Day 7 วันสุดท้ายที่สายฝนโปรยปราย ชีวิตคือการเดินทาง

การเดินทางกำลังจบและสิ้นสุดลงแล้วในวันนี้ สำหรับทริปแคชเมียร์ อินเดีย ที่พวกเราวางแผนเตรียมตัวกันมาเป็นปีอย่างตื่นเต้นแต่มันไม่ได้สิ้นสุดการเดินทางของชีวิต ชีวิตคนเรามันก็คือการเดินทางนั่นเอง บางครั้งเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก บางครั้งก็แสนสุขล้นบางครั้งชอกช้ำ สิ้นหวัง เหน็ดเหนื่อย มีขวากหนามอุปสรรคนานา ถ้าเราไม่ออกเดินทาง เราจะไม่พบเจอสิ่งเหล่านี้เลย

ในทางเดินมีทางเข้าและ ทางออกเสมอ พบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ๆ ไม่เคยไป ได้เรียนรู้แบบไม่มีขอบเขต ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ จะมีทางเดินแสนพิเศษๆ เสมอๆ ทุกท่วงทำนองของชีวิตนั่นเอง เช้านี้เสียงนาฬิกามือถือปลุก ตี 5 ตั้งเอาไว้เป็นมั่นเหมาะไม่ให้พลาด รีบกระโจนจากที่นอนล้างหน้าแปรงฟัน แต่ไม่อาบน้ำ เพราะอากาศข้างนอกหนาวได้ที่ ใส่เสื้อผ้าแบบจัดเต็มเลย ลองจอน เสื้อกันหนาวไหมพรม เสื้อกันหนาวแจ็คเก็ต ผ้าพันคอ หมวก ถุงมือรักชาติเดินตัวหนาๆ ออกมาโผล่ลงเรือ โอยๆ ฝนตกอีกตะหาก ล่องเรือไปท่ามกลางแสงมืดสลัวๆ ยามเช้าตรู่ สงสารคนพายเรือ โดนทั้งลมหนาวและสายฝนเป็นระลอก ก็ยังอารมณ์ดีฮัมเพลง ส่วนเรานั่งตัวเกร็งไม่กระดุกกระดิก มือแข็งเย็นไปหมด แสงยังน้อยๆ ไม่สามารถถ่ายภาพได้อีกด้วย ล่องเรือชมคลองยามเช้าไปไกลพอสมควร เพื่อไปชมตลาดยามเช้า สงสัยนะ จะมีพ่อค้ามาขายหรือนี่ ขายใครล่ะเช้ามืดแบบนี้ ที่ฝนโปรยปราย มองดูบ้านช่องในทะเลสาป ยังมืดมืดไม่มีผู้คน ร้านรวงที่ขายของที่ระลึกก็ยังปิดอยู่นี่ถ้าไม่หนาว ไม่มีฝน มีแสงแดดสาดส่อง เราคงดี๊ด๊าโลดโผน ถ่ายาภาพ นี่มองไปยังมืดสลัว หนาวเหน็บไปทั้งหน้า คิดถึงแต่ที่นอนบนเตียงในบ้านเรือทาส ของเรา มีบางคนที่ไม่ตื่นด้วยละ เลือกที่จะไม่ตื่นไม่มาชมก็แบบนี้มันเช้าไป นอนดีก่า

ชมทะเลสาปลัดเลาะไปตามเส้นทางจนถึงจุดที่เป็นตลาดเรียกว่า ตลาดผักลอยน้ำ (Vegetable Floating Market) เป็นตลาดเก่าแก่อายุ 150 ปีได้ตลาดที่มีแต่พ่อค้าไม่มีแม่ค้าเลย แทบทุกคนแจวเรือเข้ามาเป็นจุดที่จอดกลางน้ำไม่มีหลังคาด้วย บรรทุกผักสดหลายอย่าง มีผักขมมีที่สีแดงสวยๆ คล้ายหัวไชเท้า คือ แรดิช (Radish) เป็นพืชเมืองหนาวอยู่ในตระกูล กะหล่ำ นิยมนำมารับประทานสดในสลัด แล้วก็ รากบัว อันใหญ่มากๆเลย พืชผักสดปลอดสารพิษแน่นอน แต่ละอย่างน่ากินแต่ไม่สามารถซื้อได้ เพราะเช้านี้เราต้องเดินทางกลับแล้ว มองดูพ่อค้าเจรจาแลกเปลี่ยนพืชผักกันอย่างสนุก เราก็บอกคนขับกลับดีกว่า มันหนาวมากๆ ด้วย   ฝนก็ยังคงโปรยปรายโชคดีมากทริปนี้ฝนมาตกวันที่เราจะกลับ ฟ้าไม่ใสเลย ขมุกขมัว ถ่ายภาพตลาดผักลอยน้ำแบบแสงน้อย แถมยังนั่งบนเรือโครงเครงไปมาภาพสั่นไหว สลัวๆ ถ่ายเท่าที่จะทำได้แค่นี้ เรือซิคาร่าพาเรากลับมาถึงบ้านเรือ วิ่งเข้าบ้านเรืออบตัวด้วยฮีตเตอร์นิดนึงพอให้อุ่น ทานมื้อสุดท้าย ตกใจกับไข่ดาวไม่สุกบนโต้ะที่พ่อบ้านเสริฟให้ ต้องร้องขอให้เขาเอาไปลนไฟอีกนิดนึง กินกับขนมปัง ชาร้อน รีบเก็บกระเป๋าถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับเรือกับครอบครัวของ umer เว้นแม่และน้องสาวที่ไม่สามารถออกสื่อได้ เข้าใจเน้อแต่แม่ก็น่ารักออกมานั่งเก้าอี้ ยิ้มแบบส่งแขกร่ำลาพวกเรา อิๆ แอบคิดในใจแซวเขา

