30.12.2014 สู่เมืองดาร์จีลิ่ง

นมัสเต ยามเช้าตรู่ วันนี้ตื่นเช้าๆกว่าใครๆ แน่นอนเวลา ตี 5 คงไม่มีใครบ้าตื่นมาอาบน้ำ เกือบ 6 โมงแต่งตัวเสร็จ รีบคว้ากระเป๋าพร้อมขาตั้งกล้อง ลงมาล็อบบี้โรงแรม ประตูยังไม่เปิด แต่ข้าพเจ้าเปิดเองเลย

เดินออกไปที่ถนนยามเช้ามันหนาวเหลือเกิน ลัดเลาะเดินไปตามทางที่สูงชันขึ้นไปบนสะพาน ก็ลักษณะเมืองกังต๊อกนี้ เป็นที่ราบบนเนินเขา สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทางต่างๆ อยู่บนเนินเขาไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ต้องค่อยๆ เดิน ขาลงไม่เท่าไหร่ แต่ขาขึ้นอินี่ฉ้านเหนื่อยนะ คนอินเดียตื่นเช้าขยันกันมาก ขยันเดิน ไปไม่ไกลเท่าไหร่ กลัวเดินกลับมาช้า

เพราะวันนี้วันสุดท้ายแล้วต้องจากลา เมืองกังต๊อก เดินทางไปยังเมืองดาร์จีลิ่งต่อ รีบเดินชมเมืองคนเดียวและบันทึกภาพ รอเวลาดีๆ เมือแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้นสีทองสาดขึ้นมากระทบกับยอดเขาคันซุงจังก้า kanchenjunga mountain ไม่สามารถละสายตาไปไหนได้เลย เพราะเป็นแสงที่สาดมาอย่างเร็วแล้วค่อยๆ จางลงกลืนเป็นแสงขาวหายไป เป็นภาพที่สวยงามมากสำหรับฉันรีบบันทึกไว้ในกล้องและในหัวใจที่ครั้งหนึ่งของชีวิตได้มีโอกาสมาไกลแบบนี้

พระอาทิตย์ยังถ่ายได้ที่ไหนๆ ก็มี แต่ภูเขาสูงสวยแบบนี้พลาดไม่ได้เพราะสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก เลยล่ะ และภาพของยอดเขาจะเปลี่ยนแปลงไปตามเมืองที่เราจะไปเที่ยว อีกที่ คือดาร์จีลิ่ง เนื่องจากมุมมองคนละทิศนั่นเอง ถ่ายภาพเสร็จรีบเดินกลับเข้าโรงแรมทานอาหารเช้ากับเพื่อนๆ แล้วเก็นสัมภาระขึ้นรถออกเดินทางต่อ มีนุสคนขับได้พาไปที่จุดชมวิวชื่อ ตาชิ วิวพอยท์ กลางเมืองกังต็อก Tashi View Point ฟ้าสวยใสมากมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจน ถ่ายภาพกันจนพอใจ ทั้งหนุ่มอินเดีย ทหารๆ ก็ไม่เว้น หมดท่าเลยล่ะ

ออกรถต่อไปยังวัดที่สำคัญอีกที่ คือ วัดรุมเต็ก Rumtek Monastery อยู่ห่างจากกังต็อกมาทางตะวันตก 24 km. ออกจากวัดก็เริ่มหิวโหย คนขับมีนุสแวะข้างทางเป็นเพิงกระต็อบแต่วิวไม่ธรรมดาคือเทือกเขาหิมาลัยอันแสนโรแมนติค นั่งเก้าอี้พลาสติกบนโต้ะเลอะๆ นิดๆ หน่อยๆ พร้อมสั่งมาม่า แห้งชาม น้ำสองชาม พร้อมมันฝรั่งเลย์ รส มาซาล่าเกิดมาเพิ่งเคยกิน ราคาถูกมากด้วย แต่ไงเลย์บ้านเราก็เหมาะกับเรามากกว่า กินมากไม่ดีทำให้ไตพังแน่นอน รสเค็มและมีกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรงเข้มข้นสไตล์อินเดีย ยิ่งขนมหวานนี่ยิ่งไม่แตะเลย มีขนมอย่างนึงเราเห็นที่โรงแรมเสริฟ ดีใจมากคิดว่าเป็นลิ้นจี่ในน้ำเชื่อม ดีใจสุดไปบอกเพื่อนให้ไปหยิบมา ทีไหนได้มันไม่ใช่ผลไม้ ไม่ใช่ลิ้นจี่ เป็นขนมหวานอินเดีย ชื่อ รัสกูล่า ทำจากนมสดและน้ำตาลและอะไรอีกไม่รู้ แต่รสชาติกินไม่ได้อะจะอ้วกมันแปลกๆ น้ำตาลเรียกพี่เลย คนอินเดีย หนักหวานมากไม่ใช่เบาหวานนะ

