Day 6 Yusmarg ขี้ม้า ชมทุ่งเลี้ยงแกะในหุบเขา

ตื่นเช้าตามเคย ไม่อยากเสียเวลาไปกับการนอนมากเกินไป เพราะเวลานั้น ช่างมีค่ามากมาย ก็คิดว่าเดี่ยวตายแล้วคงได้นอนยาวๆ เยอะๆ ก็แล้วกัน มาเที่ยวทั้งทีต้องรีบกอบโกยความสุขรอบตัวสิ่งต่างๆ ไปให้คุ้มกับที่เดินทางมาไกล

ค่อยๆ เดินสำรวจรอบบ้านเรือ อากาศยามเช้าที่แสนหนาวเย็น เดินไปหลังบ้านเรือเห็นคุณลุงคนนึง คงเป็นนักหาปลา นั่งบนเรือชิคาร่าเก่าๆ เรายืนดูแกค่อยๆ ดึงแหปลาที่ลงหว่านเอาไว้ ค่อยๆ แกะปลาที่ติดกับแหอย่างขะมักเขม้น ในน้ำมีปลา ใต้น้ำมีสาหร่ายน้ำจืดพลิ้วไหวเต็มพื้นที่ไปหมด และเป็นอาหารของปลา ปลาเล็กปลาน้อยก็เป็นอาหารของนกที่บินโฉบหาเหยื่อ และลำดับมาเป็นของมนุษย์อีกทีนี่คือวิถีชีวิตในทะเลสาบดาล แคชเมียร์ นั่นเอง

ที่นี่ย้อนไปร้อยปีในอดีตยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษ ศรีนาคา เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปีมีธรรมชาติที่สวยงาม คล้ายกับยุโรป เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองอินเดีย พื้นที่ในเมืองส่วนใหญ่จะร้อนแห้งแล้งมาก คนอังกฤษจะหนีอากาศร้อนมาตากอากาศพักผ่อนกันที่เมือง ศรีนาคา นี้แทน แต่ทางการของอินเดียห้ามคนต่างชาติซื้อที่ดินปลูกบ้าน คนอังกฤษหัวดี จึงได้ทำการสร้างบ้านเป็นเรือลอยน้ำ สร้างแบบให้มันหรูหรา ด้วยไม้สนซีดาร์ ประดับประดาด้วยการแกะสลักวิจิจรบรรจงสวยงาม มีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเป็นบ้านหลังหนึ่งโดยไม่ต้องปักเสาเข็มไปบนพื้นดินไม่ผิดกติกา ได้นั่งนอนพักผ่อนกันสบายใจเย้ยหยันอวดพี่แขกไปเลย

เมื่อหมดยุคล่าอาณานิคม ก็ทิ้งบ้านเรือเอาไว้จนได้กลายมาเป็นที่พักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา อาหารเช้าบนบ้านเรือนี้ คือมาม่าต้มยำ อร่อยล่ะ พ่อบ้านตักเสริฟชามโตไว้บนโต้ะอาหาร กินกันอย่างอร่อยล้ำ อาหารญี่ปุ่นในแดนภารตะ กลับเมืองไทยก็ยังต้องกินอ่ะนะ ชีวิตคนรักการเดินทางท่องเที่ยวก็แบบนี้ กินอะไรก็ได้ อดมื้อกินสองมื้อ เก็บหอมรอบริบเพื่อมาเที่ยวไงล่ะ กลับไปก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานกันเหมือนเดิม เพราะความสุขมันต่างกันคุณค่าในจิตใจเอามาวัดกันไม่ได้

แล้วแต่..เราถ่ายภาพบ้านเรือด้วยชุดสาวแขกสวยๆ สีสันเจิดจ้า แต่ละคนไม่ยอมน้อยหน้ากันเลย จนเรือซิคาร่ามารับเราขึ้นฝั่ง ทะยอยกันลงเรือกันไปหลายลำ แค่ขึ้นถึงฝั่งก็ไม่วาย shopping กันอีกแล้ว เหมือนอดอยากกันมาแต่ไหนที่ไม่ได้ใช้เงินรูปี ยังคงคอนเซปต์ สาวไทย shopping ไม่แพ้ชาติใดในโลก เป็นการซื้อขายที่ช่วงชุลมุลวุ่นวาย ทั้งไทยและแขกต่างรุมล้อมวงกันเข้ามาขาย เฮ้ย กว่าจะต้อนคนให้ขึ้นรถบัสได้นี่ คนขับต้องบีบแตรเสียงดังสนั่นเป็นการเรียกพวกเราให้ขึ้นบัสอย่างเร็วเพราะทำให้การจราจรติดขัดได้

โปรแกรมวันนี้คือเราจะไปขี่ม้า ชมทุ่งเลี้ยงแกะอยู่ในหุบเขา กันล่ะ ชื่อ Yusmarg เป็นทุ่งหญ้าตั้งอยู่ในใจกลางของภูเขา เป็นสถานที่ปิกนิกที่น่าสนใจ มีป่าสนต้นสูงตระหง่าน พร้อมทิวทัศน์ของภูเขาหิมะที่สวย น้ำแข็งบางส่วนยังไม่ละลายเลย เราขับรถขึ้นไปอยู่นานค่อนข้างไกลพอสมควรกว่าจะถึงจากศรีนากา มาก็ประมาณ 47 กิโล เป็นทางขึ้นเขาแต่ก็เพลิดเพลินไปกับสองข้างทางที่มีต้นดอกท้อสีชมพู สีขาว และไม้ดอกสวยๆ เย็นตาดี สลับกับทุ่งหญ้าสีเขียว มีแค่ดอกหญ้าที่พื้นข้างทางก็สวยกินใจเหลือเกิน อยากจะหยุดรถลงไปชม แต่เกรงใจ เช้านี้ยังไม่มีใครมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่งั้นจะได้ภาพสวยๆ ตามมา ทุกคนสดใสสดชื่นกันถ้วนหน้า ใกล้ถึงปลายทาง หิมะน้ำแข็งปกคลุมตามโคนต้นไม้เว้าๆ โค้งๆ กันไปตามสัดส่วนต้นไม้แปลกตาดีบ้านเราไม่มีนะ

เราลงจากรถ สายฝนเริ่มโปรยปรายต้อนรับเราซะงั้น รีบเดินวิ่งกันไปหลบฝนที่ บ้านไม้สีเขียวหลังใหญ่ ชื่อ Tourist Establishment , Yousmarg เป็นที่พักและร้านอาหารนั่นเอง และมีห้องน้ำให้เข้าก็ดีเหมือนกันขึ้นไปนั่งพักหลบฝนหนาว สั่งอาหารกันแล้วก็ถ่ายภาพกันบนนั้นไม่สามารถออกมาข้างนอกได้เต็มที่เพราะกลัวเปียก สงสารเจ้าของม้า คงเสียดายที่ได้แต่ยืนรอนักท่องเที่ยวกับม้าท่ามกลางสายฝนอย่างผิดหวัง ไม่มีใครจะขี่ในเวลานี้เลย จิปชา จัย ร้อนๆ ที่ขาดไม่ได้เลย  ไม่นานอาหารพร้อมเต็มโต้ะ ข้าวหมกไก่ จานโตมากๆ พร้อมจาปาตีร้อนๆ จนอิ่มหนำสำราญนั่งพักแปป

ก็ตัดสินใจลงเขาดีกว่าอยู่นานก็เสียเวลาเที่ยว ฝนตกลงมาเรื่อยๆ พ่อ umer จะพาเราไปแวะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่สุด Dargah Hazrat Sheikh noor ud din nooraniเป็นศาล ในหุบเขา ชัมมู และ แคชเมียร์ ประมาณ 600 ปี สำหรับกราบไหว้ เป็นหนึ่งใน นักบุญ ศักดิ์สิทธิ์ของ ผู้นับถือมุสลิมที่ให้ความเคารพศรัทธา

ภายในเงียบสงบมีผู้คนเข้ามากราบไหว้ยืนอ่านคัมภีร์กันอย่างเงียบๆ ผู้คนแตกตื่นมองพวกเรากันใหญ่ ว่ามาจากไหนนั่น แต่ยิ้มให้ด้วยความเป็่นมิตรกันเอง ก็ทักทายกันไปเขาชอบถ่ายภาพด้วยล่ะ ก็ชักชวนถ่ายกันเด็กหญิงเด็กชาย หน้าตาดี หล่อนัยต์ตาคม สวยกันทั้งนั้นเลย แก้มชมพูๆ
ไม่แปลกจ้องมองพวกเราอย่างประหลาด ก็กลุ่มพวกเรานั้นหน้าตาดีกว่ามั้ง หุๆ คิดเอาเอง

