27,28 ธ.ค. 47 เที่ยวลาว

   ฉันเจอบันทึกเก่าๆ ในไดอารีที่เก็บไว้ ไม่น่าเชื่อเลยมันผ่านมา 13 ปีแล้ว ฉันเพิ่งมาเปิดอ่านอีกครั้ง บันทึกข้อความเก่าๆ เชยๆ ไงไม่รู้  แต่จากเรื่องจริงที่ไปเที่ยวและพบเจอมา เพื่อเก็บเป็นบันทึกไดอารีส่วนตัว ไม่คิดว่าจะต้องเอามาให้ใครอ่าน แต่วันนี้ก็อยากเอามาเขียนบนโลกออนไลน์บ้าง กระบวนความคิดทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เฉกเช่นกับธรรมชาติ และสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้การเดินทางครั้งแรกที่ไปนอก.. ไทย

ตราบที่ลมหายใจยังไม่สิ้น
ฉันเชื่อเหลือเกินว่า..ทุกเรื่องทุกอย่างในชีวิตคือการเดินทาง
มีทุกข์สุขคละเคล้ากันไป เพียงที่สุดทุกเส้นทางที่ก้าวผ่าน
แค่เราเก็บไว้แต่สิ่งดีงาม ทิ้งไว้เป็นภาพความทรงจำ…แม้เป็นช่วงเวลาหนึ่งสั้นๆ ที่มีเวลาไม่มากนัก แต่ก็พยามเก็บเกี่ยวและใช้เวลาอย่างคุ้มค่าของทุกๆ วันที่ตื่นมายามเช้าในที่ๆ ไม่เคยมา ที่ๆไม่คุ้นเคย และที่ๆจะผ่านวันนี้ไปเปลี่ยนเป็นความทรงจำในอนาคตต่อไป

27 ธ.ค. 47

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ หลังเลิกงานประจำที่ทำอยู่ ด้วยความรู้สึกอิสระ จินตนาการคิดถึงเมฆหมอกขุนเขายามเช้า   และความหนาวของวันต่อๆไป  นั่งแท็กซี่  พร้อมแบกเป้สัมภาระที่จำเป็นไม่มาก แต่ก็หนักเหมือนกัน ไปส่งขึ้นรถบขส.ที่หมอชิตใหม่ ผู้คนหนาแน่นพอสมควร โชคดีการจราจรยังไม่ค่อยติดขัด แต่กว่ารถจะออกจากหมอชิตประมาณทุ่มครึ่งกว่าๆ ช้ามาก ไม่เข้าใจ รถทัวร์ที่ไปก็ดูไม่ค่อยหน้านั่งเอาซะเลย  ไม่ค่อยสะอาดด้วยขอว่าหน่อย แต่ทำไงได้เรามาจองช้า ตั๋วรถชั้น 1 ที่ดีๆ ก็เต็มหมด นั่งไประหว่างทางก็รับคนตามขึ้นมาเรื่อยๆ เพิ่งเคยนั่งแบบนี้นะเนี่ย คือมีแถวกลางที่เป็นทางเดิน ก็เสริมเก้าอี้ให้คนนั่งแถมมีมานอนซบข้างๆอีก อ่ะ หลับๆ ตื่นๆ มานึกว่าผีหลอก ผมยาวๆ นั่งข้างๆ อิๆ พอไม่นานก็หายไป คือเขาลงจากรถก่อนไง ตกใจหมดเลย

28 ธ.ค. 47

    เราถึง อ.เชียงของประมาณ 8 โมงกว่าๆ ก้าวแรก ที่ลงจากรถทัวร์ ก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นสมใจ มีหมอกยามเช้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่ สูดหายใจลึกๆ อย่างสดชื่น เราก็จัดการเหมารถสามล้อเพื่อพาไปท่าเรือเชียงของ จะได้ข้ามไปฝั่งลาว  ถึงฝั่งลาวเราก็แลกเงินบาทให้เป็นเงิน กีบ ของลาว เพื่อความสะดวก มีเวลานิดหน่อย เก็บภาพท่าเรือบั๊คบรรยากาศริมแม่น้ำโขง มองไปยังฝั่งไทยของเราดูเงียบเหงา ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองก่อนเหยียบผืนแผ่นดินลาวจริงๆ เราต้องนั่งรถสามล้อเครื่องพวงมาลัยขวาที่แปลกตา ก็บ้านเราไม่มี พาไปส่งที่ท่าเรือห้วยทราย ใช้เวลาเดินทางไปถึงหลวงพระบางประมาณ 2 วัน สำหรับเรือช้า และจำเป็นต้องแวะพักที่ปากแบง 1 คืน เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ออกเดินทางต่อส่วนเรือเร็ว ก็คือเรือหางยาวนี่เอง รับผู้โดยสารได้ 8 คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง

ถ้าเป็นเรือเร็วกว่าจะถึงหน้าชาแน่ะ แถมต้องใส่หมวกกันน๊อคด้วยตลกดี เราเลือกเรือช้าดีกว่าได้บรรยากาศดีมีถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ใส่น้ำแข็ง มีเบียร์ลาวกระป๋อง เป๊ปซี่ น้ำขวด ฯลฯ ให้เลือกซื้อตามอัธยาศัยใช้เวลาล่องลำน้ำโขงถึงเย็นๆ 5 โมงเย็น อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าสีแดงส้มสวยงามมาก ก็ถึงปากแบ่ง เราแวะค้างปากแบงหนึ่งคืน อากาศหนาวเย็นมาก ๆ พักที่ Guest house และก็ทานอาหารที่นี่สั่งตามเมนู แต่กลับไม่ค่อยมีอาหารให้สั่ง อยากกินปลาทอดก็หมด อุตสาห์มากินถึงแม่น้ำโขงแล้ว สรุปอาหารแสนหิวมื้อนี้ก็มี ผัดผักรวมมิตรจานโต ต้นยำปลาที่ออกหวานๆ ไม่เผ็ดเลย พรุ่งนี้ก่อนนะถึงหลวงพระบางจะสั่งปลาอีก ยิ่งดึกยิ่งหนาวเดินเล่นได้ไม่นานก็ขอตัวเข้าห้อง อาบน้ำนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ารีบลงเรือไปหลวงพระบางอีกครึ่งค่อนวันอีก