หมดละทริปวันนี้ออกเดินทางต่อไปดาร์จิลิ่ง ระยะทางไกลถึงเกือบ 100 km เส้นทางสวยงามเป็นภูเขาสลับซับซ้อนโค้งเยอะมาก ความมืดเริ่มปกคลุมอย่างรวดเร็วมองไม่ค่อยเห็นถนนหนทางเลย รู้แต่ว่าถ้าถึงตอนเช้ามีแสง ถนนนี้จะสวยงามมากๆ เพราะมีต้นสนใหญ่ๆ สลับเรียงรายกันไปริมถนนที่เป็นภูเขา 6.00 ถึงที่พักอย่างเหนื่อย นั่งลุ้นมาตลอดทางคิดว่าน่าจะถึงแล้วแต่ยังไม่ถึงสักที ถ้าบางคนมีอาการแพ้หรือเมารถได้ง่ายๆ คงไม่สามารถมาเที่ยวได้เลย อากาศที่ดาร์จิลิ่งหนาวมาก

ลมแรงคิดว่าจะไม่หนาวเท่าเมืองกังต็อกซะอีก นี่ทานอาหารแล้วคงเข้านอนกันแต่หัวค่ำเลย ออกไปเดินไม่ไหวแล้วละ อีกอย่างพรุ่งนี้ สินะรู้ยัง ตี 3.00 น. ต้องบ้ากล้าตื่นมาอย่างน้อยแปรงฟัน แต่งตัวกระฉับกระเฉงไปยังจุดชมวิวอีกแห่ง ขับรถไปประมาณ 11 km ที่จุดชมวิวไทเกอร์ฮิลล์ Tiger Hill ชมวิวเทือกเขาหิมาลัยในยามพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง TT ราตรี

1.1.2015 จากลาเมืองดาร์จีริ่ง เมืองราชินีแห่งภูเขา

วันนี้ตื่นสายได้นิดหน่อย แต่ไงก็เรียกว่าเช้าอยู่ดี 6.00 น แต่เพราะเป็นวันสุดท้ายสำหรับเมืองดาร์จีริ่ง เมืองราชินีแห่งภูเขา ที่สวยเย็นสบายต้องเดินทางกลับไปยังเมืองบักโดกราระยะทางประมาณ 98 km แต่ใช้เวลาเดินทางลงเขาเกือบ 4 ชั่วโมงเลยล่ะ เพราะเราต้องทันขึ้นเครื่องบินสนามบินบักโดกราไปยังเมืองโกลกัตตา ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะพลาดไม่ได้เหมือนคราววันแรกที่มาถึงแล้วไม่สามารถบินลงจอดได้ปกติ ทำให้ตกเครื่อง แล้วต้องเช่ารถเดินทางไปอีก 20 ชั่วโมง มันจะหนักหนาเกินไปครั้งเดียวก็พอแล้ว เช้านี้อากาศยังหนาวเย็นอยู่เปิดม่านดูก็รู้ว่าข้างนอกยิ่งหนาวเหน็บน้ำเกาะกระจกเต็มไปหมดทั้งบานกระจก ต้องปัดน้ำออกเพื่อดูวิวข้างนอก ก็ตกตะลึงกับภาพที่สวยงามของขุนเขาคันเชงจุงก้าอีกครั้ง

คำถามคือเมื่อวานเราตื่นตี 2 ไปกันทำไมนะดูในห้องนอนแบบนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องไปแย่งกันดูเลยเบียดเสียดง่วงนอน หนาวเหน็บอยากจะตีแขก แต่เขาว่าตรงจุดชมวิวไทเกอร์ฮิลล์มันสูงที่สุดของเมืองดาร์จีลลิ่งที่ระดับ 2,590 เมตรจากระดับทะเล ที่สามารถมองเห็นเทือกเขาคันเช็งจังก้า ได้ชัดเจนที่สุดและสวยที่สุดก็ตามนั้น แต่บางทีถ้าเค้าเปิดม่านดูตั้งแต่คืนแรกที่พัก อาจไม่ไปก็ได้นะ เกรงใจ ตรงนี้ก็สวยแล้วล่ะ ฮาๆ

ก่อนออกเดินทางได้เดินไปส่งโปสการ์ดให้เพื่อนๆ ที่เมืองไทย เองกับมือมั่นใจได้ว่าต้องถึงแน่นอน ไปรษณีย์อินเดียยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในวิถีชีวิตของคนทีนี่ แม้สภาพไปรษณ์ของอินเดีย หรือตู้ไปรษณีย์อินเดียจะดูเก่าๆ โทรมๆ ก็ตาม

