Day 1 เดินทางไกล Incredible India!

อินเดียเคยไปมาแล้วครั้งนึง เมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนไปก็เตรียมใจหลายอย่าง อาหาร อากาศ ห้องน้ำ ขอทาน กลัวสกปรกท้องเสีย หลายเรื่องที่คนไม่เคยไปแต่กับพูดเตือนให้เราระวังสารพัดเรื่องราว แต่แล้วเราก็หลงรักอินเดียในที่สุด จนมาถึงการกลับไปอีกครั้งด้วยความคิดถึง..ผู้คนเสน่ห์ในวิถีชีวิต สีสัน ของธรรมชาติ ท้องถนน และเสียงบีบแตรรถที่ถ้าไม่บีบแตรเสียงดัง ก็ไม่ใช่อินเดีย

การเดินทางไกลมาถึงแล้ว วันที่รอคอยตื่นเต้นกันทุกคน ที่เราจะไปตะลุยอินเดียอีกครั้ง เที่ยวบินรอบดึก ตี 2 ทำให้มีเวลาเหลือทำทุกสิ่งอย่างให้เรียบร้อยก่อนเดินทางอย่างไม่รีบเร่ง ต่างคนต่างมาตามนัดหมายสุวรรณภูมิ วันนี้เราสบายหน่อยได้ติดรถแฟนเพื่อนใจดี ไปส่งกันถึงสนามบิน ขอบคุณเป็นอย่างสูง ทำการเช็คกระเป๋าโหลดเรียบร้อยพร้อมเดินทางขึ้นเครื่อง ด้วยสายการบิน indigo เครื่องบินเริ่มออกตัวอย่างช้าๆ เกือบครึ่งชั่วโมงถึงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สวดมนต์ในใจขอพรให้เดินทางปลอดภัย เครื่องบินไม่หายเป็นพอ

ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมงถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี เมืองเดลลี (เวลาอินเดียช้ากว่าไทยประมาณชั่วโมงครึ่ง) ตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วรับกระเป๋าออกมา เจอ umer เจ้าของบ้านเรือที่จะไปเป็นไกด์กับเรา เช่ารถให้เรา Force Tempo Traveller นั่งได้พอสบายๆ วางของสัมภาระได้พอดี ออกจากสนามบินเริ่มเที่ยวกันเลย แต่การจราจรที่นี่ค่อนข้างติดขัด พร้อมกับเสียแตรรถต่างคนต่างบีบใส่กันสนั่น ยังไม่ชินหูหรอกนะ

เริ่มจากคนขับจะพาไปที่ Qutub Minar กุตับ เป็นชื่อกษัตริย์ มีนาร์แปลว่าหอสูง เป็นหอแห่งชัยชนะ หอคอยหินสีแดงมีความสูง 72.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.27 เมตร ส่วนฐานกว้าง 14.32 เมตร เป็นหอคอยสุเหร่าที่สูงที่สุดในโลก ศิลปกรรมแบบมุสลิมผสมฮินดูภายในมีเสาแกะสลักได้สวยงามมากๆ เหมือนแกะบนไม้เลยทั้งที่เป็นหิน น่าประทับใจที่รอบบริเวณมี กระรอก นกแก้ว สารพัดนกส่งเสียงร้องกันอย่างมีความสุข และมีครื่องบินๆ ผ่านมาเป็นระยะๆ

ออกจากหอสูง ขึ้นรถจะพาเราไปมื้ออาหารแรกสำหรับอินเดียวันนี้เป็นร้านอาหารพื้นเมืองโลคอลๆๆ ให้ตายสิ มีรถบรรทุกจอดเต็มไปหมดในซอยนี้ คล้ายกับเป็นขนส่งสิบล้อ หกล้อจอดติดกันไปหมด แต่กับมีร้านอาหารแอบเปิดอยู่ใกล้ๆ จะขายใครหว่า และร้านก็ยังไม่เปิดเลย แต่คนขับลงไปถามได้ความว่าอีก ชั่วโมงรอได้มั้ยค่อยกลับมาใหม่ จะพาไปเที่ยวใกล้ๆ แถวนี้ เป็น Lotus Temple กว่าจะเลี้ยวไปรถก็ติด หิวกันจริง ไปจอดริมถนนตรงข้ามกับ Lotus Temple ก็งั้นๆ อ่ะ ไม่น่าสนใจ ดูคล้ายเป็นสวนสาธารณะ ไม่ใช่ไร หิวแล้วเลยไม่สนใจ เราลงจากรถ ต่างพากันเดินไปในซอยที่มีขายของบนรถเข็ญ โอ้ะ น้ำส้มเช้งคั้นสดๆ จริงๆ นะ แต่ไม่กล้าดื่ม ยืนดูกรรมวิธีขั้นตอนการทำเราลังเลนะ แต่พี่ยู้เดินไปหยิบกระบอก น้ำส่วนตัวมาให้เขาใส่ก็ยังดี เขาคงเข้าใจเรา เลยไปหาถ้วยพลาสติคมาใส่แทน อืมพอดื่มได้

หน่วยกล้าตายของเรา น่ารักมากเลย ลองชิมได้ทุกอย่าง

รสชาติกินลง หิวข้าวหิวน้ำ ชอบมีดปอกส้มเช้งเขา ดูง่ายดีๆ ตอนปอกเปลือก ผู้ชายขายน้ำผลไม้ จบ กลับไปร้านอาหารต่อรถยังคงติด แต่คนขับเลี้ยวเข้าทางลัดหน่อยนึง หรือว่าตอนแรกพาอ้อมมากันแน่ รีบลงจากรถกันเข้าไปในร้าน ค่อนข้างใหญ่โต พื้นที่เยอะมาก

พวกเราต่างสั่งอาหารกัน ดีที่ทริปนี้มีล่ามอิมพอร์ทเก่งๆ หลายคน งานนี้คุณผึ้งถนัดสุดเรื่องอาหาร 555 เราได้แต่นั่งเฉยๆ ไม่ต้อง เขาสั่งให้กินต้องกินได้แน่ ระหว่างนั้นทุกคนก็ก้มหน้าก้มตา wifi กันกระจุยกระจาย นี่คือวัฒนธรรมก่อนกินของคนไทยเราในปัจจุบัน ฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี อาหารมาก็เริ่มถ่ายๆ กินๆ รสชาติดีเครื่องเทศเขาแรง แต่ก็อร่อยนะหรือว่าหิวก็ไม่รู้ คิดเงิน มื้อนี้ราคาพอสม ออกจากร้านอาหรอิ่มกันยังมีเหลือห่อใส่กล่องอีก แวะซื้อผลไม้ข้างทาง ฝรั่งขี้นก เป็นผลไม้ที่ไม่ค่อยมีขายหายากล่ะไปต่อตามโปรแกรมของเราที่ Akshardham ที่นี่ร้อนจัง อยู่กลางแจ้งไม่ค่อยมีต้นไม้ ที่สำคัญเขาห้ามเอากล้องถ่ายรูปเข้าไป รู้สึกเหนื่อย รู้ว่าสวย แต่ไม่อยากเข้าไปโดยไม่พกกล้องไปเก็บภาพ มันเสียดายจัง สู้ไม่เห็นซะดีกว่า คนอื่นก็ลงไปกัน เฝ้ารออยู่ในรถดีกว่า

อักชาร์ดัม (Akshardham) เป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดยกินเนสส์บุ๊คเมื่อ ปี ค.ศ. 2007 สร้างขึ้นใหม่ใหญ่อลังการตามรูปแบบโบราณของอินเดียใช้
ินทรายในการก่อสร้าง ชื่นชมความงามพร้อมถ่ายภาพกันเป็นของที่ระลึกจากข้างใน ภาพละ 130 รูปีออกจากที่นี่ด้วยอากาศร้อนระอุ ลำดับต่อไปที่สาวๆ ชอบ คือ ช้อปปิ้งๆ มีเงินในกระเป๋าไม่ได้มันหนัก ช้อปดีก่า ไปตลาดจันปาทกัน

เดินเที่ยวซื้อกันอยู่นานจนเหนื่อยเมื่อยขา แบกกระเป๋ากล้องด้วยเมื่อยไปหมด ออกเดินทางต่อ เราจะไปนอนกันอีกเมืองชื่อว่าอัครา โรงแรมชื่อ  Siris 18 ตั้งอยู่ในเมืองมุมดี มองจากบนดาดฟ้าจะเห็นตาชมาฮาลด้วย มุ่งหน้าใช้ช่องทางด่วนพิเศษของเขา แต่ไม่ด่วนเลย เพราะมีการกำหนดความเร็ว 60 กม./ช.ม. ใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง ระยะทาง 210 กม. แวะเขาห้องน้ำเพื่อพักรถตลอดทาง ดีที่ห้องน้ำสะอาดค่อยยังชั่ว คืนนี้ถึงโรงแรม Siris 18 ประมาณ 4 ทุ่ม ถ้าเป็นบ้านเราก็บวกไปอีกชั่วโมครึ่ง กว่าจะลงตัวแยกย้ายกันชมห้องกว่าจะนอนก็เที่ยงคืน แต่หลับสบายห้องพักหรูหราพอสมควรตกแต่งสวยงามแอร์เย็น

Day 2 ทัชมาฮาล ที่แห่งนี้มีความรักอยู่..

เริ่มวันใหม่ตื่น 6.00 น. ถือว่าเช้านะเนี่ย จากเมือคืนที่พวกเราเดินทางมาถึงดึกดื่น เข้าพัก โรงแรมซิริส 18 อักรา ห้องพักก็หรูหรากว่าที่คิดไว้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องครบ เกือบจะนอนเพลินกับที่นอนนุ่มๆ ล่ะ ต้องตั้งเวลาปลุกไว้เพราะเช้านี้ต้องไปเที่ยว ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในเมืองอัครา ห่างจากโรมแรม Siris18 ที่พักไม่ถึง 15 นาที ขึ้นไปดูที่ดาดฟ้าก็มองเห็นทัชมาฮาลจริงๆ ด้วย วิวดี แต่ไกลๆ อาบน้ำแต่งตัวเช็คออกจากโรงแรมเลยล่ะ จะได้ไม่เสียเวลา ไปต่อแถวซื้อตั๋วทัชมาฮาล ปิดทุกวันศุกร์นะจ้ะ แต่วันนี้เป็นวันเสาร์เวลาดีๆ

ก่อนเข้า คนขับเตือนว่าห้ามเอาอะไรไปบ้างที่จะไปทำลายทัชมาฮาลของเขาได้ เช่น สายชาร์ตแบตเตอรี่ ไฟแช็ค บุหรี่ ขาตั้งกล้อง เฮ้ย สรุปเอาแต่ตัวและหัวใจ+สะพายกล้องถ่ายภาพเข้าไปละกัน จะได้ไม่มีปัญหาใดๆ ให้เขายึด รถส่งเราทางเข้าซึ่งก็ไกลพอสมควรกว่าจะถึงประตูเข้า ไม่เข้าใจไม่ส่งให้ถึงที่ แต่คิดอีกทีเขาช่วยเหลือคนอินเดียด้วยกันเอง ด้วยการกระจายรายได้ ให้คนที่เมื่อยขา ขี้เกียจเดิน ได้ว่าจ้างนั่งรถม้า รถบริการของเขา

ตรงทางเข้าทั้งแขกทั้งคนต่างชาติปะปนกันเข้าแถวเยอะพอสมควร คนเกาหลี คนจีน ฮ่องกง ก็เยอะ ที่รู้เพราะได้ยินสำเนียงภาษาจีน อิ เอ้อ ซัน ซื่อ 123 ตอนนับถ่ายรูป ส่วนคนของเราก็บ้าเกาหลี รีบนับเลขถ่ายรูปบ้างว่า ฮัน ทู เซ กลุ้มจริงหน้าไม่ให้แต่ใจรักว่างั้นเถอะ

ทัชมาฮาล แม้จะเคยมาแล้ว แต่ก็ยังชอบตื่นตาตื่นใจกับทัชมาฮาลอยู่ดี เสียดายที่วันนี้สระน้ำหน้าทัชมาฮาลไม่มีน้ำเลย มีคนงานกำลังซ่อมบำรุงลงไปขัดพื้นสระอยู่ แบบไม่สนใจโลก ทำให้เราไม่ได้ภาพเงาสะท้อนทัชมาฮาลเลยแย่จริงๆ สงสัยต้องกลับมาอีกครั้งแต่ไม่รู้เมื่อไหร่อ่ะนะ

ทัชมาฮาล เป็นสุสานหินอ่อน เชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยกษัตริย์อินเดียผู้ทรงมีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ ภายหลัง พระนางมุมตัส มาฮาล ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “อัญมณีแห่งราชวัง” ติดตามพระองค์ไปในสนามรบและคลอดรัชทายาทองค์ที่ 14 ก็เสด็จสวรรคต สร้างความเสียพระทัยให้กับ พระเจ้าชาห์มาฮาน เป็นอย่างยิ่ง เรื่องเศร้าอีกเรื่องคือโดนพระโอรสโอรังเซบ นำเอาไปขังไว้ที่ Agra Fort และสถาปนาตนขึ้นครองราชย์แทน พระองค์ทรงถูกขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งเสด็จสวรรคต ในแต่ละวัน พระเจ้าชาห์มาฮาน ได้แต่ทอดพระเนตรมาที่ ทัชมาฮาล ซึ่งเป็นหลุมที่ฝังพระศพของพระมเหสีจนสิ้นพระชนม์ ตำนานที่ดูโหดร้ายอีกอย่างคือการสร้างใช้เวลาทั้งหมดกว่า 20 ปี ใช้เงินและแรงงานมากมายมหาศาล ประชาชนยากจนลำบาก ดูแล้วเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนเราต้องก้าวต่อไป จะจมปลักแต่กับสิ่งเศร้าทุกข์ไม่ได้ เราควรเลือกที่จะมองมุมมองแต่สิ่งที่สวยงาม สบายใจ ไม่มีใครสิ่งใดในโลกที่จะสมบูรณ์แบบไปทุกสิ่ง อย่างน้อยก็เหลือสิ่งก่อสร้างที่เป็นวัตถุให้เราได้ชื่นชมว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่มั่นคง เพราะเราไม่สามารถสร้าง ทัชมาฮาล ได้เอง แต่ทัชมาฮาลกลับ สร้างโลกสร้างรักให้คนตราตรึงไปทั่วโลกยังไงล่ะ รีบออกจากทัชมาฮาล เพราะใช้เวลาพอสมควรแล้ว เริ่มท้องร้องนิดนึง มื้อเช้าที่โรงแรมเอาไม่อยู่ แวะไปหาร้าน McDonald’s เป็นห้างเล็กๆ TDI Mall, Shop สั่งกินเบอเกอร์กันอย่างหิวกระหาย และแล้วก็ได้ shopping กันอีกกระหน่ำ 555 ไปเจอร้าน แบรนด์ bibaindia เสื้อผ้าสวยๆ ทั้งนั้นเลย ได้กันคนละชุดสองชุด ลองกันสนุกสนานก่อนออกจากร้าน สาวไทยช้อปปิ้งไม่แพ้ชาติใดในโลก นี่พูดเลย

เดินทางต่อไปอีก ต้องกลับเดลลีเพื่อไปให้ทันช้อปต่อที่ตลาด Center Market คล้ายๆ กับประตูน้ำบ้านเราล่ะ ลืมบอกไป คนขับรถของเราสำหรับ 2 วันนี้ ชื่อ จีตุ้ด 555 ขำป่ะ เรียกไม่ยาก แต่เรียกแล้วขำ พี่แกเห็นเราหัวเราะก็หัวเราะตาม ไม่รู้ไรหรอก ความหมายมันลึกซึ้ง อย่ารู้เลย จีตุ้ด ขับรถดี ช้าๆ ค่อยๆ ไป ไม่เร็ว เคร่งครัดในกฎหมาย ทางด่วนพิเศษ ขับแค่ 60 กม. ต่อชั่วโมงจริงๆ เราต้องเดินทางขับรถอีก 5 ชั่วโมง กลับเดลลี เห็นแล้วอยากล็อคคอให้แกมานั่งเฉยๆ แล้วเราขอเหยียบคันเร่งแทน แต่ไม่เอาดีก่า ไม่อยากติดคุกแขก เด่วอ้วกแตกคาคุกเพราะขี้ในคุกเต็มไปหมดแน่เลย ก็ไม่มีใบขับขี่นะ

ถึงตลาด Center Market เย็นๆ ประมาณ 6 โมงครึ่ง แยกย้ายกันเดินทำเวลา ต่างคนต่างเดิน คนเยอะแออัด ทั้งรถทั้งคนเดินปนกันบนเลนถนนที่ไม่กว้าง อีกทั้งยังมีสินค้าที่วางขายกันตามสะดวก ไม่เข้าใจจะให้รถวิ่งทำไมในซอยเล็กๆ ปิดท้ายที่สุดท้ายสำหรับวันนี้คือการไปนอนรอที่สนามบินภายใน เก็บของลงจากรถ จีตุ้ด คงดีใจแย่ ที่จะส่งพวกเราจบงานเขาแล้วกล่าวคำลา ให้ทิปไปยังทำหน้างงๆ แต่รีบขอบคุณพวกเรา บอกว่าขอบคุณสำหรับเงินทิป ที่จะช่วยเป็นรายได้ให้เขาเลี้ยงครอบครัว ยิ้มแฉ่งเลย รีบถ่ายภาพกันก่อนจาก


ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะผจญภัยกันเอง เดินดุ่มๆ เป็นกลุ่มก้อนไปที่ประตูสนามบิน หน้าตาเคร่งขรึมของเจ้าหน้าที่ทำทหาร ไม่ยอมให้เราเข้าไปรอก่อนเวลา ไล่ให้เราไปรอที่ออฟฟิสขายตั๋วด้านข้างอาคาร พอเข้าไปก็เจอประชาชนคนอินเดียหลายสิบคน บ้างก็นอนรอปูผ้ากับพื้น นั่งเก้าอี้นอนยาวบ้าง โชคดีมีที่ว่างหน่อยนึง เราก็รีบไปจับจอง อากาศร้อนนะ แอร์ไม่ค่อยเย็น แต่ก็มีห้องน้ำให้เข้า แต่ทริปนี้เรามีผู้ใหญ่มาด้วยเกรงว่าจะนอนเก้าอี้เมื่อยตัว พอดีมีบริการห้องพักชั่วคราวของ Plaza Premium Lounge ก็ราคาไม่แพงมากสำหรับนอนพักอาบน้ำได้ ดีแล้วจะได้เที่ยวต่อได้สบายๆ นี่แค่เริ่มทริปเท่านั้นไม่อยากให้ต้องลำบาก แต่เราขอยืนยันนอนยัน พื้นสนามบินเหมาะกับระดับอย่างเรามาก อิๆ ไม่ได้มีโอกาสได้นอนกันบ่อยๆ อ่ะนะ มียุงนิดนึง แต่พอจะหลับได้เจ้าหน้าที่มาเรียกซะงั้นประมาณว่าคงดูไม่เรียบร้อยกับสนามบินเขา ก็เลยต้องตื่นไปอาบน้ำแบบแห้งๆ แปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องน้ำสะอาดกลับออกมานั่งเก้าอี้ทีว่างอยู่ รู้สึกง่วงจะหลับก็มีแขกอินเดีย เสียงดังมากเลยมานั่งใกล้ๆ ส่งเสียงน่ารำคาญจริงไม่เกรงใจ หลับไม่ได้เลย

Day 6 Yusmarg ขี้ม้า ชมทุ่งเลี้ยงแกะในหุบเขา

ตื่นเช้าตามเคย ไม่อยากเสียเวลาไปกับการนอนมากเกินไป เพราะเวลานั้น ช่างมีค่ามากมาย ก็คิดว่าเดี่ยวตายแล้วคงได้นอนยาวๆ เยอะๆ ก็แล้วกัน มาเที่ยวทั้งทีต้องรีบกอบโกยความสุขรอบตัวสิ่งต่างๆ ไปให้คุ้มกับที่เดินทางมาไกล

ค่อยๆ เดินสำรวจรอบบ้านเรือ อากาศยามเช้าที่แสนหนาวเย็น เดินไปหลังบ้านเรือเห็นคุณลุงคนนึง คงเป็นนักหาปลา นั่งบนเรือชิคาร่าเก่าๆ เรายืนดูแกค่อยๆ ดึงแหปลาที่ลงหว่านเอาไว้ ค่อยๆ แกะปลาที่ติดกับแหอย่างขะมักเขม้น ในน้ำมีปลา ใต้น้ำมีสาหร่ายน้ำจืดพลิ้วไหวเต็มพื้นที่ไปหมด และเป็นอาหารของปลา ปลาเล็กปลาน้อยก็เป็นอาหารของนกที่บินโฉบหาเหยื่อ และลำดับมาเป็นของมนุษย์อีกทีนี่คือวิถีชีวิตในทะเลสาบดาล แคชเมียร์ นั่นเอง

ที่นี่ย้อนไปร้อยปีในอดีตยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษ ศรีนาคา เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปีมีธรรมชาติที่สวยงาม คล้ายกับยุโรป เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองอินเดีย พื้นที่ในเมืองส่วนใหญ่จะร้อนแห้งแล้งมาก คนอังกฤษจะหนีอากาศร้อนมาตากอากาศพักผ่อนกันที่เมือง ศรีนาคา นี้แทน แต่ทางการของอินเดียห้ามคนต่างชาติซื้อที่ดินปลูกบ้าน คนอังกฤษหัวดี จึงได้ทำการสร้างบ้านเป็นเรือลอยน้ำ สร้างแบบให้มันหรูหรา ด้วยไม้สนซีดาร์ ประดับประดาด้วยการแกะสลักวิจิจรบรรจงสวยงาม มีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเป็นบ้านหลังหนึ่งโดยไม่ต้องปักเสาเข็มไปบนพื้นดินไม่ผิดกติกา ได้นั่งนอนพักผ่อนกันสบายใจเย้ยหยันอวดพี่แขกไปเลย

เมื่อหมดยุคล่าอาณานิคม ก็ทิ้งบ้านเรือเอาไว้จนได้กลายมาเป็นที่พักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา อาหารเช้าบนบ้านเรือนี้ คือมาม่าต้มยำ อร่อยล่ะ พ่อบ้านตักเสริฟชามโตไว้บนโต้ะอาหาร กินกันอย่างอร่อยล้ำ อาหารญี่ปุ่นในแดนภารตะ กลับเมืองไทยก็ยังต้องกินอ่ะนะ ชีวิตคนรักการเดินทางท่องเที่ยวก็แบบนี้ กินอะไรก็ได้ อดมื้อกินสองมื้อ เก็บหอมรอบริบเพื่อมาเที่ยวไงล่ะ กลับไปก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานกันเหมือนเดิม เพราะความสุขมันต่างกันคุณค่าในจิตใจเอามาวัดกันไม่ได้

แล้วแต่..เราถ่ายภาพบ้านเรือด้วยชุดสาวแขกสวยๆ สีสันเจิดจ้า แต่ละคนไม่ยอมน้อยหน้ากันเลย จนเรือซิคาร่ามารับเราขึ้นฝั่ง ทะยอยกันลงเรือกันไปหลายลำ แค่ขึ้นถึงฝั่งก็ไม่วาย shopping กันอีกแล้ว เหมือนอดอยากกันมาแต่ไหนที่ไม่ได้ใช้เงินรูปี ยังคงคอนเซปต์ สาวไทย shopping ไม่แพ้ชาติใดในโลก เป็นการซื้อขายที่ช่วงชุลมุลวุ่นวาย ทั้งไทยและแขกต่างรุมล้อมวงกันเข้ามาขาย เฮ้ย กว่าจะต้อนคนให้ขึ้นรถบัสได้นี่ คนขับต้องบีบแตรเสียงดังสนั่นเป็นการเรียกพวกเราให้ขึ้นบัสอย่างเร็วเพราะทำให้การจราจรติดขัดได้

โปรแกรมวันนี้คือเราจะไปขี่ม้า ชมทุ่งเลี้ยงแกะอยู่ในหุบเขา กันล่ะ ชื่อ Yusmarg เป็นทุ่งหญ้าตั้งอยู่ในใจกลางของภูเขา เป็นสถานที่ปิกนิกที่น่าสนใจ มีป่าสนต้นสูงตระหง่าน พร้อมทิวทัศน์ของภูเขาหิมะที่สวย น้ำแข็งบางส่วนยังไม่ละลายเลย เราขับรถขึ้นไปอยู่นานค่อนข้างไกลพอสมควรกว่าจะถึงจากศรีนากา มาก็ประมาณ 47 กิโล เป็นทางขึ้นเขาแต่ก็เพลิดเพลินไปกับสองข้างทางที่มีต้นดอกท้อสีชมพู สีขาว และไม้ดอกสวยๆ เย็นตาดี สลับกับทุ่งหญ้าสีเขียว มีแค่ดอกหญ้าที่พื้นข้างทางก็สวยกินใจเหลือเกิน อยากจะหยุดรถลงไปชม แต่เกรงใจ เช้านี้ยังไม่มีใครมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่งั้นจะได้ภาพสวยๆ ตามมา ทุกคนสดใสสดชื่นกันถ้วนหน้า ใกล้ถึงปลายทาง หิมะน้ำแข็งปกคลุมตามโคนต้นไม้เว้าๆ โค้งๆ กันไปตามสัดส่วนต้นไม้แปลกตาดีบ้านเราไม่มีนะ

เราลงจากรถ สายฝนเริ่มโปรยปรายต้อนรับเราซะงั้น รีบเดินวิ่งกันไปหลบฝนที่ บ้านไม้สีเขียวหลังใหญ่ ชื่อ Tourist Establishment , Yousmarg เป็นที่พักและร้านอาหารนั่นเอง และมีห้องน้ำให้เข้าก็ดีเหมือนกันขึ้นไปนั่งพักหลบฝนหนาว สั่งอาหารกันแล้วก็ถ่ายภาพกันบนนั้นไม่สามารถออกมาข้างนอกได้เต็มที่เพราะกลัวเปียก สงสารเจ้าของม้า คงเสียดายที่ได้แต่ยืนรอนักท่องเที่ยวกับม้าท่ามกลางสายฝนอย่างผิดหวัง ไม่มีใครจะขี่ในเวลานี้เลย จิปชา จัย ร้อนๆ ที่ขาดไม่ได้เลย  ไม่นานอาหารพร้อมเต็มโต้ะ ข้าวหมกไก่ จานโตมากๆ พร้อมจาปาตีร้อนๆ จนอิ่มหนำสำราญนั่งพักแปป

ก็ตัดสินใจลงเขาดีกว่าอยู่นานก็เสียเวลาเที่ยว ฝนตกลงมาเรื่อยๆ พ่อ umer จะพาเราไปแวะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่สุด Dargah Hazrat Sheikh noor ud din nooraniเป็นศาล ในหุบเขา ชัมมู และ แคชเมียร์ ประมาณ 600 ปี สำหรับกราบไหว้ เป็นหนึ่งใน นักบุญ ศักดิ์สิทธิ์ของ ผู้นับถือมุสลิมที่ให้ความเคารพศรัทธา

ภายในเงียบสงบมีผู้คนเข้ามากราบไหว้ยืนอ่านคัมภีร์กันอย่างเงียบๆ ผู้คนแตกตื่นมองพวกเรากันใหญ่ ว่ามาจากไหนนั่น แต่ยิ้มให้ด้วยความเป็่นมิตรกันเอง ก็ทักทายกันไปเขาชอบถ่ายภาพด้วยล่ะ ก็ชักชวนถ่ายกันเด็กหญิงเด็กชาย หน้าตาดี หล่อนัยต์ตาคม สวยกันทั้งนั้นเลย แก้มชมพูๆ
ไม่แปลกจ้องมองพวกเราอย่างประหลาด ก็กลุ่มพวกเรานั้นหน้าตาดีกว่ามั้ง หุๆ คิดเอาเอง

ที่นี่ขายสินค้ากันหลายอย่างเป็นตลาดเล็กๆ ระหว่างรอไปยืนดูเขาทำ โรตี ขนาดยักษ์ใหญ่มากๆ โรตี Roti ต่างจาก นาน Naan ที่ไม่ต้องใส่ยีสต์ ใช้ทอดด้วยน้ำมันหรือเนยบนกระทะแบนๆ ขนาดใหญ่ นาน Naan เป็นอาหารจานหลักของ ชาวอินเดีย ทำมาจาก แป้งสาลี โยเกิร์ต และยีสต์ โดยการผสมแป้งสาลีกับน้ำและยีสต์ และส่วนผสมอื่นๆ ตามใจชอบ แล้วก็ยังมี จาปาตี

หรือ Japati ไม่ใส่ยีสต์เช่นเดียวกัน แต่ใช้จี่บนกะทะทาวา ไม่ใช้น้ำมัน รับประทานคู่กับแกง ก็เหมือนคนไทยที่ต้องกินข้าวกับแกงประมาณนั้น ได้เวลากลับรถลงเขาระหว่างทางเจอฝูงแกะฝูงใหญ่เลย รีบลงไปถ่ายเก็บภาพมาซะหน่อย ก็มาทุ่งเลี้ยงแกะแท้ๆ แต่ข้างบนเขาไม่มีแกะเลย จะกลับละโชคดีที่ได้เจอแกะจนได้ น่ารักมากๆ รีบกระโดดขึ้นรถบัสอย่างเร็วหลังจากได้ภาพล่ะ

ขับลงเขาไปไกล จนถึงทุ่งมัสตาร์ดตามข้างทาง ขอคนขับให้จอดให้เราหน่อย ครั้งสุดท้ายละที่จะได้ถ่ายภาพทุ่งสีเหลืองนี้ ตอนมาก็ถ่ายแล้วแต่ยังไม่ถูกใจวันนี้สาวๆ ของเราแต่งตัวกันสีสวย เป็นสาวแขกกันทุกคนเลย แต่แสงเย็นนี้ที่ทุ่งไม่แจ่มเลย มืดครึ้มคล้ายฝนจะตกอีก เลือกหาที่สามารถจอดรถบัสได้อย่างปลอดภัย เดินเรียงคิวกันมา กลางร่มกางจ้องกันทุกคนเลย ถ่ายกันอย่างมีความสุขร่ำลาทุ่งมัสตาร์ดทีรอคอยมานานปิดท้ายกลับถึงบ้านเรือ พาเราไปล่องเรือในทะเลสาปดาลและซื้อของต่างๆ ที่เขาจะให้เราแวะตามจุดร้านค้าของเขา

จนพระอาทิตย์ตกดินพอดีได้เวลาล่องกลับไปทานมื้อเย็นและรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ได้เวลาละที่เราต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าลาแล้วลาแคชเมียร์ที่แสนสุข แต่ตอนนี้ไม่สุขแล้วตัดฉากมาเมื่อถึงเมืองไทยสนามบินสุวรรณภูมิที่วุ่นวายเรียกรอแย่งแท็กซี่กันกลับ โอยเพลียจริง เช้ามาต้องรีบไปทำงาน แต่ก็เอาเถอะเราเกิดเมืองไทย เป็นคนไทย กลับบ้านไปได้กินอาหารไทยๆ น้ำพริก น้ำแกง ต้มยำ สารพัดเมนูอาหารผักผลไม้ที่เลือกซื้อหาได้ง่ายๆ โชคดีแล้วที่เกิดเป็นคนไทย ราตรีสวัสดิ์..

พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า ตี 5 เรือชิคาร่า จะมารับเราไปล่องเรือชมตลาดโบราณ 150 ปี ก่อนลากลับเมืองไทยตอนสายๆ ต้องไปให้ทันเที่ยวบินขาออกศรีนาคา ไปต่อสนามบินเดลลี ซึ่งจะมีด่านตรวจของทหารอย่างเข้มงวด ต้องเก็บแบตกล้องแยกออกมาโหลดใต้เครื่องบิน ใครมีมือถือก็ต้องถอดออกมด้วย ต้องเดินผ่านด่าน 7 ด่านให้ตรวจค้นตัวแบบผู้ก่อการร้ายเลย จบกัน