19-20.11.58 ถึงที่หมาย โอะฮาโย โกไซอิมัส

ความสุขของการเดินทางท่องเที่ยว คงเป็นก่อนการเดินทาง ที่เราต่างวางแผนแรมปี  เฝ้าตื่นเต้นรอคอยจนถึงวันเดินทาง และระหว่างทางที่เราไปนั่นเอง..

เรามาตามนัดหมายเช่นเคย ก่อนบ่ายกว่าๆ เริ่มบินบ่ายสามโมงเย็น เดินทางมาประมาณ 5 ชั่วโมงจากสนามบินดอนเมือง ถึงสนามบินนานาชาติคันไซ ตื่นเต้นไม่หลับไม่นอนเลย

โทษทีต้องขอลงภาพแบบนี้อาจทำให้เพื่อนร่วมทริปอับอาย หรือยังไงกันเป็นประสบกราณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้นอนสนามบินคันไซ บอกเลยสะอาดสบาย ปลอดภัยสุดๆ

คืนนี้เราพักผ่อนนอนสนามบิน ก็สะดวกสบายระดับนึง มี WiFi น้ำ ไฟ แอร์ ฟรีหมด ฮาได้อีก พวกเราไม่ต้องเสียเวลาออกจากสนามบิน เมือมาถึงเพื่อไปตระเวนหาที่พักให้เสียเวลา รอให้รุ่งเช้า ค่อยออกเดินทางซื้อตั๋วรถไฟต่อไปที่ Kyoto

เข้าเช็คอินที่พัก จนถึงรุ่งเช้าเก็บกระเป๋าตั้งขบวนเกาะกันเดินไปซื้อตั๋วรถไฟ ตื่นเต้นกันมากอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกแล้ว มันหนาวเย็นพอสมควรนะ เราซื้อ ตั๋วรถไฟด่วน JR จากสนามบินคันไซไปเพื่อไปลงที่สถานีรถไฟโอซาก้าไปสุดที่สถานีรถไฟเกียวโต ขึ้นไปในขบวนยังว่างๆ เรา 18 คน นั่งเกือบเต็มโบกี้ ตอนท้าย รีบโพสถ่ายภาพกันก่อนที่คนญี่ปุ่นจะขึ้นกันมาเดี่ยวจะตกใจ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาทีถึง Kyoto

ผู้คนเยอะมากต่างคนต่างไปทำงานเดิน ทางกันอย่างรวดเร็ว วิ่งๆ เดินๆ ต้องคอยหลบ พวกเรายิ่งแย่กระเป๋าใบใหญ่สัมภาระหนักๆ กว่าจะหาทางออกจากสถานีเจอ วุ่นวายพอสมควร ต้องหาเหยื่อถาม จนได้หนุ่มน้อยญุ่ปุ่นน่าตาน่ารัก มีน้ำใจที่จะบอ%

21.11.59 ตรอกฮิกาชิยาม่า

กล่องความทรงจำของการเดินทาง มีทั้งสุขและทุกข์
แต่เราเลือกได้ว่าจะบันทึกสิ่งใดลงไปในกล่องความทรงจำของเราเอง..

ตื่นเช้าหน้ายังสดใสได้อยู่ ไม่มีใครยอมใครนะเนี่ย ต้องละมือจากช้อนส้อม

วันนี้ตื่นตี 5.00 ถ้านับเวลาไทย ก็เป็นตี 3 และกำลังหลับฝันหวาน เวลาจะเร็วกว่าไทยเรา 2 ชั่วโมงแต่ทำไงได้เราต้องทำเวลาให้คุ้มค่า และคิดว่าคงได้นอนกันเต็มที่แล้ว สดชื่นเลย ต่างรีบอาบน้ำแต่งตัว อากาศข้างนอกหนาวเย็นลมพัดสบายๆ รีบอุ่นอาหาร ที่นี่จัดว่าบริการดีเยี่ยม เตรียมกาแฟจัดไว้ให้บริการตัวเอง พร้อมขนมปังเบเกอรี่อย่างดีให้เราได้ทานมื้อเช้า แต่ต้องล้างแก้วล้างจานเองก็งานถนัดอยู่แล้วสาวๆ เราล้างจานเก่งกันทุกคน