ที่นี่ขายสินค้ากันหลายอย่างเป็นตลาดเล็กๆ ระหว่างรอไปยืนดูเขาทำ โรตี ขนาดยักษ์ใหญ่มากๆ โรตี Roti ต่างจาก นาน Naan ที่ไม่ต้องใส่ยีสต์ ใช้ทอดด้วยน้ำมันหรือเนยบนกระทะแบนๆ ขนาดใหญ่ นาน Naan เป็นอาหารจานหลักของ ชาวอินเดีย ทำมาจาก แป้งสาลี โยเกิร์ต และยีสต์ โดยการผสมแป้งสาลีกับน้ำและยีสต์ และส่วนผสมอื่นๆ ตามใจชอบ แล้วก็ยังมี จาปาตี

หรือ Japati ไม่ใส่ยีสต์เช่นเดียวกัน แต่ใช้จี่บนกะทะทาวา ไม่ใช้น้ำมัน รับประทานคู่กับแกง ก็เหมือนคนไทยที่ต้องกินข้าวกับแกงประมาณนั้น ได้เวลากลับรถลงเขาระหว่างทางเจอฝูงแกะฝูงใหญ่เลย รีบลงไปถ่ายเก็บภาพมาซะหน่อย ก็มาทุ่งเลี้ยงแกะแท้ๆ แต่ข้างบนเขาไม่มีแกะเลย จะกลับละโชคดีที่ได้เจอแกะจนได้ น่ารักมากๆ รีบกระโดดขึ้นรถบัสอย่างเร็วหลังจากได้ภาพล่ะ

ขับลงเขาไปไกล จนถึงทุ่งมัสตาร์ดตามข้างทาง ขอคนขับให้จอดให้เราหน่อย ครั้งสุดท้ายละที่จะได้ถ่ายภาพทุ่งสีเหลืองนี้ ตอนมาก็ถ่ายแล้วแต่ยังไม่ถูกใจวันนี้สาวๆ ของเราแต่งตัวกันสีสวย เป็นสาวแขกกันทุกคนเลย แต่แสงเย็นนี้ที่ทุ่งไม่แจ่มเลย มืดครึ้มคล้ายฝนจะตกอีก เลือกหาที่สามารถจอดรถบัสได้อย่างปลอดภัย เดินเรียงคิวกันมา กลางร่มกางจ้องกันทุกคนเลย ถ่ายกันอย่างมีความสุขร่ำลาทุ่งมัสตาร์ดทีรอคอยมานานปิดท้ายกลับถึงบ้านเรือ พาเราไปล่องเรือในทะเลสาปดาลและซื้อของต่างๆ ที่เขาจะให้เราแวะตามจุดร้านค้าของเขา

จนพระอาทิตย์ตกดินพอดีได้เวลาล่องกลับไปทานมื้อเย็นและรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ได้เวลาละที่เราต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าลาแล้วลาแคชเมียร์ที่แสนสุข แต่ตอนนี้ไม่สุขแล้วตัดฉากมาเมื่อถึงเมืองไทยสนามบินสุวรรณภูมิที่วุ่นวายเรียกรอแย่งแท็กซี่กันกลับ โอยเพลียจริง เช้ามาต้องรีบไปทำงาน แต่ก็เอาเถอะเราเกิดเมืองไทย เป็นคนไทย กลับบ้านไปได้กินอาหารไทยๆ น้ำพริก น้ำแกง ต้มยำ สารพัดเมนูอาหารผักผลไม้ที่เลือกซื้อหาได้ง่ายๆ โชคดีแล้วที่เกิดเป็นคนไทย ราตรีสวัสดิ์..

พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า ตี 5 เรือชิคาร่า จะมารับเราไปล่องเรือชมตลาดโบราณ 150 ปี ก่อนลากลับเมืองไทยตอนสายๆ ต้องไปให้ทันเที่ยวบินขาออกศรีนาคา ไปต่อสนามบินเดลลี ซึ่งจะมีด่านตรวจของทหารอย่างเข้มงวด ต้องเก็บแบตกล้องแยกออกมาโหลดใต้เครื่องบิน ใครมีมือถือก็ต้องถอดออกมด้วย ต้องเดินผ่านด่าน 7 ด่านให้ตรวจค้นตัวแบบผู้ก่อการร้ายเลย จบกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *