Day 4 Gulmarg กระเช้าลอยฟ้า Gondola

ความทรงในการเดินทางมีเรื่องเล่ามากมาย เป็นเวลาที่มีความสุขล้น คิดดูวันนี้อยู่ที่นี่ แล้วพรุ่งนี้จะต้องเก็บกระเป๋าไปเที่ยวไปนอนอยู่อีกที่เป็นลำดับโปรแกรมที่วางแผนกันเอาไว้เป็นอย่างดีรอบคอบ ให้ตายดิ ถ้าทำงานแล้วได้แบบนี้ตลอด ยอดเยี่ยมเลย เพราะการเดินทางแม้มีผิดพลาดคลาดเคลื่อน พักรถหยุดรอเข้าห้องน้ำนานๆ ช็อปปิ้งเพลินจนลืมดูเวลานัดหมาย สั่งอาหารแล้วกินไม่ได้ ไม่ถูกปากไม่อร่อย แต่มันก็สนุกสุดๆ เป็นประสบกราณ์ชีวิต เพราะมันคือการเดินทางนั่นเองที่มีแต่เสียงหัวเราะขบขันกับสิ่งต่างๆ ที่พบเจอ ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ up to you!! แปลเป็นภาษากันเองๆนะ ก็แล้วแต่มึงไง จะเลือกหัวเราะหรือร้องไห้ระหว่างเดินทาง.. หุๆ

เช้านี้ บนที่นอนสีสวยที่มีไฟฟ้าอยู่ข้างใต้ที่นอน กลิ้งไปมาก็ยังหนาวอยู่ดี ที่นอนเริ่มไม่ร้อนเนื่องจากพี่แขกเจ้าของโรงแรมคงมีระบบตัดไฟฟ้า เพื่อเป็นการประหยัดค่าไฟเขาหรือเปล่านะ
หรือหวังดีกลัวหลังเราจะไหม้ร้อนไป ไม่นะ ไม่ใช่เลย มองที่กระจกหน้าต่างมีไอน้ำเย็นๆ เกาะเต็มเป็นฝ้าไปหมด สัมผัสได้ถึงความหนาวของอากาศข้างนอกได้เป็นอย่างดี รีบตื่นลุกไปล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำขอบ๊ายๆ ไม่กล้าพอ และเมื่อคืนก็อาบเผื่อแล้วล่ะ เก็บของใส่กระเป๋าร่ำลาห้องนี้

ขอบคุณสำหรับ 1 คืนที่ดีๆ หลับสบาย มีนกนานาชนิดให้ยืนสงบๆ ทอดสายตามองธรรมชาติเล็กๆ ที่เปิดหน้าต่างองออกไป ได้ดูและแอบถ่ายภาพ อย่างสบายอารมณ์ มื้อเช้าที่หนาวเหน็บ คือไข่เจียว ขนมปัง+มาม่าที่เอามาเอง เป็นมื้อที่ผู้ชาย 2-3 คน ขะมักเขม้นปรุงอาหารเตาไฟร้อนๆ ควันขโมงทำอาหารเลี้ยงเราแบบงัวเงีย ก็พวกนี้เพิ่งตื่นนอน ตื่นสายกว่าเราอีก เพราะโผล่เข้าไปแอบดู บางคนยังนอนขลุกอยู่เลย แต่ก็รีบลุกโผล่มาทักทายเราว่า good morning ตามมารยาท จริงๆ

อยากจะทำอาหารเองซะเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะหยิบจับอะไรได้ เครื่องปรุงก็มีแต่เครื่องเทศ เขาทำกันอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืดสลัวไม่มีไฟฟ้า แต่มีแสงสาดมานิดนึง คงอร่อยแหละ เดินออกมานั่งรอที่โต้ะไม่นานก็มี ชา จัยมาเสริฟ ตามธรรมเนียม มันดีที่สุดแล้วเวลานี้ของร้อนๆ แก้หนาว แล้วก็ตามด้วยพ่อครัวอีกคนเดินรี่เข้ามาที่โต้ะ เอาเท้าเตะโต้ะโครมครามเพราะมันวางเกะกะ แล้วก็วางชามซุปให้เรากิน เอ้ย ผู้ชายทำก็แบบนี้แถมเป็นแขกอีก จะให้นุ่มนวลเหมือนสาวๆ ไทยสไตล์ไม่ได้เลย บางคนอาบน้ำเก็บกระเป๋าเสร็จก็ทะยอยลงมาทานอาหารเช้ากัน เมื่อพร้อมหน้าตากัน เสร็จสิ้น

ถ่ายภาพร่ำลาสุดท้ายที่นี่ที่พาฮาลแกรม คงอยู่ในใจเพื่อนๆ หลายคนที่มาไปอีกนาน ว่าที่นี่ทั้งหนาวและสวยสด และอีกมากมายที่จะเลือกเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี ระหว่างทางวิวสองข้างทางเป็นหุบเขามองลงไปเป็นบ้านหลังเล็ก หลังใหญ่สลับกันไปมีทำเลฮวงจุ้ยดีมาก ข้างหลังเป็นเขา หน้าบ้านเป็นสายน้ำ แถมมีพื้นที่สนามหญ้าสีเขียวกว่าจะเดินถึงตัวบ้านก็เล่นเตะฟุตบอลได้เลย น่าอยู่มากจริงๆ

