29.12.2014 ไปทะเลสาบฉางโก (Changu Lake)

ยามเช้าที่หนาวเย็นเมืองกังต็อก (Gangtok) อุณหภูมิวัดได้ตอนนนี้อยู่ที่ 9-11 องศาเซลเซียส แต่เราก็ยังตื่นมาอาบน้ำสระผม เพราะมีน้ำอุ่นบ้างไม่อุ่นบ้างแล้วแต่จังหวะ แต่หนทางที่ผ่านมาจากเมื่อวานยาวไกลฝุ่นเยอะกับบนถนนหนทางทำให้ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดเข้าไว้ แม้จะหนาวเพียงใด อาบน้ำแต่งตัวเสร็จอย่างมิดชิดสองสามชั้น ลงมาทานมื้อเช้ากันอย่างสดชื่น ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะได้นอนพักผ่อนกันเต็มที่แล้ว

เตรียมเริ่มท่องเที่ยวแบบจริงๆ กันซะทีอาหารมื้อเช้าของโรงแรมนี้คือไวไว กับไข่เจียว แซนวิส น้ำส้ม ก็นะ กินไปเพื่ออยู่ ดีกว่ากินโรตีอ่ะ ออกเดินทางนั่งรถชมเมือง และเป้าหมายสำคัญจะไปทะเลสาบฉางโก (Changu Lake) มีนุสพาขับไต่เขาขึ้นๆ ลงๆ ไปตามทาง แวะจุดแรกที่จะขอจิบชาก่อน คือร้านบนเชิงเขาของพี่สาวมีนุสนั่นเอง ออกเดินทางต่อใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงไกลพอสมควร ระยะทาง 37 km เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์หรือทะเลสาปสวรรค์ของชาวสิกขิมด้วยความสูง 3,794 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นต้นน้ำของแม่น้ำลาชุงชู แม่น้ำ 1 ใน 2 สายหลักของสิกขิม ที่ไหลรวมกับแม่น้ำรังโปทางตอนใต้ของสิกขิม มีความเชื่อว่าสีของน้ำในทะเลสาบ และพยากรณ์เอาไว้ว่า เมื่อไรที่ทะเลสาบแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสีดำเมื่อไร นั่นหมายถึงว่า ในปีนั้นๆจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นแน่นอนและถ้าทะเลสาบแห่งนี้มีปลาเรนโบว์เทราต์ปรากฎตาให้เห็น แสดงว่าปีนั้นจะโชคดีเป็นอย่างมาก เราลงจากรถด้วยความดีใจ

ทะเลสาบฉางโกสวยงามมากจริงๆมีจามรียืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยว รีบถ่ายภาพเก็บไว้ใจแข็งว่าจะไม่เสียเงิน ขี่มันและสงสารมันด้วย ถ้าเราขี่มันกลัวจะหนักอ่ะ เลยรีบเดินถ่ายภาพ โดยไม่สนใจเจ้าของจามรีที่เดินมาถามจะให้เช่าขี่ จามรีเป็นสัตว์ที่พบได้ตามแถบเทือกเขาหิมาลัย ดูๆไปก็คล้ายควายนะนั่น แต่เขามันเล็กกว่า ถ่ายภาพจนพอใจ

เริ่มรู้สึกผิดปกติกับตัวเอง อยู่ๆ หัวใจก็เริ่มเต้นถี่ เหนื่อยมากๆ เหมือนใจจะขาดมันเต้นตุ้บๆ แบบจะระเบิดออกมา เริ่มรู้ตัวว่าคงป่วยหรือเป็นโรคอะไรแน่ ต้องยืนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว เพื่อนร่วมทริปต่างงงกับตัวเรา ว่าไหวมั้ย จะถ่ายภาพได้หรือไม่ อารมณ์เริ่มปรวนแปร ก็พยามสู้ๆ ยืนสงบนิ่ง คิดว่าไม่เป็นไรมั้ง แล้วเราก็ยอมใจอ่อนขี่จามรีทั้งที่ใจเต้นเหนื่อยๆ แบบว่าไม่อยากยืน อยากนั่งมากกว่า ขี่กันถ่ายภาพกันอย่างสนุกทุกท่วงท่า แล้วออกเดินไปอีกจุดที่เป็นเนินเขา ทีนี้เพื่อนร่วมทริปทุกคนต่างเป็นเหมือนๆ กันอาการเดียวกันซะแล้ว คือเหนื่อยหายใจไม่สะดวก นี่กระมังเรียกว่าเพื่อนตายแน่แท้ 555 มารู้ทีหลังว่าเป็นอาการของแพ้ความสูง AltitudeSickness เนื่องจาก ยิ่งสูงออกซิเจนยิ่งน้อยกว่าเดิมเป็นการปรับสภาพร่างกายให้รับออกซิเจนให้ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายไม่เท่ากัน ถ้าโชคไม่ดีคงหัวใจวายตายได้แน่นอน เดินชมทะเลสาป มองดูทิวธงมนตราหลากสี ที่เป็นของชาวพุทธนิกายวัชรยาน หรือพุทธศาสนาแบบทิเบต พลิ้วไหวมีสีเหลือง คราม แดงเขียว และขาว แทนธาตุทั้งห้า คือดิน นํ้า ไฟ ไม้ เหล็ก ตามคติของชาวทิเบตเนปาล

