ โดยการผสมแป้งสาลีกับน้ำและยีสต์ และส่วนผสมอื่นๆ ตามใจชอบ แล้วก็ยังมี จาปาตี

หรือ Japati ไม่ใส่ยีสต์เช่นเดียวกัน แต่ใช้จี่บนกะทะทาวา ไม่ใช้น้ำมัน รับประทานคู่กับแกง ก็เหมือนคนไทยที่ต้องกินข้าวกับแกงประมาณนั้น ได้เวลากลับรถลงเขาระหว่างทางเจอฝูงแกะฝูงใหญ่เลย รีบลงไปถ่ายเก็บภาพมาซะหน่อย ก็มาทุ่งเลี้ยงแกะแท้ๆ แต่ข้างบนเขาไม่มีแกะเลย จะกลับละโชคดีที่ได้เจอแกะจนได้ น่ารักมากๆ รีบกระโดดขึ้นรถบัสอย่างเร็วหลังจากได้ภาพล่ะ

ขับลงเขาไปไกล จนถึงทุ่งมัสตาร์ดตามข้างทาง ขอคนขับให้จอดให้เราหน่อย ครั้งสุดท้ายละที่จะได้ถ่ายภาพทุ่งสีเหลืองนี้ ตอนมาก็ถ่ายแล้วแต่ยังไม่ถูกใจวันนี้สาวๆ ของเราแต่งตัวกันสีสวย เป็นสาวแขกกันทุกคนเลย แต่แสงเย็นนี้ที่ทุ่งไม่แจ่มเลย มืดครึ้มคล้ายฝนจะตกอีก เลือกหาที่สามารถจอดรถบัสได้อย่างปลอดภัย เดินเรียงคิวกันมา กลางร่มกางจ้องกันทุกคนเลย ถ่ายกันอย่างมีความสุขร่ำลาทุ่งมัสตาร์ดทีรอคอยมานานปิดท้ายกลับถึงบ้านเรือ พาเราไปล่องเรือในทะเลสาปดาลและซื้อของต่างๆ ที่เขาจะให้เราแวะตามจุดร้านค้าของเขา

จนพระอาทิตย์ตกดินพอดีได้เวลาล่องกลับไปทานมื้อเย็นและรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ได้เวลาละที่เราต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าลาแล้วลาแคชเมียร์ที่แสนสุข แต่ตอนนี้ไม่สุขแล้วตัดฉากมาเมื่อถึงเมืองไทยสนามบินสุวรรณภูมิที่วุ่นวายเรียกรอแย่งแท็กซี่กันกลับ โอยเพลียจริง เช้ามาต้องรีบไปทำงาน แต่ก็เอาเถอะเราเกิดเมืองไทย เป็นคนไทย กลับบ้านไปได้กินอาหารไทยๆ น้ำพริก น้ำแกง ต้มยำ สารพัดเมนูอาหารผักผลไม้ที่เลือกซื้อหาได้ง่ายๆ โชคดีแล้วที่เกิดเป็นคนไทย ราตรีสวัสดิ์..

พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า ตี 5 เรือชิคาร่า จะมารับเราไปล่องเรือชมตลาดโบราณ 150 ปี ก่อนลากลับเมืองไทยตอนสายๆ ต้องไปให้ทันเที่ยวบินขาออกศรีนาคา ไปต่อสนามบินเดลลี ซึ่งจะมีด่านตรวจของทหารอย่างเข้มงวด ต้องเก็บแบตกล้องแยกออกมาโหลดใต้เครื่องบิน ใครมีมือถือก็ต้องถอดออกมด้วย ต้องเดินผ่านด่าน 7 ด่านให้ตรวจค้นตัวแบบผู้ก่อการร้ายเลย จบกัน

Day 7 วันสุดท้ายที่สายฝนโปรยปราย ชีวิตคือการเดินทาง

การเดินทางกำลังจบและสิ้นสุดลงแล้วในวันนี้ สำหรับทริปแคชเมียร์ อินเดีย ที่พวกเราวางแผนเตรียมตัวกันมาเป็นปีอย่างตื่นเต้นแต่มันไม่ได้สิ้นสุดการเดินทางของชีวิต ชีวิตคนเรามันก็คือการเดินทางนั่นเอง บางครั้งเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก บางครั้งก็แสนสุขล้นบางครั้งชอกช้ำ สิ้นหวัง เหน็ดเหนื่อย มีขวากหนามอุปสรรคนานา ถ้าเราไม่ออกเดินทาง เราจะไม่พบเจอสิ่งเหล่านี้เลย

ในทางเดินมีทางเข้าและ ทางออกเสมอ พบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ๆ ไม่เคยไป ได้เรียนรู้แบบไม่มีขอบเขต ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ จะมีทางเดินแสนพิเศษๆ เสมอๆ ทุกท่วงทำนองของชีวิตนั่นเอง เช้านี้เสียงนาฬิกามือถือปลุก ตี 5 ตั้งเอาไว้เป็นมั่นเหมาะไม่ให้พลาด รีบกระโจนจากที่นอนล้างหน้าแปรงฟัน แต่ไม่อาบน้ำ เพราะอากาศข้างนอกหนาวได้ที่ ใส่เสื้อผ้าแบบจัดเต็มเลย ลองจอน เสื้อกันหนาวไหมพรม เสื้อกันหนาวแจ็คเก็ต ผ้าพันคอ หมวก ถุงมือรักชาติเดินตัวหนาๆ ออกมาโผล่ลงเรือ โอยๆ ฝนตกอีกตะหาก ล่องเรือไปท่ามกลางแสงมืดสลัวๆ ยามเช้าตรู่ สงสารคนพายเรือ โดนทั้งลมหนาวและสายฝนเป็นระลอก ก็ยังอารมณ์ดีฮัมเพลง ส่วนเรานั่งตัวเกร็งไม่กระดุกกระดิก มือแข็งเย็นไปหมด แสงยังน้อยๆ ไม่สามารถถ่ายภาพได้อีกด้วย ล่องเรือชมคลองยามเช้าไปไกลพอสมควร เพื่อไปชมตลาดยามเช้า สงสัยนะ จะมีพ่อค้ามาขายหรือนี่ ขายใครล่ะเช้ามืดแบบนี้ ที่ฝนโปรยปราย มองดูบ้านช่องในทะเลสาป ยังมืดมืดไม่มีผู้คน ร้านรวงที่ขายของที่ระลึกก็ยังปิดอยู่นี่ถ้าไม่หนาว ไม่มีฝน มีแสงแดดสาดส่อง เราคงดี๊ด๊าโลดโผน ถ่ายาภาพ นี่มองไปยังมืดสลัว หนาวเหน็บไปทั้งหน้า คิดถึงแต่ที่นอนบนเตียงในบ้านเรือทาส ของเรา มีบางคนที่ไม่ตื่นด้วยละ เลือกที่จะไม่ตื่นไม่มาชมก็แบบนี้มันเช้าไป นอนดีก่า

ชมทะเลสาปลัดเลาะไปตามเส้นทางจนถึงจุดที่เป็นตลาดเรียกว่า ตลาดผักลอยน้ำ (Vegetable Floating Market) เป็นตลาดเก่าแก่อายุ 150 ปีได้ตลาดที่มีแต่พ่อค้าไม่มีแม่ค้าเลย แทบทุกคนแจวเรือเข้ามาเป็นจุดที่จอดกลางน้ำไม่มีหลังคาด้วย บรรทุกผักสดหลายอย่าง มีผักขมมีที่สีแดงสวยๆ คล้ายหัวไชเท้า คือ แรดิช (Radish) เป็นพืชเมืองหนาวอยู่ในตระกูล กะหล่ำ นิยมนำมารับประทานสดในสลัด แล้วก็ รากบัว อันใหญ่มากๆเลย พืชผักสดปลอดสารพิษแน่นอน แต่ละอย่างน่ากินแต่ไม่สามารถซื้อได้ เพราะเช้านี้เราต้องเดินทางกลับแล้ว มองดูพ่อค้าเจรจาแลกเปลี่ยนพืชผักกันอย่างสนุก เราก็บอกคนขับกลับดีกว่า มันหนาวมากๆ ด้วย   ฝนก็ยังคงโปรยปรายโชคดีมากทริปนี้ฝนมาตกวันที่เราจะกลับ ฟ้าไม่ใสเลย ขมุกขมัว ถ่ายภาพตลาดผักลอยน้ำแบบแสงน้อย แถมยังนั่งบนเรือโครงเครงไปมาภาพสั่นไหว สลัวๆ ถ่ายเท่าที่จะทำได้แค่นี้ เรือซิคาร่าพาเรากลับมาถึงบ้านเรือ วิ่งเข้าบ้านเรืออบตัวด้วยฮีตเตอร์นิดนึงพอให้อุ่น ทานมื้อสุดท้าย ตกใจกับไข่ดาวไม่สุกบนโต้ะที่พ่อบ้านเสริฟให้ ต้องร้องขอให้เขาเอาไปลนไฟอีกนิดนึง กินกับขนมปัง ชาร้อน รีบเก็บกระเป๋าถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับเรือกับครอบครัวของ umer เว้นแม่และน้องสาวที่ไม่สามารถออกสื่อได้ เข้าใจเน้อแต่แม่ก็น่ารักออกมานั่งเก้าอี้ ยิ้มแบบส่งแขกร่ำลาพวกเรา อิๆ แอบคิดในใจแซวเขา