ขนมปังเนื้อนุ่มหนา ชอบมาก ทานได้ไม่อั้น

ก่อนออกไปเที่ยวเราถ่ายภาพหน้าตึกที่พักเล่นกันนิดนึง คนละภาพสองภาพ ตัวอาคารสีขาวออกแบบดีไซน์ได้ลงตัวจัดเป็น Boutique Hostel มีบริการให้เช่าจักรยานด้วย คอนเซปต์ที่อ่านมาเขาบอกว่าแสดงถึงเป็นกล่องชิ้นส่วนความทรงจำในการเดินทางของคุณ ไอเดียยอดเยี่ยมมาก

มุมผักผ่อนมีหนังสือดีๆ หลายประเภท ให้อ่านพร้อมคอมพิวเตอร์

ออกเดินข้ามถนนตรงไปที่สถานีเพื่อไปขึ้นรถบัสที่ห่างจาก hostel ไปประมาณ 5 นาที เดินกันไปถามทางกันไป อาจมีหลงบ้างแต่ก็สนุกดี จนเจอสถานีพวกเรารีบเข้าแถวขึ้นรถตามระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของญี่ปุ่น และพวกเรา 18 คนนี่มันยาวจริงๆ

วันนี้จะเที่ยวสองโซน เริ่มที่ย่านตรอกฮิกาชิยาม่า Higashiyama เป็นแหล่งเดินเล่นละลายเงินเยนอีกแห่ง ทางเดินจะเป็นเนินสองข้างทางเป็นร้านค้า ประมาณว่าบ้านเรือนในตรอกนี้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าขายของ ขนมพื้นเมือง งานเซรามิกที่เพ้นท์ลาย แต่ยังคงความเก่าแก่คลาสิคสไตล์ญี่ปุ่น โบราณมี ความเป็นเอกลักษ์ของเกียวโตในสมัยก่อน

เดินๆไป เจอร้านกาแฟถูกใจ ที่ขาดไม่ได้ ไม่ได้แต่งร้านเก่าแก่นะแต่ทันสมัย ชื่อร้าน % ARABICA Kyoto บาริสต้า ร้านนี้ได้รางวัลระดับโลกด้วย เห็นป้ายที่ติดอยู่ แถมยังเท่ห์แซบ สังเกตได้จากเพื่อนร่วมทริปของเราไปยืนออมองเครื่องชงกาแฟ ก็ไม่ใช่นะสายตาละลาย ไปพร้อมกับกาแฟก็ไม่ปาน รสชาติกาแฟนุ่มหอมดีจริงๆ สมแล้วที่ได้รางวัล

ออกจากร้านเดินต่อขึ้นไปถนนแคบที่เป็นเนินสลับพื้นราบ เดินจนเข้าไปในตรอกลึก ผู้คนต่างก็เริ่มทะยอยเข้ามาเที่ยวเยอะจริงๆ ไม่มีวันไหน ที่ไหนๆ คนน้อยๆ เลย ทั้งนักเรียนญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวต่างมากันเรื่อยๆ เราต้องแยกย้ายกันเดินไป ตามชอบ แล้วกลับมาเจอกันจุดนัดพบเหมือนเดิม

ไปต่อกันที่วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส นักท่องเที่ยวเยอะอีก แถมมีกลุ่มนักเรียนน่าจะเกือบร้อยคนมาเที่ยว อีกเต็มพื้นที่ไปหมดเพื่อรอถ่ายภาพหมู่กัน เจดีย์ 3 ชั้น ภายในวัดคิโยมิซึสีสดมากเดินถ่ายภาพจนพอใจแล้วเดินทางไปต่อ เพื่อไปนั่งรถบัสไปยังวัดโทฟุคุจิ

แต่มีเรื่องเล่า ที่นี่คนญี่ปุ่นจะมีระเบียบวินัย ในการเข้าคิวเข้าแถวก็เคยได้ยินมานานแต่ไม่ เคยมาสัมผัสด้วยตัวเอง ณ ที่ป้ายรถเมล์ เราคนไทยก็ต้องทำตามนิยม ก็เข้าแถวเรียงยาว 18 คน พอรถมาพวกเราก็ขึ้นรถกันไปแต่ไหงมีสาวๆ อีก 4 ท่าน อิๆ คงมัวยืนเม้าท์ยืนคุยกันเพลินไปหน่อย ทำให้ไม่สามารถขึ้นรถบัสคันเดียวกันได้คือมองไม่เห็นว่ารถมา แม้รถจะยังไม่เคลื่อนแต่คนขับ ปิดประตูแล้ว จะเรียกร้องอย่างไรก็ไม่เปิดง่ายๆ ไม่เหมือนบ้านเรา โชคดีไปที่ขึ้นต่อเดียว แล้วเรายังมี WiFi ก็เป็นเรื่องขำๆ นิดๆ กับประสบกราณ์ทริปนี้ คนเยอะเกินกว่าทุกครั้ง เราต้องเกาะกันไว้ห้ามพลัดหลงกันนะ

ยังยิ้มได้ ก็ไม่ได้พลัดหลงคนเดียวซะหน่อยเน้อ

วัดโทฟุคุจิเป็นสถานที่ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น คนล้นหลามก็พยายาม เก็บภาพให้ได้มุมดีที่สุด

ยังไม่หมดทริปวันนี้ปิดท้ายด้วย ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ หรือ ศาลเจ้าพ่อจิ้งจอกขาว สร้างขึ้นเพื่อถวายให้แด่เทพเจ้าแห่งการกสิกรรม เชื่อว่าสุนัขจิ้งจอก เป็นสัตว์นำสาส์นของเทพเจ้าอินาริ เพื่อให้พื้นที่นี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ

และที่โดดเด่นยังมีเสาโทริอิสีแดงส้ม เป็นพัน ๆ หมื่นๆ ต้น  ที่ตั้งเรียงรายติดๆ กัน กลายเป็นอุโมงค์เสาโทริอิที่ยาวถึง 4 ก.ม แสงอาทิตย์กำลังหมดไป แต่ยังถ่ายรูปได้อีกนิด ไม่ได้ถือขาตั้งกล้องมาต้องใช้วางบนพื้นถ่ายอย่างมือเบาที่สุด

ก่อนเข้าไปไหว้ศาลให้ใช้กระบวยตักน้ำล้างมือกันก่อน

ยิ่งเย็นยิ่งเริ่มหนาวและหิวได้อีก กลับที่พักกันมืดค่ำ วันนี้ห้องพักรวมหมู่บ้าน otop สำราญของเราคึกคัก

แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ทุกคนก็ยังหัวเราะเสียงดังลั่น รีบรื้อเอาของที่ช็อปปิ้งเดินกันขาลากขาเมื่อย ออกมาอวดสรรพคุณกัน พักรวมก็สนุกดีเน้อ ทีแรกยังคิดเลยว่ามันไม่ส่วนตัวหรือเปล่า ไม่เคยนอนรวมเยอะขนาดนี้ แต่เรื่องจริงสนุกมากๆ แค่เหนื่อยง่วงก็ปีนขึ้นเตียงใครเตียง มันรูดม่านปิดประตูผ้า เปิดเล่น Wifi กันไปตามอัธยาศัยที่สบายใจ ฝันดีพรุ่งนี้ยังไปเที่ยวต่ออีกเยอะ

22.11.58 Ohara ชานเมืองอันสงบนิ่งที่มีผู้คนมากมายมาเยือน

ความรัก อาจเป็นการเดินทางไปในที่ๆ หัวใจ ของใครบางคนกำลังหลงทาง
แล้วสุดทางสวยงามนั้น  อาจคือสถานที่แห่งรัก  ที่เราได้พบกัน..

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ตี 4.30 หลับกันเป็นตาย เค้าเรียกว่าเที่ยวเหนื่อยหรือเปล่า กิจวัตรเหมือนเดิมรีบเร่งอาบน้ำแต่งตัว เก็บของ ลงไปเตรียมอุ่นอาหารที่ซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน วาน เพราะมันเช้าเกินไปที่เขาจะเตรียมอาหารมื้อเช้าให้พวกเรา

คนญี่ปุ่นนี่เขาเดินเร็ว เดินทนกันมากนะเนี่ย

เมื่อทุกคนพร้อมแล้วออกเดินกันไป รอข้ามถนนไปยังสถานี Kyoto Station เพื่อนั่งบัส ที่จะไปสิ้นสุดที่ โอฮาร่า Ohara ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต เป็นสถานที่ๆ คนญี่ปุ่นนิยมมาเที่ยวกันมาก เราจะต้องนั่งรถออกนอกเมืองใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ตลอดเส้นทางวิวสวยงามผ่านถนนเลียบไปกับ แม่น้ำคาโมะ Kamo ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของเกียวโต มีคนทั้งเดิน วิ่งอออกกำลังกาย บ้างก็ปั่นจักรยานไปมา ตลอดเส้นทางกับอากาศยามเช้าดีๆ เขาว่าถ้าอยากชมเกียวโตอย่างลึกซึ้งต้องปั่นจักรยานเที่ยวจะได้เป็บภาพเก็บรายละเอียดผู้คนได้อย่างดี

จุดนี้สวยมากลำธารน้ำใสจริงๆ ทั้งที่เป็นคล้ายกับที่ระบายน้ำไม่มีขยะเลยนอกจากใบไม้

รถบัส แล่นออกนอกเมืองอย่างช้า ติดสัญญาณไฟจราจรอยูหลายจุดแต่ไม่ใช่ปัญหา ทำให้เราได้เห็นวิวอะไรๆได้อย่างช้าๆ ชัดเจน ผ่านทุ่งนาเนินเขา ต้นสนซีดาร์ที่สวยงาม แปลงผักเกษตรสลับกันไป ไม่นานก็ถึงเมืองโอฮาร่า เดินเที่ยวชมร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารอยู่หลายร้านเรียงรายกันไปตามทางจนถึงที่วัด San zen-in เป็นวัดในนิกาย Tendai ถึงตรงนี้ใครอยากจะเข้าไปชมในวัดก็ตามใจชอบแยกย้าย กันชื่นชมแล้วกลับมาที่จุดนัดพบกันด้วยใบหน้า ยิ้มแย้มปนเหนื่อยแต่สุขใจ งานนี้คือศึกในโลกโซเชียล ถ่ายภาพประชันกันเดินเหนื่อยกันยังไม่พอต้องพก Power Bank กับ Pocket WiFi เพื่อให้ไม่ขาดการติดต่อสื่อสาร ใครทานอะไรที่ไหนต้องมีภาพโชว์ ดีนะไม่เอาเข้าไปเก็บภาพในห้องน้ำด้วยหรือใครทำก็บอกมา


ปิดท้ายวันนี้แม้จะเที่ยวเมือง Ohara แค่ที่เดียวก็เหนื่อยเพลียกันแล้ว เพราะต้องเดินเที่ยวเยอะมากๆ เห็นว่าจะไปแช่ออนเซนกันด้วย แต่ด้วยคิวที่รอยาวนาน คงแช่ได้แค่เท้าเท่านั้น แต่พอ ขากลับนั่งรถบัสผ่านแหล่งช็อปปิ้งละลายเงินเยน สาวๆ ต่างหายเหนื่อย รีบวิ่งรีบเดินค้นหาของที่ตัวเองอยากได้จับจ้องมาตั้งแต่อยู่กรุงเทพ

เดินเล่นชมหมู่บ้านมองไปทางไหนก็สดชื่น สะอาดตา

และสุดท้ายแม้เที่ยวแค่ที่เดียว ขอบอกว่าชอบเมืองโอฮาร่านะ ชอบอะไรๆ ที่มันเป็นชนบทเกษตรกร เงียบๆ ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องทันสมัย.. ราตรีสวัสดิ์ คืนนี้เตรียม เก็บข้าวของสัมภาระจะใช้บริการแมวดำขนกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้เราจะเดินตัวปลิวเที่ยวเมืองนารา และช็อปปิ้งต่อก่อนไปพักที่เมืองโอซาก้า

หมดแรงนั่งรอรถบัสกลับเกียวโต

23.11.58 เมือง Nara

สิ่งดีๆ ที่ได้จากการเดินทาง ไม่ใช่แค่สถานที่ๆ ไป
แต่มันคือที่ๆ เรา ต่างได้ใช้ความสุขร่วมกัน แบ่งปันกัน ในแต่ละวัน..

  วันนี้ต้องบอกอำลา Piece Hostel Kyoto  ไม่ลืมจะถ่ายภาพหน้าประตูอีกครั้งเก็บไว้เป็นที่ระลึกประทับใจก่อนไป สำหรับมื้อเช้าทานง่ายๆ ที่ซื้อเตรียมไว้จากแฟมิลี่มารท์เมือคืน แต่เมื่อกลับมาถึงที่พัก ทางเจ้าหน้าที่โฮสเทลยังมีน้ำใจเหมาเตรียมเบเกอรี่เนื้อนุ่มๆ น่าทาน วางไว้ให้บนโต้ะอีกหลายถุงใหญ่ๆ เพราะเราคงไม่ทันได้ทานมื้อเช้าที่นี่ต้องรีบเร่งเดินทาง ช่างมีความใส่ใจลูกค้าจริงๆ

ล้างจานเก่งกันทุกคน

เก็บของกระเป๋าเป้น้อยๆ ของแต่ละคนออกเดินไปยังสถานีรถไฟ และเตรียมเติมเงินในบัตร ICOCA ก่อน เพื่อความรอบครอบไม่งั้นเดี๋ยวเงินหมด หรือไม่พอจะมีปัญหาเสียเวลาอีก ต้องขึ้นรถไฟแบบเร่งด่วน เรานั่งรถไฟจากเกียวโต Kintetsu Railway แล้วไปโผล่ที่สถานีเมืองนารา ประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราอยากเดินสบายๆ ก็เลยใช้บริการฝากกระเป๋าสัมภาระเล็กน้อยในตู้ Coin Locker ไม่ต้องถือให้หนัก ฮาๆ เผื่อใครจะได้เดินช้อปปิ้งเพิ่มเติมได้อีก แต่ห้ามลืมมาไขเป็นอันขาดและต้องจำให้ได้ว่าฝากไว้ที่สถานีไหนนะ เขาว่าจะถูกปรับถ้าฝากเกินเวลา 3 วัน ความปลอดภัยสูงไม่ต้องกลัวหาย ถ้าบ้านเราคงไม่ต้องพูดถึง ตู้เงินสดยังแงะได้เลยคงต้องใช้เวลานานๆ เท่านานๆ กว่าจะเหมือนเพื่อนบ้านแบบนี้ที่มีระเบียบวินัย เคร่งครัด มีกฎหมายเด็ดขาด

อากาศเย็นสบายค่อยๆ เดินเที่ยวไปยังเมืองนารา ทันทีก็ได้เห็นกวางตามท้องถนน เดินกันเป็นว่าเล่นไม่กลัวรถชน แต่กวางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนารา ชาวนารามีความเชื่อว่ากวางเป็นสัตว์รับใช้เทพเจ้า ปัจจุบันเมืองนารามีกวางเดินอยู่อย่างอิสระทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า วัด หรือตามท้องถนน รถจะไม่ชนกวาง อ่ะคงคล้ายอินเดีย พี่วัวเดินกร่าง นอนกลางถนนก็ได้ ไม่มีใครชนหรือกล้าไล่ หรือฆ่าวัวเพราะถือเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธ์ เทพเจ้า.. เชื่อใครเชื่อไปไม่ล้ำเส้นความเชื่อของกันและกัน โลกจะสงบสุขสันติ

เดินไปที่วัดโคฟุคุจิ ที่มีเจดีย์ 5 ชั้น สวยงามใหญ่โตมากแต่ดูเงียบๆ คนน้อยอาจเพราะยังเช้าอยู่ เดินเที่ยวจนพอใจก็กลับออกมาเพื่อขึ้นรถบัสไปยัง สวนกวางนารา ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก แต่ถ้าเดินก็คงเหนื่อยแหละเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมืองนารา มีกวางเป็นพันๆ ตัว เดินไปอีกนิดติดๆ กันเป็นวัดโทไดจิ Todaij เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองนารา พันกว่าปีมาแล้ว วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกเมืองนารา

มันญี่ปุ่นนี่มันหวานอร่อยมาก เหมาะกับอากาศเย็นๆ กินไปป้อนกวางไป ถ้าเผลอกวางก็มางับแย่งได้ แต่ส่วนมากงับก้นเราอ่ะตลกๆ ดี

แต่มีอาหารกวางขายด้วยเรียกว่า แซมเบ้ 150 เยน มีราคานะเนี่ย เป็นแผ่นแป้งบาง แต่อดไปเลยน้องกวางกินมันเผาแบ่งกันไปก่อน เดินไป วัดโทไดจิ Todaiji temple วัดหลวงพ่อโตแห่งเมืองนารา เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตัววัดเป็นไม้ใหญ่มากๆ แต่เราไม่ได้เข้าไปถึงข้างใน แค่ยืนเกาะดูก็รู้แล้วว่าสวยแต่คนเยอะเหลือหลายที่ประตูทางเข้าไม้ขนาดใหญ่ด้านหน้านั้น มีรูปปั้นขนาดใหญ่เฝ้าประตูอยู่ทั้งสองข้าง เราพักนั่งตรงขั้นบันได ทอดสายตามองประชาชนคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวนานาชาติต่างๆ ก็สนุกล่ะ เขาจะคิดว่าเหมือนโรคจิตเปลานะแค่ส่องกล้องถ่ายบางคนที่ดูเก๋ๆ น่ารักๆ ชอบดูพฤติกรรรมของคนทั่วๆไป ว่าเขาทำอะไร แต่งตัวอย่างไร แฟชั่นกันแบบไหนแล้ว

เดินต่อกันไปถ่ายรูปไป จนถึงจุดที่นัดเจอกันอีกครั้ง ก่อนที่เราจะไปนอนที่เมืองโอซาก้า นั่งรถเมล์กลับไปที่ JR Nara Line เพื่อไปโอซาก้า สาย Yamatoji Rapid ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ถึงโอซาก้าโผล่ขึ้นพื้นดิน ฝนก็ตกโปรยปรายต้อนรับทันที ต้องรีบวิ่งกันไปซื้อร่มซะหน่อย จะได้ดูโรแมนติคเหมือนที่เห็นในหนัง ร่มอาจแพงไม่ว่า ขอข้าสักครั้งแบบหนุ่มสาวยุ่น

แต่ไม่หนักหนาเลย กางปุ๊ปฝนหยดๆ เซ็ง เดินไปอีกนิดก็ถึงที่พักที่ใหม่ คืนนี้หมู่บ้าน o top แสนสำราญของเราไม่มีแล้ว เราจะต้องแยกกันนอนเป็นห้องน้อยๆ เรียวกังบ้าง ปีนกังบ้าง ห้องน้ำรวมฮาเฮ และต้องจับฉลากเลือกห้องกันด้วย แต่ไงคืนเดียวเอง นอนๆ กันๆไป

แหล่งละลายเงินเยน

ช่วงวันท้ายๆ แล้วก่อนกลับ คงเน้น shopping กันมากกว่าจะนอน เช็คอินที่พักเสร็จเราก็เตรียมออกท่องราตรีนี้ยังอีกยาวไปเลย หิวมากรอมานานานแล้วจะได้กินปูขนแบบไม่อั้นซะหน่อย แต่ไงรสชาตก็งั้นๆ ปูบ้านเราเด็ดกว่าคิดมโนขนาดนั้นถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู้ดคงยอดมาก ก็กินๆ ไปให้รู้ จบทริปวันนี้ขาอ่อนหมดแรงจริงๆ เดินเยอะมาก กลับที่พักยังงงๆ เดินไปโผล่อีกทางออก ที่ไม่ใช่ที่เดิมต้องเดินข้ามถนนอ้อมออกมานิดนึงจนถึงที่พักลอง จิบเบียร์ญีปุ่น ก่อนนอนเหมือนน้ำผลไม้เลย ฝันดีพรุ่งนี้เที่ยววันสุดท้ายแล้วก่อนกลับ อย่างไรก็รักเธอประเทศไทยไปไหนมาไหนสนุกสวยแค่ไหนก็ คิดถึงมากๆ ข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวเผ็ดๆ กับร้านนวดตัวดีๆ ซะหน่อย ใช้ร่างกายเยอะ ตื่นเช้าตรู่ แต่ก็แลกมาเพื่อความสุขของการเดินทางท่องเที่ยวสักครั้งในชีวิตไม่เสียดายเลย