จารึกบทสวดชัยมงคลคาถาก่อนนำไปประดับแขวนบนภูเขาสูงให้ ลมช่วยพัดพามนตราปกป้องผู้คนให้รอดพ้นสิ่งชั่วร้ายและสงบสุข -สีเหลือง ธาตุดิน หมายถึง ร่างกายเรา -สีน้ำเงิน ธาตุน้ำ หมายถึง จิตวิญญาณของเรา -สีขาว ธาตุลม หมายถึงลมหายใจของเรา -สีแดง ธาตุไฟ หมายถึงความอบอุ่นในร่างกายเรา -สีเขียว ธาตุไม้ หมายถึงเลือดในกายเรา ชื่นชมทะเลสาบกันจนพอใจ

สภาพอากาศเริ่มหนาวกว่าเดิม อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาสังเกตจากบนท้องฟ้ามีเมฆหมอกลอยมาปกคลุมดุน่ากลัวเหมือนกัน เส้นทางทีขับลงไปก็เป็นทางที่มีหินดินถล่มกันอยู่บ่อยๆ จากที่ศึกษามา เราต้องรีบจากลาที่นี่แล้ว มีนุสก็พาเราผ่านไปลงเขาสูงคดเคี้ยว แวะที่ร้านพี่สาวตัวเองอีกรอบพักรถ ที่นี่เราก็อุดหนุนสินค้าเล็กๆ น้อย และทานมื้อบ่ายแก่ๆ ไม่รู้จะสั่งอะไรก็ไม่พ้นไข่เจียวร้อนๆ กับไวไว และโมโม่ หรือเกี๊ยวซ่า ไส้ผัก เป็นอาหารทิเบตที่ขึ้นชื่อนั่นเอง ทำได้อร่อยมากร้านพี่สาวมีนุสนี่ หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร ก่อนบอกลาไม่ลืมถ่ายภาพร่วมกันอีกครั้ง ไปเที่ยวต่ออีกที่คือ หนุมานต็อก หรือ วัดหนุมาน สิกขิม เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่หนุมาน ศาสนาฮินดู ชาวสิกขิมบูชาและเคารพท่านในฐานะเทพผู้กล้าหาญนับถือเป็นอย่างมาก เริ่มเย็นแล้วพระอาทิตย์กำลังลาลับอย่างรวดเร็วหมดไปอีกวัน

รีบเดินทางกลับที่พักด้วยอากาศหนาวเย็นปกคลุมมาอีกรอบวัน แต่ไงเรายังสู้เพราะถัดจากนี้จะเป็นการเดิน shopping สาวไทยบอกแล้วไม่แพ้ชาติใดในโลกหนาวแค่ไหนยอมกันไม่ได้ 555 มีนุสพาเรามายังจุดที่เรียกว่า MG Marg ถนนมหาตมคานธี มาร์ก (Mahatma Gandhi Road) เป็นจุดที่มีของขายมีร้านค้าหลายร้านที่นี่ ไม่ลืมที่จะต้องถ่ายภาพรูปปั้นของมหาตมคานธีเป็นที่ระลึกกัน เดินกันจนมืดค่ำหนาวเหน็บสั่นกึกกักกันไป ร้านรวงเริ่มปิด นี่แค่ทุ่มกว่าๆ เองนะเรารีบวิ่งขึ้นรถพากลับไปโรงแรมก็พรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้าเตรียมเช็คออกจากที่นี่เพื่อเดินทางไปยังเมืองดาร์จีลิ่ง