ด้วยเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลดจนทำให้เพื่อนร่วมทริปบางคนถึงกับเวียนหัว อาเจียนไปตามๆ กัน จนต้องหยุดรถ เราก็เลยได้กระโดดลงจากรถไปด้วย เปล่านะไม่ได้อ้วก แต่เป็นช่างภาพไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้ รีบทำการเก็บภาพข้างทางที่สวยงาม เขาเรียกว่า เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส 55 ไม่ได้ห่วงเพื่อนเลยก็เห็นมีคนดูแลเยอะละ ฝากไว้ช่วยดูแล
ปล.ถ้าจอดรถอีกครั้งใครจะเวียนหัวหน้ามืดอาเจียน ขอนะ ขอวิวสวยๆ นะจะได้ลงไปปฎิบัติการได้ภาพสวยๆ อีก

วันนี้เราต้องทำเวลาเพื่อวิ่งรถไป ที่กุลมาร์ค Gulmarg นั่งกระเช้าลอยฟ้า Gondola เล่นลานสกีหิมะ อยู่ห่างจากเมืองศรีนาคา ประมาณ 58 กิโลเมตรเลนถนนก็เล็ก แถมยังมีการซ่อมถนนทำให้การจราจรติดขัดเป็นระยะๆ แวะซื้อของระหว่างทางเข้าห้องน้ำ กว่าจะถึงก็ประมาณบ่าย 3 โมงเย็น umer ก็แวะรับไกด์ประจำท้องถิ่นที่คุ้นเคยกันดีติดรถมาด้วยเพื่อมานำให้เราไปขึ้นกอนโดลา-เคเบิลคาร์

คนอินเดียนี่ดีนะเขาช่วยเหลือกันและกันดี คงตกลงแบ่งปันกันได้อย่างลงตัว มันก็ดีสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราในการนำพาไปไม่เสียเวลา เพื่อความสะดวกรวดเร็ว แม้แต่มาถึงแล้วก็ยังปล่อยให้พวกเรารีบลงรถแล้วเดินเข้าไปเป็นระยะทางไกลพอสมควร ประมาณว่าใครเมื่อยใครขี้เกียจ ก็จ้างรถม้า รถบริการของเขาไปส่งให้ตามเคย ช่วยกันกระจายรายได้ดีจริงๆ แต่พวกเราอึดกว่าที่แขกคิดไว้นะ ก็เดินกันเข้าไป ชมสองข้างทางปกติข้างขวาจะเป็นสนามกอล์ฟหญ้าเขียวๆ ตอนนี้ได้กลายเป็นลานสกีหิมะปกคลุมไปเต็มพื้นที่แล้ว และเป็นสนามกอล์ฟ 18 หลุมที่สูงที่สุดในโลก 2,730 เมตรจากระดับนํ้าทะเล

รอบๆ ทิวทัศน์และต้นสนที่สวยงามมากถ้าไม่มีหิมะ เดินจนไปถึงประตูทางเข้ากระเช้า หุๆ ช่างเป็นกระเช้าที่ตลกจริง กระจกของกระเช้ามันไม่เคยเปลี่ยนไม่ใสเลยทำให้ถ่ายภาพแบบมัวๆ เห็นหมู่บ้านยิปซีในข้างล่างที่อพยพไปอยู่ที่เมืองอื่นๆ ในช่วงฤดูหนาว และจะกลับมาอาศัยที่กุลมาร์คในช่วงฤดูร้อน ใช้เวลานั่งกระเช้าประมาณ 10 นาทีก็ลงจอดที่ลานหิมะข้างล่างพวกเราก็ลงมาเดินเล่นชื่นชมกับหิมะขาวๆ ทำการถ่ายภาพและบางคนก็เช่ารถสโนว์สกู๊ตเตอร์ขับเล่นน่าสนุกดี แต่เราเป็นได้คือช่างภาพเท่านั้น ไม่งั้นจะพลาดเก็บภาพช่วงเวลาแห่งความสุขของเพื่อนไปได้ เล่นกันจนหนำใจก็ลง เดินทางกลับ

คืนนี้เราต้องตีรถไปเมืองศรีนาคา เพื่อนอนบ้านเรือ House Boat ณ ทะเลสาบดาล Dal Lake เราจะนอนกันยาวเลย 3 คืนให้สมกับได้มาอีกครั้ง รถติดมากเมื่อถึงตัวเมืองการจราจรที่เรียกว่ามั่ว
จริงๆ บีบแตรเสียงดัง ไม่มีเลนถนนที่แน่นอน ทุกคนทุกคันวิ่งกันตามสะดวก ที่สามารถไปได้ เราขับไปจนถึงท่าน้ำ ที่ 9 เพื่อลงเรือไปนอนบ้านเรือของ umer อย่างเหนื่อยเพลียกับการเดินทาง
ลงเรือ “ชิคารา” เป็นเรือพายโบราณ แจวกันไปบรรทุกสัมภาระก็หนักเยอะ มืดแล้วด้วยมองอะไรไม่ค่อยเห็น แล้วก็ถึงบ้านเรือที่รอคอย แบ่งสรรปันส่วนกันตามวรรณะชั้น 555 ไม่อยากจะเหลา ทุกคนพอใจหมดกับบ้านเรือที่แบ่งเป็น 3 ลำ ส่วนเราคือแขกผู้พิเศษ ได้บ้านเรือแบบ Extra ไว้มาต่อนะ ว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง ราตรีสวัสดิ์ วันคืนดีๆมีแต่ความสุขได้นอนเหนือน้ำ ทะเลสาบดาล (Lake Dal) อีกครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *