Day 3 Pahalgam หมู่บ้านคนเลี้ยงแกะ หนาวสุดขั้วหัวใจ

เช้านี้เดินทางบินภายใน ด้วยสายการบิน SpiceJet เพื่อไปยังสนามบินศรีนาคาร์ (Srinagar) จากเมื่อคืนต้องนอนรอในสนามบินที่สนามบินอินเดียนี่เข้าได้ออกไม่ได้ เดินเพ่นพล่านมากอาจจะโดนตรวจแม้แต่จะเดินผ่านไปทางเข้าห้องน้ำยังขอดูตั๋ว ถ้าเป็นบ้านเราคงวิ่งเข้าออกห้องน้ำสุวรรณภูมิ หรือซื้อของในเซเว่น7 หิวก็แวะกินข้าวร้านข้างในได้สบายๆ ไทยแลนด์แล้ว

เป็นเวลายาวนานกว่าจะถึง 8.00 น. ที่รอ ได้เวลาโหลดกระเป๋าเข้าเครื่องด้วยความตื่นเต้นที่อีกไม่นานจะเข้าสู่ความหนาวแล้ว หลังจากที่อยู่ร้อนจัดในเดลลีมา 2 วัน บินไปประมาณชั่วโมงใกล้ถึงละ เห็นสีเหลืองลิบตาที่มองจากหน้าต่างบนเครื่องบิน นั่นคือทุ่งมัสตาร์ดแต่ไกล เลาะผ่านเทือกเขาหิมาลัยน้ำแข็งของหิมะยังเกาะหนาแน่นตามหุบเขา ทันทีที่เท้าก้าวลงจากเครื่อง SpiceJet ต้องรีบเดินกึ่งวิ่งเข้าตัวอาคารสนามบินศรีนาคาร์ เพราะลมหนาวเย็นเหมือนใครเปิดประตูช่องฟรีซไว้ ต้องควักรื้อเสื้อกันหนาว กางเกงลองจอนมาเปลี่ยนใส่กัน ผ่านด่านตรวจจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง มีทหารเพียบไปหมด ตามทางเข้าออก รถที่จะนำเราไปพร้อมไกด์เจ้าของบ้านเรือ umer ที่นี่เราต้องจ่ายๆกับจ่ายเรี่ยราดรายทางจริงๆ กระเป๋าแม้เรจะถือยกเองได้ไม่ลำบากเลย แต่ก็มีชายฉกรรจ์ 2-3คนเข้ามารุมล้อม เพื่อขอยกกระเป๋า ไม่ให้ไม่ได้แย่งไปถือเลย คืออย่างไรก็ต้องจ่ายทิปให้เขาอ่ะนะ

รถคันที่ 2 ที่ umer จัดการเช่าไว้ให้เรา เป็นรถบัส TATA นั่งได้เกือบ 20 คนนะ ตลอดเส้นทางทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติ ดอกไม้สีสวยๆ มีสวนต้นดอกท้อสีขาว สีชมพู สลับกันไป และต้นไม้สูงใหญ่มากๆ พวกนี้น่าจะอายุเป็นร้อยๆ ปี ดีมากเลยที่คนอินเดียเขาไม่นิยมตัดต้นไม้ทำลายป่ามากนัก

ตามสองข้างทางถนนที่เลียบสายน้ำเล็กๆ มีโขดหิน มีแต่ต้นไม้รูปทรงสวยๆ กิ่งก้านสาขาทอดยาวเหมือนในนิยายเลย ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาก็คงดูแต่ในสมุดภาพ อยากจะหยุดรถลงไปถ่ายภาพแต่เกรงใจ แค่ได้เห็นก็รู้สึกถึงความร่มเย็นได้ดีมากสำหรับคนรักต้นไม้อย่างเรา ขับเลี่ยงเมืองที่มีการซ่อมถนน ได้ชมสิ่งต่างๆ แปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นกันไป อาหารมื้อแรกที่ไม่ได้เลือกเอง คนขับกับเจ้า umer พาไปจอดที่ร้านอาหารเล็กๆ ริมถนน

ทริปพวกเราเข้าไปกัน 14 คนก็แน่นร้านล่ะ แต่อากาศหนาวเย็นสบายนั่งเบียดๆ กันไป นาทีนี้ไม่สั่งเขาก็เสริฟให้ คือชาอินเดียร้อนๆ คนอินเดีย ทั้งประเทศนิยมดื่มชาพอๆ กับน้ำเปล่า เขาเรียกชาว่า “จาย” (Chai) ชาจะต้มลงไปกับนม และผสมเครื่องเทศลงไปด้วยหอมดีนะ ชอบมากยิ่งหนาวๆ แบบนี้ดีที่สุดละ อาหารอินเดียที่เขาจัดมาให้บนโต้ะคนละชุดๆ เป็นถาดกลมๆ เรียกว่า ถาลี มี จาปาตี เป็นแป้งแผ่นๆ แบนๆ ทำจากข้าวสาลี เป็นอาหารหลักที่รับประทานกับกับข้าว ไม่ว่าจะเป็นแกงถั่ว แกงเผ็ด มะเขือเทศดอง และโยเกิร์ต หง่า ไม่ถูกปากเราเลย แต่ก็กินนะ ให้รู้ว่าเป็นอย่างไรทานเสร็จจะมี เม็ดสีเขียวๆ แจกให้ตบท้ายคือ“เม็ดยี่หร่า” เอามาอมเย็นๆ ดับกลิ่นปากเครื่องเทศแรง มื้อนี้ umer เจ้าของบ้านเรือ เลี้ยงต้อนรับเรา แหมราคาถูกนะเนี่ย

