เกาะชวา อินโดนีเซีย

เกาะชวา อินโดนีเซีย 2554

การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ เป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ เป็นอย่างมาก มีแต่ข่าวไม่ดีแต่เราก็ไม่เกรงกลัวกับข่าวแผ่นดินไหว ซึนามิ น้ำท่วม และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ แปลกๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ว่ากลัวที่สุดคือการไม่ได้ไท่องเที่ยวมากกว่า เตรียมอุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีอยู่น้อยนิด กระเป๋าเสื้อผ้าไม่สนใจ กลัวลืมกล้องถ่ายภาพมากกว่า ถ้ามันจะโชคร้ายก็ต้องยอมรับในโชคชะตาของเราเอง

ถึงวันเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิด้วยความตื่นเต้น ดีใจ นัดหมายกันเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้พลาดตกเครื่องและเตรียมโหลดกระเป๋าสัมภาระที่หนักเอาการ การเดินทางครั้งนี้เราจะได้ไปดูภูเขาไฟถึง 3 ลูกเลย ที่ สุราบายา ย็อกยา เดียงพลาโต บุโรพุทโธ โบรโม คาวาอีเจี้ยน

ใช้เวลาบินเกือบ 4 ชั่วโมง ผ่านด่านออกมาเพื่อเจอคนขับรถที่ติดต่อไว้ยืนชูป้าย welcome girl group from Thailand รถที่ใช้เดินทางคือ Isuzu ELT ที่นั่งได้ถึง 10 ที่เลย จอดรอเราอยู่ ต้องรีบเดินทางจากเมืองสุราบายา ไปยังเมืองยอคยาการ์ต้า เพื่อให้ทันขึ้นชมบุโรพุทโธในตอนเช้า

ตื่นเช้ามืด ตี 4 เพื่อนั่งรถไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ที่ราบสูงเดียงพลาโต Dieng Plato รอพระอาทิตย์ขึ้น อากาศหนาวเย็นสบายๆ

ที่ราบสูงเดียงพลาโต Dieng Plateau หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ที่ราบสูงเดียง เดียงพลาโต ซึ่งเป็นที่ราบสูงคล้ายๆ แม่ฮ่องสอนบ้านเรา อยู่ที่เมืองโวโนโซโบ ห่างจากเมืองยอกยาการ์ตา ไปทางทิศเหนือประมาณ 135 กิโลเมตร อยู่บนเทือกเขาสูงที่ห่างจากระดับน้ำทะเลถึง 2093 เมตร แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี มีการทำการเกษตรบนที่สูงแบบขั้นบันไดไปตามลักษณะที่เป็นภูเขา ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช ฝรั่ง ชา ยาสูบ พริกหยวก กะหล่ำ มะเขือเทศ ดินสีดำคงเป็นดินภูเขาไฟ อุดมสมบูรณ์มากๆ

ถ่ายระหว่างทางที่ขับรถผ่านหมู่บ้านจากหน้าต่างรถ เราเดินทางไปที่เดียงพลาโต

 อีกวันที่ประทับใจที่พักหลังนี้เลยชื่อ Sarangan Hotel  บรรยากาศโรแมนติค มองจากหน้าต่างห้องนอนมองเห็นวิว ทะเลสาบ Sarangan Lake ตอนนั้นสายตามองผ่านหน้าต่าง คิดว่าไม่อยากกลับบ้านเลย ช่างเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ไม่รู้ลืม บรรยากาศแสนโรแมนติค อากาศดีเย็นสบาย

มีเรือบริการล่องชมทะเลสาบ Sarangan Lake

เที่ยวทะเลสาบสีเขียวมรกต Color Lake มีสองสีนะ

ที่พักคืนนี้ โรงแรมเจมาราอินดะห์  (Cemara Indah Hotel) เป็นที่พักเดียวที่มีจุดชมวิวสวยที่สุดบนโบรโม่นี้ แต่หนาวมากเลย

ทานแตงโมสีแดง กับน้ำส้มสีส้มๆ  เรากินแกล้มกับบรรยากาศภูเขาไฟ มันดีจริงๆ

เราต้องตื่นตี 3  เพื่อออกเดินทางไปนั่งรถจี๊บ เพื่อขึ้นไปสู่จุดชมวิว ของภูเขาไฟโบรโม่ ที่ยอดเขา พีนาจากัน (Penajagan Peak) ความสูง 2,700 เมตร จากระดับน้ำทะเลระหว่างทางก็มีคนควบม้าไล่ตามรถเรามาเพื่อจะเสนอให้เช่าม้าระหว่างทางที่เดินขึ้นไปชมภูเขาไฟ

 เริ่มตั้งขาตั้งกล้องเลือกมุมนี้ เพราะไม่มีมุมไหนที่จะยืนได้แล้ว คนเยอะมาก เห็นคู่รักสองคนนี้ได้มุมดีกว่าใคร เพร
าะปีนข้ามไปนั่งบนก้อนหินนี้เลย ไม่ลุกไปไหน ก็ไม่เป็นไรขอยืมมาเป็นแบบให้เราถ่ายอีกที ถ้าสองคนนี้ได้มาเห็นภาพนี้ เราก็ยินดีจะส่งภาพนี้ให้เขานะ ถ้ายังรักกันดีอยู่

ไปคาวาอีเจี้ยน จากเมืองสุราบายา มายังเมืองโปรโบลิงโก Probolinggo อันเป็นที่ตั้งของกลุ่มภูเขาไฟโบรโม่ เดินทางถัดต่อไปทางตะวันออกไปยังเมืองบอนโดโวโซ Bondowoso ที่อยู่เกือบสุดชวาตะวันออก ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยน การเดินทางสู่คาวาอีเจี้ยน ดินแดนแห่งความลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก การเดินทางแสนลำบาก ต้องเช่ารถ ขนาดแค่จากเมือง Probolinggo ไปยังเมือง Bondowoso ก็แสนไกลอยู่แล้ว

 วิวทิวทัศน์ข้างทางสดชื่นมากๆ ขาลงที่หมอกเริ่มจางหายไป มองเห็นป่าหลายสี ถัดไปข้างบนซ้ายก็มองเห็นทะเล แต่พอดีเลนส์มันซูมไปไม่ถึง

ส่วนการเดิน ทางไปยังคาวาอีเจี้ยนก็ต้องใช้เส้นทางชนบทขึ้นเขาผ่านป่าดงดิบชื้น ซึ่งปกติเรามักไม่ค่อยได้เห็นผืนป่าในอินโดนีเวียเท่าใดนัก แต่สำหรับเส้นทางไปยังคาวาอีเจี้ยนยังมีป่าใหญ่ๆ ให้ได้อยู่ตลลอดเส้นทาง
จุดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยวนี้ คือ เปลวสีน้ำเงิน ซึ่งต้องดูในช่วงกลางคืนเท่านั้น เมื่อแดดยิ่งจัดผืนน้ำในทะเลสาปสีก็ยิ่งเข้มขึ้น จัดว่าเป็นความสวยงามที่แฝงเร้นด้วยพิษภัยอันตรายที่เราต้องพึงระวังอย่างสูง

วันนี้ปวดส้นเท้ามากๆจากอาการเจ็บปวด ที่เอ็นร้อยหวายตรงส้นเท้า ที่เป็นแต่แรกอยู่แล้วยิ่งมาเจอความเย็นทำให้แต่ละย่างก้าวที่เราเดินขึ้นเขาไป คาวาอีเจี้ยน มันช่างแสนทรมาน ฝนก็โปรยปราย แต่ก็อดทนได้ ค่อยๆ ไป เห็นคนแบกกำมะถันเดินสวนไปมาแล้วน่าสงสาร ตัวเราแค่นี้เอง ไม่ได้แบกอะไรหนักเหมือนเขาต้องสู้และไปให้ได้

จะสูงหรือไกลแค่ไหน ถ้าใจเราถึง แม้จะเจ็บปวดกับอุปสรรคต่างๆนาๆ เราก็จะไป แม้แต่อันตรายก็ลืมไปเลย เมื่อเราเปิดใจมองให้มากกว่าสิ่งน่ากลัว ลบๆ แล้วทุกอย่างจะลบเลือนไป เหลือแต่ความสุขใจที่ได้ทำอะไรให้สุดๆ ที่น้อยคนนักจะทำ

อาหารจานโปรด นาซิ โกเร็ง ข้าวผัดอินโดนีเซีย ทานได้ทุกวันไม่เบื่อ กับน้ำพริกเผาไทยๆ อร่อยน้ำตาไหล คิดถึงอาหารไทยจัง