27.12.2014 เริ่มเดินทางไกล

 วันหนึ่งในฤดูร้อนที่กรุงเทพฯ อันแสนร้อนระอุ ฉันเพียงหลับตานึกถึงเมืองที่มีภูเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนฉาบแสงอาทิตย์ยามเช้า อากาศหนาวเย็นสดชื่น บ้านเมืองผู้คนต่างมีแต่สีสันคัลเลอร์ฟูลสุดๆ สดใสกันเต็มที่ และกลิ่นเครื่องเทศตลบอบอวล ที่นี่คืออินเดีย สไตล์ที่หลากหลายไม่เหมือนใครในโลก บางคนอาจไม่ชอบไม่อยากมา ฟังแล้วยี้ๆ ว่าไปทำไมอินเดีย สกปรก เหม็นกลิ่นแขก อันตราย แต่สำหรับฉัน ฉันหลงรักประเทศอินเดียได้อย่างง่ายๆ

    ทุกสิ่งอย่างมันอยู่ที่เราเลือกจะจดจำแต่สิ่งดีๆ ก็ไม่มีที่ไหนดีไปหมด ปลอดภัยไปตลอด แน่นอนว่าไม่มีใครอะไรสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราแค่ระมัดระวังมากขึ้น กับทุกก้าวไม่ประมาท สิ่งที่ผ่านมา ผ่านไป คือประสบกราณ์ของชีวิต ทำให้เรารู้ว่ามีเรื่องร้ายๆ ก็ต้องมีเรื่องดีๆ ตามมา เฉกเช่นโลกนี้ไม่มีแค่สีดำหรือสีขาว แต่ยังมีสีอื่นๆ ให้ชื่นชมงดงาม เมื่อเราเดินทางท่องเที่ยว เราต่างต้องมีชะตาชีวิตร่วมกันในการเดินทาง สิ่งรอบๆ ตัว ยิ้มหัวเราะไปด้วยกัน ที่ไหนๆ ก็มีความสุข ถ้าเรามองโลกในแง่บวก แล้วมันก็ผ่านพ้นไป…

เราเดินทางจากสุวรรณภูมิเที่ยวบินตี 5.00 ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยคืนนี้มารอสนามบินแบบใจเย็นเวลาเหลือเฟือ เพื่อบินไปอินเดีย ที่สนามบินโกลกัตตา (Kolkatta) จะใช้เวลาแค่เพียง 3 ชั่วโมง แล้วรีบต่อเครื่องบินภายในประเทศไปลงที่สนามบินบักโดกราใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เวลาที่นี่ช้ากว่าเมืองไทย 1.30 ชั่วโมง

แต่แล้วอะไรๆ ก็เป็นไปได้จริงๆ การเดินทางที่คิดว่าถึงจุดหมายที่สนามบินโกลกัตตาแล้วซะอีกเครื่องบินได้ลงจอดที่สนามบินที่ชื่อไม่คุ้นเลยกับที่หาข้อมูลก่อนมา แต่เราก็ไม่รู้แน่ในตอนนั้นว่าไม่ใช่จุดหมาย ทันทีที่เครื่องลงจอดนิ่งเรารีบปลดเข็มขัด เตรียมขนกระเป๋าลงกันอย่างตื่นเต้น

แล้วก็ได้รู้แน่ว่า ที่นี่ไม่ใช่จุดหมาย ไม่มีการเปิดประตูให้ลง พวกเรางง หน้าเสียกันว่าเกิดอะไรขึ้นความจริงนักบินได้พูดแจ้งไปแล้วก่อนลงจอด แต่แบบว่าฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ คิดว่าแค่แจ้งว่าถึงแล้วแค่นั้น แต่ที่นี่มันคือสนามบินนานาชาติราชีฟ คานธี ไฮเดอราบัด (Rajiv Gandhi International Airport) ตั้งอยู่ในเขตอินเดียใต้ ห่างจากสนามบินโกลกัตตาไปตั้ง 1,483 km ใช้เวลาบินไปเกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากที่ปกติถ้าถึงสนามบินโกลกัตตาก็แค่ 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้นเอง ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเนื่องจากสภาพอากาศไม่ดีมีเมฆหมอกหนาไม่สามารถบินไปตามเส้นทางบินเป้าหมายได้ต้องหาที่สะดวกลงจอดเพื่อความปลอดภัย เราต้องนั่งรอด้วยใจคอไม่ดีกันว่าจะทำอย่างไรไม่เคยเจอเหตุแบบนี้ และเรายังต้องลงต่อเที่ยวบินภายในเพื่อไปสนามบินบักโดกรา Bagdogra เพื่อไปเจอคนขับรถที่จะพาเราต่อไปยัง สิริกูริ (Siliguri) และเมืองกังต๊อกต่ออีก เริ่มตีสนิทหนุ่มอินเดียใจดีบนเครื่อง โชคดีที่พูดภาษาไทยได้บ้าง ยิ่งตีซี้กันไปเลยพี่ไทยอย่างเราๆ เพื่อขอใช้มือถือโทรหาทาง umer เพื่อนชาวอินเดียที่รอรับที่สนามบิน ว่าจะยกเลิกเลื่อนบินได้หรือไม่ หรือจะทำอย่างไรดี คงไม่ทันเที่ยวบินแน่นอน เสียเงินฟรีๆ รอนานเกือบสองชั่วโมงได้ เครื่องบินก็ออกบินท่ามกลางความดีใจแล้วก็สามารถบินถึง สนามบินบักโดกรา Bagdogra ได้อย่างกระวนกระวายใจ ลงจอดรีบเข้าประตูไปยื่นจัดการ visa online ที่ทำกันมาอย่างรีบร้อน แต่คนอินเดียช่างเชื่องช้า หวานเย็นมากๆ กว่าจะผ่านไปรับกระเป๋าก็หากระเป๋าไม่เจอแล้วที่ช่องสายพาน แต่มีเจ้าหน้าที่อินเดีย เก็บไว้ไปกองรวมกันเพราะเราช้าสุดๆ รีบเด้งออกหน้าประตูไปติดต่อเที่ยวบิน แต่ก็โชคร้ายไม่มีเที่ยวบินต่อไปเลยเต็มๆ ไปหมด คืนเงินไม่ได้ด้วยที่พลาดทำได้คือต้องหารถเช่าขับต่อไปยังเมืองกังต๊อก ตามคำแนะนำของกลุ่มวัยรุ่นคนไทยที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน เราเช่ารถ 2 คัน สภาพแบบว่ามีให้ไปก็ดีแล้ว ดีกว่าอยู่ที่เมืองนี้นานทำให้เสียเวลาเที่ยวไปอีก 1 วัน รีบแบกสัมภาระขึ้นรถยี่ห้อนี้เพิ่งเคยนั่งนะนั่นMahindra มาฮินดรา 4 ประตู SUV สภาพเก่าแต่คนขับหนุ่มชื่อ รุสกี้ หน้าตาหล่อคมเข้ม แต่ห้ามพิจารณามาก เข้าใจตรงกันนะ ขับได้สมกับสไตล์อินเดียมาก ตบไฟสูงแซงขวาบีบแตรตลอดทุกเส้นทางพร้อมเปิดเพลงอินเดียให้ฟังตลอดเส้นทางที่หวาดเสียว ถนนหนทางที่ยากลำบาก ฝุ่นจากถนนที่ยังสร้าง หรือสร้างไม่เสร็จหลายกิโลตลอดเส้นทาง ดีอย่างเดียวที่อากาศดีเย็นสบาย เราพักรถแวะจิบชา และอาหารตามสภาพที่จะหาร้านได้ กินได้บ้างไม่ได้บ้างไปตามชะตากรรมแล้วแต่คนขับจะแวะให้เรา