อาหารถาดๆเนี่ย ขึ้นรถไม่นานชมวิวสองข้างทางที่เราจะมุ่งหน้าไปพักที่พาฮาลแกม ก็เจอเป้าหมาย คือทุ่งมัสตาร์ดสีเหลืองอร่ามเย็นตา พวกสาวๆ ก็พากันลงไปเก็บภาพแฟชั่นอย่างสุดสวิง แวะเข้าห้องน้ำ แวะซื้อผลไม้กันตามทางผ่านที่เป็นชุมชน ผู้ชายแคชเมียร์ต่างก็มองจ้องมาทางสาวๆ เรากันเต็มไปหมด อีกทั้งรถที่ผ่านไปมาบีบแตรกันสนั่น คงหน้าแปลกกระมังทำให้การจราจรในที่นี้ติดขัด ต้องรีบซื้อผลไม้และวิ่งขึ้นรถหัวเราะกันคิกคัก ว่านะ เขาคงมองพวกเราเป็นตัวประหลาดอ่ะ จมูกนิด ตาหน่อย มองและหายใจสะดวกกันมั้ย ก็ของเขาทั้งโด่งและดวงตาโตคมชัด 555 ถึงพาฮาลแกรม ประมาณบ่าย 3 โมงเย็น หนาวมากเริ่มมีฝนโปรยปรายบางๆ

ที่พักชื่อ Rose Hill เป็นบ้านหลังใหญ่มาก 3 ชั้น แบ่งห้องพักกันอย่างลงตัว แต่ละห้องจัดสวยงามไปด้วยสีสันลวดลายของพื้นพรม ผ้าห่ม ผ้าม่าน บางห้องมีมุมนั่งเล่น
พื้นที่แต่ละห้องช่างกว้างใหญ่เกินความจำเป็นจริงๆ ห้องของเราที่เลือกแบบไม่ตั้งใจเหมือนโชคชะตา เปิดหน้าต่างไปเป็นหลังบ้านมีต้นไม้ใหญ่ มีนกมาเกาะหลายชนิด ก็เป็นคนชอบนกอยู่แล้วดีเลย

ได้ยืนถ่ายภาพนกสบายๆ แต่อีกาดำๆ จะเยอะกว่านะ อากาศข้างนอกมันหนาวยะเยือก ต้องปิดหน้าต่างก่อนที่มือจะชา แต่แล้วก็ต้องออกไปเที่ยวต่อ นั่งรถแยกกัน 2 คัน เป็นรถเก่ง TATA นั่งได้คันละ 6 คน ขับขึ้นสูงไปตามไหล่เขา มีน้ำแข็งก้อนใหญ่หนา เกาะติดต้นไม้ เต็มไปหมด ไม่รู้จะพาไปไหน ก็ไปกัน จนถึงที่ลงจากรถด้วยความสั่นหนาว ลมก็แรงมากเลย ใส่เสื้อกันหนาวมาชั้นเดียว

ที่นี่เรียกว่า Betab Valley เป็นธารน้ำแข็ง น้ำตกกลายเป็นน้ำแข็งหิมะปกคลุม หนาวจริงๆ รีบถ่ายภาพแล้วกลับดีกว่า ขากลับก็แวะ shopping ช่วยเศรฐกิจชาวบ้านทีนี่ไปด้วย หมู่บ้านพาฮาแกม หรือ หมู่บ้านหุบเขาแกะ อยู่บนที่มีความสูง 2,130 เมตร มีเทือกเขาหิมาลัยและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม คนขับรถบอกว่าช่วงฤดูที่หนาวจัดหิมะปกคลุมเขาจะไม่ไปไหนกันเลยไม่ทำงานจะอยู่แต่ในบ้านจำศีล มีอาหารและเสบียงที่เตรียมเก็บไว้เพราะมันหนาวมากๆ ช่วงนี้ที่หิมะเริ่มละลายก็จะดีที่สุดละ ได้ออกมาขายของ เปิดร้านค้ากัน กลับเข้าที่พัก Rose Hill ด้วยความหนาวเหน็บจะอาบน้ำดีมั้ยหนอ แยกกันห้องใครห้องมัน ดีที่มีเตียงไฟฟ้า ในที่สุดก็ทนไม่ได้ต้องอาบน้ำซะหน่อย เพราะเมื่อคืนที่นอนสนามบินมาก็ไม่ได้อาบ ค่อยๆ ย่องๆ อยากมั่นใจเข้าห้องน้ำ เปิดก็อกน้ำอุ่นน้ำเย็นผสมกันตักอาบไป ทันใดก็เกิดมีความสามารถพิเศษในตัวเอง ร้องเพลงโอเปร่าไปได้อัตโนมัติ อย่างโหยหวลตามจังหวะของน้ำที่รดราดบนร่างกาย โฮๆ …โฮยๆ กึกๆๆ กักๆ เสียงฟันกระทบกันนะ หุๆ

อาบเสร็จเสื้อผ้าหนาลองจอน หมวกถุงมือจัดเต็มเดินลงมานั่งโต้ะอาหารจนครบ ไฟตกทีนึง มองไม่เห็นอาหาร แต่ได้กลิ่นเครื่องเทศแรงๆ ก็ดีจะได้ร้อนๆ หายหนาว เป็นข้าวสวยเม็ดเรียวๆ

จาปาตี แกงไรไม่รู้เป็นถ้วยๆ คงซุป มีไก่ทอดคลุกเครื่องเทศ แต่เราก็ควักของดีของเราออกมา มันคือน้ำพริกตาแดง นรก แมงดา ใครมีอะไรเอาออกมากินกัน จนอิ่มแยกย้ายกันนอนกับผ้าห่มเตียงไฟฟ้าให้หลังร้อนๆ ดีกว่า ราตรีสวัสดิ์