เริ่มออกเดินทางต่อไปต้องทำเวลาให้ทัน ทั้งที่ระยะทางแค่ 98 km แต่สภาพ ถนนหนทางคดเคี้ยวหักศอก และแคบ เป็นทางลงเขาสลับกันไปเรื่อยๆ มีนุสแวะพักทานมื้อเช้าตรง lamahatta มีร้านเล็กๆ คนแก่ 2 คนกำลังทำอาหารน่ารักมากๆ สีหน้าท่าทางใจดี เราเข้าไปดูแกทำโรตี อีกคนก็ทำแกงร้อนๆ อยู่บนเตาได้ขออนุญาติคุณยายสองคน

ถ่ายรูปแกก็ใจดียอมให้ถ่ายได้อีกคิดว่าจะเหมือนที่แคชเมียร์ห้ามออกสื่อ บอกลาสวัสดีแบบไทยๆ คนยายทั้งสองออกมาส่งหน้าร้าน หลังจากรอมีนุสกินโรตี 4 แผ่นกับแกงอย่างน่าอร่อย ทีนี้มีแรงล่ะ

ขับยาวไปเลยระหว่างทางมีทำถนนขรุขระ หินสไลด์หล่นบางช่วง และมีรถทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ ล่ะสวนทางกันเรากลับเขามาฉลองปีใหม่กันเปิดเครื่องเสียงติดรถดังสนั่นคล้ายกับบ้านเราเลย แต่ที่รถเขาจะมีลูกโป่งติดรถแทบทุกคันเลยน่ารักดี ขับรถไปเรื่อยๆ นานมากเลย 4 ชั่วโมงเราได้แต่ดื่มด่ำสองข้างทางที่สวยงามในบางช่วงที่ตัดผ่าน ถนนขรุขระที่มีการซ่อมแซมไปตลอดทาง ด้านซ้ายเป็นแม่น้ำ สวยงามมากอยากลงไปเดินเล่นบนสายน้ำนี้จริงๆ

ชื่อแม่น้ำTeesta ไหลผ่านท่ามกลางหุบเขาหิมาลัย มีสีเขียวมรกต และ แม่น้ำ Rangit ที่มาบรรจบกัน เป็นแม่น้ำจากเทือกเขาหิมาลัยเช่นกัน บางช่วงริมคอนกรีตที่เป็นกำแพงกั้นก็มีฝูงลิง นั่งกันเป็นแถว น่ารักจริงสัตว์โลกเสียดายที่ทุกสิ่งที่เห็นจอดถ่ายภาพยังทำไม่ได้ ถ่ายได้แบบเร็วๆ ผ่านกระจกรถแค่นั้น มีเส้นทางแยกนึงด้านซ้ายคือเส้นทางหลวงจากสิกขิมแยกไปประเทศภูฎานด้วยเป็นสะพานทาสีชมพูสลับน้ำเงิน ได้แต่มองที่สะพานอยากจะเลี้ยวไปนะนี่ รถเริ่มติดขับมาจนถึงด่านรังโปประทับตราเอกสารขาออกเหมือนวันแรกที่เข้ามา

ขนะนี้เวลาเกือบ 11 โมงแล้วคนขับมีนุสทำความเร็วให้เราถึงสนามบินทันก่อนเที่ยงด้วยเริ่มเข้าตัวเมืองถนนคอนกรีต แต่รถราก็มากเป็นช่วงวันหยุดปีใหม่คนอินเดียก็ออกท่องเที่ยวเหมือนกันบาง มันคึกคักกันไปหมดบนถนน เพราะมีทั้งประชาชนคนอินเดีย บ้างก็ปั่นจักรยาน

ขายของเดินข้ามถนนตัดไปมา มีวัว 1 ตัวได้ใจมากนอนมันกลางถนนแบบสบายอารณ์เลย เพราะเค้ารู้ว่าไม่มีใครทำอันตรายได้กระมัง เป็นบ้านเราคงแบนแต็ดแต๋ไปแล้ว ที่นี่เขานับถือวัว ไม่มีใครชน แต่ก็น่าจะมีคนมาจูงมันไปนอนข้างทางก็ดีนะ แล้วประมาณเที่ยงเราก็ถึงสนามบินรีบขนกระเป๋าสัมภาระลงจากรถอย่างเร่งรีบไม่ได้บอกลาดีๆ กับมีนุสเลย ถือว่าเป็นคนขับรถที่เก่งและดี มีมารยาทมากๆ แล้วสำหรับคนอินเดีย เราลากกระเป๋าไปที่ช่องโหลดกันอย่างดีใจสุดๆ นี่หรือคือสนามบินเมืองบักโดกรา จะจำไปอีกนานที่เราไม่ทันเครื่องกันครั้งแรก แต่ตอนนี้เราจะบินกลับไปเมืองโกลกัตตา เพื่อนอนพักอีก 1 คืนและอีก 1 วัน ตอนเที่ยงคืนที่เราจะขึ้นเครื่องกลับบ้านเมืองไทยของเราล่ะ