วันนี้บ้านเรือของ umer อาจมีปาร์ตี้ จุดพลุ เย้ๆๆ พวกแขกไทยกลับไปแล้ว ไม่มีวุ่นวายในครัว ขอทำอาหารเอง ขอถ่ายรูปแม่และน้องสาวเขาขอฮีตเตอร์หนาวเกิน ขอโน่นนี่ นอนก็ดึก นั่งคุยกันเสียงดัง ไม่ปิดไฟซะที สารพัดเรื่องราวก็ไม่เคยเจอกันเน้อ เพื่อนๆ นานๆ เจอกันที เที่ยวกันที เป็นโอกาสแสนพิเศษสุข พวกเราขึ้นฝั่งด้วยเรือซิคาร่าสีสดสวย จากลาทะเลสาปดาล แคชเมียร์ ขึ้นรถบัสท่ามกลางสายฝนโปรย รู้สึกทันที มันเศร้ามันอาลัยอาวรณ์จังมองผ่านกระจกเม็ดน้ำฝนเกาะพราว เห็นทะเลสาป เห็นเรือซิคาร่า เห็นคนแคชเมียร์กำลังเดิน ภาพมัวๆ เลือนลาง ทุกอย่างจะกลายเป็นความทรงจำที่แสนประทับใจ ได้มาเที่ยวที่นี่กับทริปที่แสนพิเศษกับคนพิเศษ เพื่อนที่พิเศษ เราเป็นเพื่อนกันหมดไม่นับอายุ ไม่มีอะไรเกินกว่ากันในมิตรภาพที่ยาวนานทุกสิ่งล้วนแล้วเป็นองค์ประกอบที่งดงาม

อย่างที่เคยบอก บางคนอาจทำอะไรชักช้า เง้างอน งุ้งงิ้ง เข้าห้องน้ำกันนาน ซื้อของเพลิด เพลินจนลืมเวลา ถกเถียงพูดคุย หัวเราะเสียงดัง สั่งอาหารกันผิดๆ ถูก อร่อยบ้าง ไม่อร่อยถูกปากบ้าง ซื้อของแพงไป โดนแขกหลอกบ้าง 555

แต่มันผ่านมาแล้วไม่มีสิ่งใดให้จดจำนอกจากความทรงจำประทับใจ ไม่มีใครสมบูรณ์เลิศเลิอไปหมดรถบัสต้องรีบทำเวลาส่งเราที่สนามบิน รถติดนิดนึง เนื่องด้วยฝนตก พร้อมกับเราเตรียมตัวเตรียมใจ ถอดแบตเตอรี่กล้อง ซิมมือถือ ของต่างๆ นานาๆ ที่อาจโดนเจ้าหน้าที่ทหารถือปืนพร้อมรบ ตรวจยึดเขาห้ามถ่ายภาพที่สนามบินนี้ เราต้องยัดมันไว้ในกระเป๋าสำหรับโหลดเท่านั้น แต่ทุกอย่างก็ผ่านไป
ด้วยดี โชคดีที่มีเพื่อนร่วมทริปที่สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทหารได้อย่างดีราบรื่น

เรารอจนเครื่องออกจากสนามบินศรีนาคา ด้วยสายการบินภายในของ แอร์อินเดียย เป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศอินเดีย ที่นั่งก็ใหญ่พอได้ ก็เสียเงินแพงนิดสักครั้ง มีจอทีวีเล็กๆ ให้ชม เสียงซาวแทรค์อินเดีย เพลิดเพลินชมแต่ภาพฟังไม่รู้เรือง มีแจกกาแฟ ชา คุ้กกี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ถึงสนามอินทิรา คานธีอย่างปลอดภัย ไม่อยากจะบอกเคยอ่านข่าว สายการบินนี้ มีกัปตันคนนึง เปิดระบบ “ออโต้ ไพล็อต” แอบหลับไป 40 นาทีให้แอร์โฮสเตสสาวเฝ้าแทนด้วยล่ะ ทำไปได้ เราเข้าสนามบินทำการรับกระเป๋าแล้วไปเข้าใหม่ โหลดต่อไปกรุงเทพมหานครของเรา บรรยากาศเงียบเหงาเหนื่อยกันด้วยล่ะ แต่เช้ากว่าจะผ่านด่านตรวจมานั่งเที่ยวบินกลับด้วยสายการบิน indigo เครื่องออก 6 โมงเย็น ใช้เวลาบินถึงสุวรรณภูมิ 4 ชั่วโมง แต่เป็นเวลาที่ประเทศไทยเกือบเที่ยงคืน โอ้ยๆ สวัสดีประเทศไทยยามที่คนหลับใหล เราก็ต้องรีบกลับไปนอนต่ออีกไม่กี่ชั่วโมง ต้องเป็นมนุษย์ทำงานตามปกติ เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ เอ้ยไม่ใช่เมื่อชีวิตยังต้องการเรียนรู้ ที่ๆ ใหม่ๆ ที่ๆ เราต้องไปต่อไป เพราะชีวิตคือการเดินทางนั่นเอง ก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคน สวัสดี