วันนี้บ้านเรือของ umer อาจมีปาร์ตี้ จุดพลุ เย้ๆๆ พวกแขกไทยกลับไปแล้ว ไม่มีวุ่นวายในครัว ขอทำอาหารเอง ขอถ่ายรูปแม่และน้องสาวเขาขอฮีตเตอร์หนาวเกิน ขอโน่นนี่ นอนก็ดึก นั่งคุยกันเสียงดัง ไม่ปิดไฟซะที สารพัดเรื่องราวก็ไม่เคยเจอกันเน้อ เพื่อนๆ นานๆ เจอกันที เที่ยวกันที เป็นโอกาสแสนพิเศษสุข พวกเราขึ้นฝั่งด้วยเรือซิคาร่าสีสดสวย จากลาทะเลสาปดาล แคชเมียร์ ขึ้นรถบัสท่ามกลางสายฝนโปรย รู้สึกทันที มันเศร้ามันอาลัยอาวรณ์จังมองผ่านกระจกเม็ดน้ำฝนเกาะพราว เห็นทะเลสาป เห็นเรือซิคาร่า เห็นคนแคชเมียร์กำลังเดิน ภาพมัวๆ เลือนลาง ทุกอย่างจะกลายเป็นความทรงจำที่แสนประทับใจ ได้มาเที่ยวที่นี่กับทริปที่แสนพิเศษกับคนพิเศษ เพื่อนที่พิเศษ เราเป็นเพื่อนกันหมดไม่นับอายุ ไม่มีอะไรเกินกว่ากันในมิตรภาพที่ยาวนานทุกสิ่งล้วนแล้วเป็นองค์ประกอบที่งดงาม

อย่างที่เคยบอก บางคนอาจทำอะไรชักช้า เง้างอน งุ้งงิ้ง เข้าห้องน้ำกันนาน ซื้อของเพลิด เพลินจนลืมเวลา ถกเถียงพูดคุย หัวเราะเสียงดัง สั่งอาหารกันผิดๆ ถูก อร่อยบ้าง ไม่อร่อยถูกปากบ้าง ซื้อของแพงไป โดนแขกหลอกบ้าง 555

แต่มันผ่านมาแล้วไม่มีสิ่งใดให้จดจำนอกจากความทรงจำประทับใจ ไม่มีใครสมบูรณ์เลิศเลิอไปหมดรถบัสต้องรีบทำเวลาส่งเราที่สนามบิน รถติดนิดนึง เนื่องด้วยฝนตก พร้อมกับเราเตรียมตัวเตรียมใจ ถอดแบตเตอรี่กล้อง ซิมมือถือ ของต่างๆ นานาๆ ที่อาจโดนเจ้าหน้าที่ทหารถือปืนพร้อมรบ ตรวจยึดเขาห้ามถ่ายภาพที่สนามบินนี้ เราต้องยัดมันไว้ในกระเป๋าสำหรับโหลดเท่านั้น แต่ทุกอย่างก็ผ่านไป
ด้วยดี โชคดีที่มีเพื่อนร่วมทริปที่สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทหารได้อย่างดีราบรื่น

เรารอจนเครื่องออกจากสนามบินศรีนาคา ด้วยสายการบินภายในของ แอร์อินเดียย เป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศอินเดีย ที่นั่งก็ใหญ่พอได้ ก็เสียเงินแพงนิดสักครั้ง มีจอทีวีเล็กๆ ให้ชม เสียงซาวแทรค์อินเดีย เพลิดเพลินชมแต่ภาพฟังไม่รู้เรือง มีแจกกาแฟ ชา คุ้กกี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ถึงสนามอินทิรา คานธีอย่างปลอดภัย ไม่อยากจะบอกเคยอ่านข่าว สายการบินนี้ มีกัปตันคนนึง เปิดระบบ “ออโต้ ไพล็อต” แอบหลับไป 40 นาทีให้แอร์โฮสเตสสาวเฝ้าแทนด้วยล่ะ ทำไปได้ เราเข้าสนามบินทำการรับกระเป๋าแล้วไปเข้าใหม่ โหลดต่อไปกรุงเทพมหานครของเรา บรรยากาศเงียบเหงาเหนื่อยกันด้วยล่ะ แต่เช้ากว่าจะผ่านด่านตรวจมานั่งเที่ยวบินกลับด้วยสายการบิน indigo เครื่องออก 6 โมงเย็น ใช้เวลาบินถึงสุวรรณภูมิ 4 ชั่วโมง แต่เป็นเวลาที่ประเทศไทยเกือบเที่ยงคืน โอ้ยๆ สวัสดีประเทศไทยยามที่คนหลับใหล เราก็ต้องรีบกลับไปนอนต่ออีกไม่กี่ชั่วโมง ต้องเป็นมนุษย์ทำงานตามปกติ เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ เอ้ยไม่ใช่เมื่อชีวิตยังต้องการเรียนรู้ ที่ๆ ใหม่ๆ ที่ๆ เราต้องไปต่อไป เพราะชีวิตคือการเดินทางนั่นเอง ก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคน สวัสดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *